Never change Ever change
นานแล้วที่ไม่ได้เขียนหนังสือ ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนอย่างต่อเนื่อง วันนี้มีเรื่องกับที่บ้าน ต้องการที่ระบาย และจู่ ๆ ก็นึกถึงคำว่า "ผมเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย" ที่ชอบพูดอวดดีไว้ตอนเด็ก ๆ กลับมาตอนนี้กลับคิดว่า ผมนี่แหละเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายเหมือนเดิมนี่แหละ ... เป็นคนที่ไม่แน่นอนเสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ 

พ้นจากรั้วสถานศึกษามาอย่างกระทันหันด้วยอารมณ์เป็นเหตุ เมื่อเราไม่เหมาะสมหรือว่าเราไม่เหมาะที่จะทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ที่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งเราก็ควรจะออกมารึเปล่า มันมีความย้อนแย้งในชีวิตของคนเราหลายครั้งให้เราต้องตัดสินใจยาก ๆ ในชีวิตว่าเราจะเป็นคนที่มีความอดทน หรือจะเป็นคนที่สร้างความแตกต่างในสังคม เราสรรเสริญผู้กล้า แต่เราเป็นผู้กล้ารึเปล่า หรือเมื่อในเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือหรือต้องการผู้กล้าคนนั้นเข้ามาจริง ๆ มีผู้กล้าคนนั้นจริง ๆ ไหม

ไม่ ไม่มี

เหมือนกับเพลงเจ้าหญิงบนหอคอยของบลิซโซนิค ดังก้องอยู่ในหัว ในเมื่อไม่มีผู้กล้า ก็จงเป็นผู้กล้าคนนั้นเสียเอง  สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือกล้าที่ต้องปกป้องตัวเอง ปกป้องตัวเองจากสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของเราก่อนที่จิตใจจะไม่เหลือชิ้นดี มันมีความจำเป็นเหรอที่จะต้องทนโดนด่า "ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้ทำอะไรผิด" แล้วเราก็พร่ำสอนคนในสังคมของเราว่า ไม่ได้นะ ไม่ดีนะ เราต้องฟังผู้อาวุโสนะ จะไปปีนเกลียวไม่ได้นะ ไม่ดีนะ ไม่ได้นะ วนลูป คำถามคือ อาวุโสไม่ผิดงั้นเหรอ งั้นแก่สุดก็เทพเจ้ารึเปล่า ความเคารพน่ะมี แต่ผลที่ได้รับกลับมา มันไม่เหมือนกันทุกคนหรอกนะ คนแก่บางคนก็ดี บางคนก็ทำคนทั้งบางชิบหายเลย เพียงแต่ว่า ... ใครจะไปแย้งเขาได้

คำว่า อำนาจ กับ อำนาจตามหน้าที่ สองคำนี้คล้าย ๆ กันในความรู้สึกของผมนะ มันเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ ไม่ค่อยคุ้นเคยกับมัน หรือเพราะไม่มีกระมัง แต่สำหรับอำนาจตามหน้าที่อันนี้จำเป็นใช้ ใช้เมื่อจำเป็น แต่เมื่อใดที่รู้สึกว่า อำนาจมันไม่ได้ตามหน้าที่กำลังคุกคามชีวิตของเรา เรามีอำนาจที่จะพาตัวเองไปยังจุดที่ปลอดภัยไหม ... เราปกป้องตัวเองได้ไหม เรายืนหยัดในความถูกต้องได้ดีแค่ไหน ไม่สิ .... ยืนหยัดได้เท่าไหร่ต่างหาก

ตลอดสองปีที่ผู้ออกแบบระบบต้องใช้ชีวิตอยู่ในระบบ ทำให้เห็นจุดอ่อน ช่องโหว่ ซิงค์โฮล ที่ไม่มีทางจะเติมเต็ม เหมือนทุกคนต้องตกอยู่ในเรือลำนั้นแล้ว จะเอาตัวเองออกจากเรือก็เป็นไปไม่ได้ เจออะไรก็ต้องทน แม้แต่คนอื่นเขาก็ยังบอกให้ทน เดี๋ยว ๆ ทำไมทุกคนบอกให้ทน ผมกำลังอดทนเพื่ออะไร ถ้าผมไม่ทน ผมก็จะกลายเป็นคนที่ไร้ความอดทนเหรอ ประเด็นมันเรียบง่ายกว่านั้นมาก คือมันมีเหตุผลอะไรที่ต้องทนกับสิ่งที่ไร้เหตุผล 

