ใช้ชีวิตด้วยความหวังว่า มันจะ "ดี"
โลกนี้คืออะไรกันแน่ แท้จริงแล้วชีวิตคืออะไร มีสิ่งใดควบคุม 
คำถามแนวปรัชญาชีวิตพวกนี้ ฉันสงสัยแล้วครุ่นคิดหมกมุ่นกับมันมาตลอด
ฉันใช้เวลาหลายปีสงสัย ไม่เข้าใจ อยากได้คำตอบ แล้วสุดท้ายก็พบว่า ไม่มีคำตอบ
แต่ฉันก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังพยายามทำความเข้าใจเผื่อจะพบคำตอบในสักวัน
จนวันหนึ่งฉันเข้าใจว่า "มันอาจเป็นเพียงความว่างเปล่า"
คือโลกนี้ ชีวิต ไม่มีอะไรมากไปกว่าความว่างเปล่า 
เป็นการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลาการเกิด-ตายของสิ่งมีชีวิตก็เท่านั้น
พอฉันเชื่อแบบนั้น คิดว่ามันคือคำตอบ
เหมือนจะดีใช่ไหมล่ะ ที่ได้คำตอบแล้ว แต่เปล่าเลย ไม่ดีเลยซักนิด
ฉันพบว่าการที๋ฉันเชื่อในคำตอบนี้ ทำให้ฉันเป็นคนไม่เชื่ออะไรในโลกเลย
ไม่ยึดมั่นถือมั่น ดูเย้ยหยันต่อความเชื่อ ขนบ แบบเเผน กฎ สิ่งมีชีวิตด้วยกัน สิ่งต่างๆบนโลก
ฉันเหมือนเป็นคนภายในว่างเปล่าตามความเชื่อที่ว่าทุกอย่างแท้จริงแล้วว่างเปล่า 
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ฉัน ทรมานมาก เหมือนแค่ว่าเราต้องใช้ชีวิตไปอย่างว่างเปล่า เวิ้งว้าง 
มันทำให้ฉันรู้สึกถึงความเหือดแห้งบางอย่าง
ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป ฉันต้องปลิดชีพตัวเองไปซักวันแน่

และในวันนี้ เป็นวันที่ฉันต้องสร้างความเชื่อให้ตัวเองใหม่ ก่อนที่ฉันจะจบชีวิตของตัวเองด้วยน้ำมือตัวเอง ซึ่งฉันไม่อยากทำ 
ความเชื่อที่ฉันสร้าง ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากคลิปเจ้าของค่ายมวยฝรั่งที่เป็นโรคซึมเศร้า
เขาบอกว่า "ต้องใช้ชีวิตโดยความหวังว่าพรุ่งนี้จะดี"
ใช่ ฉันเอาแนวคิดนี้มา ฉันต้องเติมความหวังลงไปในตัวเอง หวังว่าจะดี
มีคำกล่าวจากญี่ปุ่นว่า ชีวิตก็เหมือนหัวมุมโค้ง เราไม่รู้ว่าเลี้ยวไปแล้วจะเจออะไร
ฉันขอเติมเพิ่มไปว่า เราต้องมีหวังว่าเลี้ยวไปแล้วจะ"ดี"
ดีในที่นี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ดีแบบไหน ดีในที่นี้คงไม่ต้องเหนือใครๆ แข่งกับใคร หรือเบียดเบียนใคร มันอาจเป็นความรู้สึกดีจากสิ่งที่หาได้ง่ายๆ เช่น ธรรมชาติแสนสวย ต้นไม้ ใบหญ้า
อาจเป็นความสุขจากการท่องเที่ยวไปในโลก ไปเรียนรู้ความแตกต่าง
เป็นอาหารอร่อยๆ ขนมหอมๆ 
ดีก็คือดี ใช้ชีวิตด้วยความหวังว่ามันจะดี แม้มันอาจจะไม่ดี แต่ก็หวังว่ามันจะดี
ตัวฉันเองก็รู้ว่า ความเชื่อแบบนี้มันไม่เรียลเลย ไม่เหมือนความเชื่อก่อนหน้านี้ที่บอกว่าชีวิตคือความว่างเปล่าแล้วแต่ว่าเราจะเติมอะไรลงไป 
ความเชื่อนั้นดูมีความเป็นไปได้ สมเหตุสมผลในแบบของมัน

เเต่เหมือนอย่างที่พ่อฉันบอก "ชีวิตคนเราต้องมีความหวัง"
เหมือนกับในสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันบอกว่า ที่เขาไม่เสียสติไปเสียก่อนเพราะเค้ามีความหวังในทุกๆคืนว่าจะต้องรอดออกไปจากที่นี่

ฉันยอมเชื่อในความเชื่อฟุ้งๆที่ดูมโนนี้แม้จะรู้ว่ามันหลอกลวงแต่แลกกับแรงขับเคลื่อนในการดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆจนจบในแบบของมันเอง ไม่ใช่ถูกบังคับให้จบ(จากตัวเอง)

ฉันขอเชื่อความฟุ้งดีกว่า


SHARE
Writer
Violetgraper
Writer,Reader
I always sink into deep. หนึ่งรอยยิ้มของดอกไม้

Comments