เมื่อผมกลับมากินยาต้านเศร้าเป็นวันที่ 11
1.
"ตอนนี้เรากินยาต้านเศร้าเป็นวันที่ 11 แล้วนะ"จู่ๆ ประโยคนี่ก็โผล่ขึ้นมาในห้วงความคิดคำนึง เหมือนเสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากของพระผู้เป็นเจ้า เช่นเดียวกับแสงสว่างที่พระองค์ผู้มีฤทธานุภาพได้สร้างสรรค์มา ผมจำไม่ได้ว่าไปรับรู้ประโยคนี้มาจากไหน อาจจะผ่านตาจากสเตตัสเฟซบุ๊กของเพื่อนสมัย ม.ปลาย สักคนหนึ่ง หรือผ่านหูจากเพื่อนร่วมงานที่พร่ำบ่นในที่ทำงานถึงอาการซึมเศร้าที่คอยกำเริบเป็นระลอก ผมก็ไม่อาจล่วงรู้

บางทีเหตุผลที่เรื่องความคิดของผมวกวนอยู่กับโรคซึมเศร้า เป็นเพราะตอนนี้ผมกำลังนั่งต่อคิวพร้อมคนไข้ในแผนกจิตเวชในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งใกล้เขตพระราชฐานใจกลางกรุงเทพมหานคร ผู้ป่วยหลายสิบคนนั่งรอพบจิตแพทย์เพียงคนเดียวเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานับหลายชั่วโมงก่อนจะถึงคิวของตนเอง การพูดคุยเพื่อขอรับคำปรึกษาและการวินิจฉัยโรคจากจิตแพทย์กินเวลาคนละหนึ่งชั้วโมงเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าโชคร้ายเพราะคนไข้ก่อนจะถึงคิวตัวเองเพียงหนึ่งคิวมีอาการเศร้าซึมอย่างรุนแรง และพยายามฆ่าตัวตายเป็นครั้งที่สามในรอบปี จิตแพทย์ต้องใช้เวลาในการดูแลคนไข้นานกว่าปกติ เพื่อหาแนวทางในการรักษาหรือประคับประคองคนไข้ให้มีชีวิตต่อไปในแต่ละวัน...

ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากลำบากทั้งผู้ถูกรักษาและผู้ให้การรักษาที่จะให้การรักษาเสร็จสิ้น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์จะได้ยาต้านเศร้ากลับมากิน เงื่อนไขของการกินยาประเภทนี้อยู่ที่การกินยาทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ห้ามขาดหรือหยุดยาเอง ยกเว้นแต่จิตแพทย์จะอนุญาตให้เริ่มถอนยาหรือการค่อยๆ ลดปริมาณในการรับประทานไปเรื่อยๆ จนไม่ต้องข้องเกี่ยวอีกต่อไป กว่าอาการป่วยจะดีขึ้น การรักษามักใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งปี คนไข้หลายคนต้องกินยาต้านเศร้าตลอดชีวิต

ผมสะดุ้งและมีสติตอนพยาบาลประกาศชื่อของผม ผมจะได้เจอจิตแพทย์ในรอบหนึ่งเดือนแล้ว ช่างเป็นเวลาที่ยาวนานเสียจริง...นานเหมือนความเศร้าซึม มันเชื่องช้า อืดอาด และเฉื่อยเนื่อย...

"ขอโทษที่ต้องให้รอนะคุณ ตอนนี้จิตแพทย์หลายคนก็กลับเป็น MDD ซะเอง ฮ่าๆๆ คลินิกเลยขาดแคลนจิตแพทย์น่ะ เหลือหมอคนเดียวในช่วงนี้จนกว่านักศึกษาแพทย์ที่กำลังเรียนต่อเฉพาะทางจะมาช่วยหมออีกแรงในอาทิตย์หน้า"

"หมอไหวหรอครับ? การตรวจคนไข้จิตเวชมันเป็นอะไรที่หนักมากนะครับ" ผมลองถามจิตแพทย์ดู
"โอ้ย! สบายมาก หมอเพิ่งเริ่มกินยาต้านเศร้าเป็นวันที่ 11 เอง เอาอยู่ๆ ฮ่าๆๆ อย่ากังวลเลยคุณ..." 
จิตแพทย์ยิ้มๆ และพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง

2.