เราไร้เหตุผลใช่ไหม เลยทน

แสนแปดคำถามที่ผมย้ำถามกับคนในระบบ และได้คำตอบกลับมาเพียงแค่ว่า "เอาน่า ทนอีกหน่อย" เท่าที่ดูผมก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ทุกอย่างมุ่งไปในทางที่แย่ลง ๆ ประวัติศาสตร์และสถิตินับ70 ปีขององค์กรแห่งนี้มันบอกอะไรได้หลายอย่าง เว้นแต่ว่าเขาไม่ได้ศึกษามัน เรากำลังอดทนให้คนไร้เหตุผลสามารถใช้อำนาจแบบไร้เหตุผลในวงวนเดิม ๆ บนความไม่ต้องการเหตุผลของคนที่ต้องอดทนในองค์กรนั้น....

ทำไมคนอื่นทน ?

เขียนไปเขียนมาเหมือนใช้คำซ้ำวกวน เพราะเหมือนกำลังพูดเรื่องที่เกิดขึ้นวนซ้ำ ๆ และใช่ครับ ให้ง่ายขึ้นมันก็แค่เรื่องเซฟโซน ของคนในสังคมนั่นเอง เราหล่อหลอม...เราหลอกลวงคนในสังคมให้คิดว่าการทำงานประจำ การทำงานในองค์กรนั้นมันมั่นคง เรากล่อมด้วยคำว่ามั่นคงแล้วก็รู้สึกสบายใจไปกับมัน มันสบายใจจริง ๆ รึเปล่า กับเงินเดือนครึ่งหนึ่งของวุฒิ ถ้าเซฟโซนนั้น มันไม่ปลอดภัยละ ถ้าผมบอกว่า "องค์กรที่คุณทำงานไป เดี๋ยวเขาก็เขี่ยคุณออก" จะหาความมั่นคงต่ออย่างไรอีก อะไรในชีวิตก็เกิดขึ้นได้ และชีวิตไม่ได้เรียบลื่นเหมือนผ้าปูโต๊ะโพลิเอสเตอร์ ถ้าแก่นแท้ของความจริงคือทุเรียน เอาอะไรไปห่อ มันก็ไม่เรียบอยู่ดี ... เว้นแต่จะเล็มหนามทุเรียนออก 

ไม่ได้สอนหนังสือแล้วทำอะไรต่อ ... ??
อยู่เฉย ๆ เลย อยู่เฉย ๆ ได้สองสามวันแค่นั้นแหละ สตาร์ทธุรกิจทันที อย่าเพิ่งเรียกว่าธุรกิจดีกว่า สวยไป เรียกว่าทำอะไรก็ได้ให้มันได้เงิน จะดูเหมาะสมกว่า เพราะมันเริ่มจากความไม่รู้อะไรเลย ทั้งเราและคนรอบข้าง ทั้งจากคนที่คิดว่าน่าจะรู้ และคนที่ไม่รู้อะไรเลย เหมือนก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 ของการใช้ชีวิต (ยุคแรกคืออาชีพอิสระ ดีลได้ ทำจบ...ยุคต่อมาคือมนุษย์เงินเดือน ลองดู แต่ก็นั่นแหละ เหมือนถอยหลังลงคลอง) ยุคที่สามที่ต้องหารายได้จากการค้าขาย วางแผน ท่ามกลางความเรียบง่ายของคนอื่น แต่มันไม่ง่ายสำหรับผมเลย ทั้ง ๆ ที่มันคืออาชีพของพ่อแม่ที่ทำมาครึ่งชีวิตผม

มัน ไม่ เหมือน กัน

เหมือนมีคนมาบอกว่า ให้เดินไปตามทาง ... กลางทุ่งหญ้า ถ้าไม่เดินไปตามทางจะโดนด่า ทั้ง ๆ ที่ทางยังไม่มี ผมกับครอบครัวทะเลาะกันหนักมาก จนโรคประจำตัวแทบกำเริบ ขายข้าวแกง มันต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ ในขณะที่ผัดแกงก็ต้องคิดมาร์จิ้น ในขณะที่หุงข้าวก็ต้องวางแผนการตลาด ในขณะที่หั่นผักก็ต้องคิดโซเชียลคอนเทนท์ เฮ้ย...นี่เกือบลืมหายใจ นี่ไม่ทำบางอย่างมันจะผิดมหันต์เลยเหรอครับ ผมถามกับคนในครอบครัวตรง ๆ การย้อนแย้งจบด้วยคำถามของผมที่ว่า "ถ้าเป็นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่แม่จะได้หยุดผัดแกง?"

ไม่มีคำตอบใด ๆ ของพ่อหลุดออกมา

ตอนนี้เรามีร้านอาหารสองร้านที่ต้องดูแล ร้านนึงพ่อแม่ทำ อีกร้านผมทำ เราขายของไม่เหมือนกัน ราคาไม่เท่ากัน สต็อคไม่เหมือนกัน ทำเลไม่เหมือนกัน ลูกค้าไม่เหมือนกัน อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนกัน แต่ผมต้องมาถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่เหมือน ๆ กัน เพียงเพราะ "เขาอาวุโสกว่า เขาเคยทำมาแล้ว" นี่ออกจากงานเดิมมายังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก เรากำลังอยู่ในวังวนของอะไรที่ใหญ่กว่ามาก ๆ อยู่รึเปล่า วังวนของความเชื่อเดิม ๆ ที่ครอบอยู่ ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมาเพียงสิ่งเดียวสักหน่อย และการลองผิดลองถูก มันก็ไม่ได้ฆ่าใครตายนะ

วันนี้ก็น่าจะสองเดือนกว่าแล้ว ผลประกอบการร้านดีมาก ตอนนี้ยังไม่เปิดเทอม ลูกค้ายังไม่มาเยอะ เราผ่านช่วงที่โหดหินที่สุดมาได้แบบไม่เดือดร้อนอะไรเลย ผิดจากที่คาดไว้ว่าปิดเทอมเราจะลำบากมากจนงบเข้าเนื้อ 

ในการตั้งเป้าหมายอย่างทะเยอทะยาน หลายคนเวลาทำร้านอาหาร อาจจะต้องการลูกค้าเยอะ ๆ ขายดี ๆ อาหารอร่อย ๆ บลา ๆ แต่เป้าหมายของผมคือ "ทิ้งร้านให้ได้" เพราะถ้ายึดโมเดลของพ่อ ผมคงได้ผัดแกงไปตลอดชีวิตแน่ และนี่เพิ่งแค่สองเดือน โดนด่ายับขนาดนี้ โดนด่ายับทั้ง ๆ ที่ได้กำไรมากว่าร้านพ่อสองเท่า พ่อวางแผนให้ผมทำงานรูทีน ทำงานซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทุกวัน ในขณะที่ผมพยายามย้อนแย้งว่าทำไมเราไม่ทำงานให้น้อยลง และได้กำไรมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง แต่ได้งานเท่าเดิม เราติดลูปเดิม ๆ เราติดอยู่ใน "เซฟโซน" ที่เราขีดขึ้นมาเองรึเปล่า พ่อขีดเซฟโซนให้ผมอยู่ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ชีวิตไม่เคยเซฟเลยแม้แต่น้อย 

เดือนที่สองแล้ว จากที่เราต้องผัดแกงทุกวัน ผมผัดแกงแค่วันเว้นวัน ลดลงจนเหลือผัดสัปดาห์ละวัน
จากที่ต้องผัด 24 ลดเหลือ 4 ผมได้ 20 วันคืนมาแล้ว แต่ได้เงินเท่าเดิม .... และโดนด่าเหมือนเดิม 
อีกเดือนผมจะลดจากผัดแกง 4 เหลือ 1 จากนั้น คนผัดแกงจะไม่ใช่ผม ในขณะที่แม่ผมยังเหนื่อยในร้านที่พ่อแม่ทำเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่อยากจะให้ได้หยุด ได้พัก หาหนทางเพื่อให้ทุกคนสบายแต่ถูกเส้นเซฟโซนขีดกั้นไม่ให้ข้ามเข้าไป เพียงเพราะต้องเป็นแค่พ่อค้า ไม่ใช่นักธุรกิจเหรอ ? ไม่รู้ นี่ผมกำลังต่อสู้กับอะไร  

ขออภัย ที่หาสาระใด ๆ กับบทความนี้ไม่ได้ .... แต่ จะพยายามเขียนต่อ
วันแรกที่ตัดสินใจเปิดร้านและทำการขาย เราขายได้ดีจนน่าตกใจ ด้วยความที่เราตั้งใจทำร้านของเราออกมาให้ดีอย่างที่เราอยากทำ คิดเพียงแค่ว่า ถ้าเราเป็นลูกค้าเราจะอยากเข้าร้านค้าแบบไหน เราพอใจที่จะจ่ายเงินค่าอาหารเท่าไหร่ เราเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เราสำรวจตลาดด้วยการสำรวจตัวเอง เราอยากกินอะไร เราก็เอาตัวเองเป็นเกณฑ์ ทั้งรสชาติ การตกแต่ง รูปแบบการขาย และอื่นๆ ในเมื่อมันต้องมีจุดเริ่มต้น ทำไมเราไม่เริ่มจากจุดที่เป็นตัวเราเองมากที่สุดล่ะ มันจะได้ไม่ฝืน ซึ่งแน่นอนแหละ บางอย่างผมก็ไม่บอกที่บ้านว่าทำอะไรไปแล้วได้ผลดี เราเลือกเมนูที่เราทาน แม้ว่าผู้ใหญ่จะไม่ทาน เราเลือกเอาของเล่นไปวางไว้หน้าร้าน ทั้ง ๆ ที่ร้านอื่นไม่วาง เราทำหลายอย่างในสิ่งที่ไม่มีคนอื่นเขาทำกัน แต่ .... มันก็ไม่ได้มีใครบอกว่าห้ามทำนี่ ช่วงวันแรก ๆ เหนื่อยมาก เหนื่อยเพียงเพราะหมุนตัวไปมาในร้าน หาของไม่เจอ ทำอะไรติดขัดไปหมด แล้วมันน่าอารมณ์เสียมากเวลาหาของไม่เจอ เหมือนกับตอนที่พ่อแม่คุณเข้ามาเก็บห้องนอนแล้วของคุณหาย แบบนั้นเลย แต่ถึงกระนั้น รายได้เราก็พุ่งไปถึงวันละห้าพันบาทต่อวัน จนกระทั่ง... ผมลุกไม่ขึ้น ใช่ครับ ผมล้ม ล้มป่วยหนัก และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนของความคิดต่อมาอีก

เดือนที่ผมป่วย ป่วยด้วยอาการไข้ที่หาสาเหตุในเบื้องต้นไม่เจอ จนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลยาวนานร่วมสามวัน พอลุกมาเปิดร้านขายได้ ก็ล้มอีกเพราะแพ้ยา คราวนี้ต้องหยุดยาวต่ออีกสองสัปดาห์ ในระหว่างนั้นเอง เหมือนร่างการเหมือนโชคชะตา หรืออะไรก็ช่าง บังคับให้ผมหยุด ให้ชะลอลง เพื่อที่จะได้คิดทบทวนอยู่กับตัวเอง การที่คุณต้องนอนนิ่ง ๆ ไม่กระดิกตัวมากเพราะคุณจะระคายเคืองผิวที่แพ้ยาทั้งตัว มันต้องนิ่งมาก (เผลอเกาเมื่อไหร่นี่ทรมานยิ่งกว่าตอนอยู่โรงพยาบาลอีก) สิ่งที่เคลื่อนไหวได้ตอนนี้มีเพียงความคิด แขน คอ ขา นิ้ว ขยับอย่างเชื่องช้า และระมัดระวัง ก็เหมือนถูกบังคับให้ทำแค่สิ่งที่ทำได้เพียงเท่านี้ พบเจอใครก็ไม่ได้ ผื่นลามเบอร์นั้น ส่องกระจกยังตกใจ ก็คิดดีกว่าว่าเราจะทำยังไงถึงจะพ้นจากจุดจุดนี้ จุดที่เราไม่พอใจ ถ้าพอใจจุดนี้ เราก็จะลงเอยแบบพ่อแม่ ที่ไม่ทำอย่างอื่นต่อ อ้างเพราะมีน้องต้องส่งเสีย คิดไปต่าง ๆ ถึงความเป็นไปได้ จำลองสถานการณ์ สมมุตเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในหัว ทีละวัน ๆ ทีละเดือน จนกระทั่งฟื้น การที่นอนแผ่รอหายดีเกือบเดือน สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายบานเบอะที่ต้องตามเช็ดตามล้าง และแน่นอนว่าชีวิตผม ไม่ได้มีผู้กล้ามาจัดการอะไรให้เบอร์นั้นหรอก ยอดขายในช่วงปิดเทอมที่ลดลงเหลือวันละ 2500 ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอสำหรับผม ถือว่าสูงในสายตาคนอื่น และนั่นเกิดจากการทำงานของคนคนเดียว ที่ตื่นแหกตาไปผัดแกง หุงข้าว ตักแกงขาย ล้างจาน เก็บล้างร้าน วนลูปสองสัปดาห์ 

ผมยังคงป่วยและต้องกินยาอีกเกือบปี ... และยามีผลข้างเคียง ไม่ได้จ่ายค่ายาเองก็ดีแค่ไหนแล้ว
วันไหนไปหาหมอคือปิดร้าน กลายเป็นร้านอาหารที่เปิดช้า ปิดเร็ว หยุดบ่อย และยังคงได้ผลกำไรสูงสุดต่อจานมากกว่าร้านพ่อแม่เมื่อเปรียบเทียบกัน ด้วยความเคารพ ไม่ได้เกทับ แต่สิ่งที่ดีกว่า กำลังทำอยู่ คงต้องทำต่อเพื่อพิสูจน์ว่าหนทางที่พ่อแม่จะหยุดผัดแกงมันมีจริง แต่อยู่ที่จะเปิดใจรับมันตอนไหน เหมือนกับสถานศึกษาที่ผมเคยทำงาน ทุกคนจะได้ปฏิวัติก็ต่อเมื่อได้เปิดใจ ... แต่ไม่

ทุกคนเสมอต้นเสมอปลาย ทุกคนไม่เคยออกจากเซฟโซนเลย
ผมถือเครื่องร่อนกระโดดลงหน้าผา
ด้วยความเชื่อที่ว่า จุดที่ผมโดดลงไปนั้น
มีลมพัดให้ผมร่อนขึ้นไปสูงกว่าจุดที่สูงที่สุดอยู่  
ถ้าไม่มี ผมคงตกลงพื้น ดังแผละไปแล้ว

ผมกำลังร่อนขึ้นไป ทะยานขึ้นไป ยังไม่พ้นขอบหน้าผา ยังได้ยินเสียงก่นด่า และสายลมไม่ได้เย็นสบายเลย ร่อนมาแล้วยังสูงไม่พอ ยังปล่อยไม่ได้ ต้องรอ ต้องยื้อ ต้องหวังว่าเครื่องร่อนจะไม่ถูกลมฉีกขาดกระจุย

หน้าผานั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า "ห้ามกระโดด"
หน้าผานั้นชื่อว่า "เซฟโซน" (บางคนเรียกคอมฟอร์ตโซน)


เชื่อผมเถอะ 
ไม่มีหน้าผาที่ไหนบนโลกนี้ปลอดภัยหรอก 
SHARE
Writer
UALX
Shopkeeper
ครูเอก อดีตฟรีแลนซ์งานสื่อ อดีตครูสอนศิลปะ ปัจจุบันเป็นพ่อค้าขายข้าวราดแกงกะหรี่ในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บางวันขูดรีด บางวันแจกฟรี กวนตีน ใจดี มีอาหารคลีน

Comments

Janiva
4 months ago
เคยอ่านหนังสือตอนเด็กๆ นานมากที่มีคนบอกว่า ทางที่แต่ก่อนเคยมีงูอยู่ ตอนนี้อาจไม่มีแล้วก็ได้ใครจะรู้ หากเราไม่ลองเสี่ยงก้าวไปลองดูด้วยตัวเอง วันเวลาเปลี่ยน สิ่งที่เคยดีอาจไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีอาจดีก้อได้ ผู้ใหญ่คนไหนที่เขาฟังก้อดีไป แต่ก้อเบื่อพวกผู้ใหญ่ที่เอะอะก็เถียงไม่ได้เหมือนกัน เราว่ารุ่นพ่อแม่หลายคนก้อเป็น เขามักอยากให้ทำในหนทางปลอดภัยมากกว่า มันเปนทั้งเรื่องวัย ทั้งสังคมที่เราเติบโตต่างกัน หลังๆ เราไม่พูดแล้ว พยายามทำให้เขาเห็น ถ้าเขายังไม่พอใจ อย่างน้อยเราก้อรุ้จุดยืนตนเอง ได้พยายามเตมที้ เราก้อภูมิใจในตนเอง แต่บางทีมันก้อผิดหวังนะที่เขาไม่เข้าใจ
Reply