ผมนึกไม่สบายใจกับคำพูดของจิตแพทย์ขณะเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนนพหลโยธินเพื่อกลับหอพักในซอยรางน้ำ มือขวาผมถือถุงยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลในวันนี้ รถเมล์ควันตุๆ แต่ละคันวิ่งผ่านผมไปอย่างไม่แยแส คำพูดของจิตแพทย์ทำให้ภาวะเศร้าซึมกำเริบอีกรอบจนผมหมดอารมณ์ที่จะรีบวิ่งขึ้นรถเมล์ โลกนี้มันไม่มีหวังอะไรแล้วว่ะ

ผมแวะเดินเข้าร้านสะดวกซื้อหมายเลขเจ็ด คิดว่าจะซื้ออาหารสำเร็จรูปกับนมหวานสักขวดไปกินที่หอ แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะเลือกซื้ออะไรกลับไปดี ภาวะเศร้าซึมทำให้กระบวนการตัดสินใจของผมช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ผมค่อยๆ กวาดสายตาหาข้าวของที่จะจับจ่าย พลางสะดุดตาเห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวนักเรียนไทยคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระดับโลก ผมถือวิสาสะคว้าหนังสือพิมพ์และพลิกหนังสือพิมพ์แต่ละหน้าจนเจอข่าวที่ผมสนใจ ตอนผมยังเด็ก ผมเคยอยากเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งและคว้าเหรียญทองกลับมาเช่นกัน ผมนึกตลกกับความฝันโง่ๆ ของตัวเองและเริ่มอ่านรายละเอียดข่าวอย่างตั้งใจ ก่อนจะสะดุดกับคำให้สัมภาษณ์ว่า
"...กว่าจะมาถึงจุดนี้ผมต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ นานา แต่ผมก็ผ่านมาได้จนถึงจุดที่ผมประสบความสำเร็จดังใจฝัน ต้องขอบคุณยาต้านเศร้าที่ผมเริ่มกินมาได้ 11 วัน ตอนนี้ความฝันในวัยเด็กของผมเป็นจริงแล้ว และก็จะสละสิทธิ์การรับทุนเพื่อไปเรียนต่อเมืองนอกเพื่อเรียนต่อหมอตามความคาดหวังของพ่อกับแม่ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณพวกท่าน อีกส่วนหนึ่งคือไม่เคยวางแผนอื่นในอนาคตนอกจากการแข่งโอลิมปิกวิชาการอีกเลย การทำงานเป็นหมอก็น่าจะมีรายได้ดีและมีหลักประกันในการมีงานทำที่มั่นคง..."ผมรีบปิดหนังสือพิมพ์ และจ่ายเงินค่าข้าวผัดกุ้งกล่องหนึ่งกับนมแดงหนึ่งขวดก่อนจะเดินออกจากร้านไป

3.

ผมไม่ยอมทำอะไรนอกจากการนั่งแช่อยู่หน้าจอทีวี ตอนนี้ผู้นำประเทศเพิ่งจะเริ่มพูดในรายการของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่จัดทุกเย็นวันศุกร์ ผมไม่ได้สนใจคำพูดที่พูดในรายการอะไรเท่าไหร่ และก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้สาระจากการฟังเลย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการอยู่เงียบๆ คนเดียว พอนึกได้เช่นนั้นก็ใจชื่นขึ้นก่อนที่หูจะแว่วเสียงหนึ่งของท่านผู้นำว่า
"...ขณะนี้ประเทศของเราก็กำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงจนยากที่จะแก้ไขในเวลาอันสั้น ด้วยความปรารถนาดี เราจึงเข้ามาเพื่อผ่อนหนักเป็นเบา เปลี่ยนร้ายเป็นดี รัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้นและผ่านการลงประชามติมาได้ 11 วันแล้วนั้นก็เปรียบดั่งยาต้านเศร้าที่กำลังรักษาบ้านเมืองเราซึ่งกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่เราจะต้องเข้ามาเพื่อปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ให้ประเทศเราติดกับดักรายได้ปานกลาง และมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาภายใน 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้วางไว้..."ผมกดรีโมทปิดทีวี และจะนอนโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นอนๆ ไป เดี๋ยวตื่นมาก็ดีขึ้น ผมคิด และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ภาวะเศร้าซึมมันก็จะมาหาเป็นช่วงๆ ไม่ใช่ตลอดไปสักหน่อย

4.

เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้นดื้อๆ จนผมสะดุ้งตื่นกลางดึก ผมคว้าโทรศัพท์มาดูก็เห็นว่าเพื่อนร่วมงานส่งข้อความมา

"เจ้านาย ยอดสั่งซื้อยาต้านเศร้าของเราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 แล้ว ตอนนี้บริษัทเรามีผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์"
ผมนึกเซ็งเพราะลูกน้องคนนี้ชอบส่งข้อความเรื่องงานไม่เป็นเวลา แต่ก็ดีใจที่เงินกำลังเข้าบัญชีของผมเองติดต่อกันเป็นวันที่ 11 แล้ว...

ทำไงได้...ก็ผมป่วยนี่นา

แก่ขวบ
14 ก.ค. 60
20:39 น.

SHARE
Written in this book
ความหวังดั่งหิ่งห้อย
รวมงานเขียน พ.ศ. 2560
Writer
Moreyearold
Normal person
คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments