บันทึกครู นัก_ไต่_ฝัน
          “บันทึกนี้เป็นบันทึกอีกหนึ่งฉบับ  แน่นอนว่าฉันไม่สามารถที่จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านตัวอักษรได้ เพราะสิ่งที่ได้พบเจอ  ความรู้สึกที่ได้รับมามันมากมายเหลือเกิน นี่จึงเป็นเพียงบางส่วนของความทรงจำที่นักศึกษาวิชาชีพครูคนนี้ได้ไปสัมผัส ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยสร้างภาพทรงจำอันมีค่า แม้อาจจะไม่ได้กล่าวถึงครบทุกคน แต่เชื่อได้เลยว่าทุกภาพทรงจำได้จดจารอยู่ในหัวใจ ชนิดที่ไม่สามารถจะลบเลือนได้เลย...แม้สักเสี้ยววินาที”




เริ่ม          
          ฉันมองเห็นดวงตาที่มีแววแห่งความมุ่งมั่น เห็นสองขาที่กำลังก้าวย่างอย่างมั่นคงเพื่อไปสู่จุดที่ดวงตากำลังมองอยู่ เห็นมือที่ยื่นออกมาเตรียมพร้อมจะไขว่คว้าสิ่งนั้น และฉันก็บังเอิญเหลือบสายตาไปเห็นหัวใจที่กำลังไหวเอนไปกับสิ่งเร้าที่มากระทบ มันช่างขัดกับร่างกายที่แน่วแน่ต่อจุดหมายนั้นเหลือเกิน ฉันกำลังมอง มอง มองเห็นตัวฉันเอง...



          การเดินทางครั้งนี้จะเรียกว่าไปเพราะอุดมการณ์ก็คงไม่ถูกต้อง   เพราะคำว่าอุดมการณ์มันดูยิ่งใหญ่เกินไป ฉันเรียกการไปครั้งนี้ว่าการไปหาคำตอบให้ตัวเอง บ่อยครั้งที่ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า ที่ ๆ ฉันกำลังยืนอยู่ สิ่งที่กำลังใฝ่จะไปคว้ามาในตอนนี้ ใช่สิ่งที่ฉันรักและพร้อมจะอยู่กับมันไปตลอดชีวิตหรือเปล่า


เพราะ           
          ฉันขอสารภาพในที่นี้ว่าวิชาชีพครูนั้น   ไม่เคยมีอยู่ในรายการความอยากจะเป็นอันหลากหลายของฉันเลย  แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันกดเลือกคณะฉันกลับเลือกคณะศึกษาศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่ใจมีสิ่งที่ฝันอยู่แล้ว  ใครจะรู้มันอาจจะเป็นเพราะธรรมชาติลิขิตไว้แล้วก็ได้   ว่าเส้นทางสายนี้รอให้ฉันไปค้นหาบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวฉัน  บางอย่างที่อยู่ในซอกลึกมาก   ลึกเสียจนตัวฉันเองก็ไม่เคยที่จะสัมผัสถึงมันเลยสักครั้ง
 

          วันเวลาผ่านไป ฉันเริ่มทำความรู้จักกับวิชาชีพครู  ทั้งจากท่านอาจารย์ที่ถ่ายทอดความรู้และค่อย ๆ หยั่งรากความเป็นครูเข้าไปฝังลึกอยู่ในหัวใจและแทรกซึมไปทั่วอณูของจิตวิญญาณ ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสได้ไปฝึกปฏิบัติการสอน  ฉันจะรู้สึกเหมือนได้รับการเติมอะไรสักอย่างในหัวใจจนเต็ม  แต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่มาเติมเต็มในหัวใจนั้น  คือการได้ใช้ใจสัมผัสกับนักเรียนหรือเป็นเพราะคะแนนที่กำลังจะได้รับกันแน่

          ดังนั้นจึงมีความคิดเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาว่า  ถ้าหากฉันไปเป็นครูที่ไม่ได้มีข้อผูกพันกับหลักสูตรล่ะ จะเป็นอย่างไรนะ...



"ไปทำไม มีแนวคิดหรือแรงบันดาลใจอะไรเหรอ"  คำถามที่ได้ยินเสมอเมื่อมีคนรู้ว่าปิดเทอมนี้ฉันคิดการใหญ่  จะไปเป็นครูบนดอย

“ก็เด็กลงมาหาครูไม่ได้...ครูจึงต้องขึ้นไปหาเด็ก”  คำตอบที่ฉันบอกกับทุกคนที่ถาม  ตอบไป ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้เห็นสภาพจริง    เพียงแค่ได้ยินอาจารย์แม่(บุญธรรม) เล่าเรื่องเด็กน้อยที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ให้ฟังว่าไม่สามารถลงมาในเมืองได้อย่างสะดวก เหตุผลเพราะว่าพวกเขาไม่ได้รับสัญชาติไทย  ซึ่งการไม่ได้รับสัญชาตินี้คงจะทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ นั้นเจ็บปวดไม่เบาเลยทีเดียว
เบื้องหลัง           เมื่อความคิดที่จะไปสอนบนดอยเกิดขึ้น  ฉันก็มาวางแผนกับตัวเองหาโรงเรียนทาง    ภาคเหนือที่ต้องการครูไปช่วยสอน   ฉันได้รายชื่อโรงเรียนมามากมายแต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดต่อทางโรงเรียนได้อย่างไร   เพราะฉันไม่มีประสบการณ์ในการติดต่อราชการหรืออะไรเช่นนี้เลย   ฉันคิดอะไรไม่ออกจึงเปิดดนตรีไทยฟังให้หัวเย็นลง   และฉันก็นึกถึงพี่ทอง  พี่ชมรมดนตรีไทยที่เคยมารำในวันถวายมือตอนพวกเราอยู่ปีหนึ่ง   และพี่ยังเป็นพี่สาขาการสอนภาษาไทย ที่ไปบรรจุเป็นครูที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่  พอนึกขึ้นได้ฉันก็รีบติดต่อพี่ทันที   พี่ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นธุระติดต่อทางโรงเรียนให้โดยตลอด   จากหนทางการเดินทางสู่ดอยที่เป็นหลุมเป็นบ่อ   ทั้งเรื่องสถานที่  เรื่องผู้ร่วมเดินทางที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ   หรือจะเป็นเรื่องหนังสือราชการที่ต้องเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกเพราะความไม่รอบคอบของฉันเอง  จากทางที่เต็มไปด้วยหลุมและบ่อ   ค่อย ๆ กลายสภาพเป็นทางที่ราบเรียบ   พร้อมที่จะให้ครูนักไต่ฝันทั้งหลายได้ก้าวไปค้นหา     คำตอบของตัวเองและลองสัมผัสงานแห่งวิชาชีพอันมีเกียรติของเรา  งานของครู


เพื่อนร่วมทาง
          หลังจากมีพี่ทองช่วยเหลือเรื่องสถานที่แล้ว  ฉันก็หารือกับเพื่อนผู้ร่วมเดินทางเรื่องการแบ่งห้องที่จะสอน   และคิดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว  เพราะต้องเตรียมเนื้อหา สื่อ      ใบงานให้พร้อม  ซึ่งเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันมีทั้งหมด ๗ คน


          มิลค์ สาวโคราชที่อยากเป็นครูคณิต แต่ได้มาเรียนครูภาษาไทย มิลค์เป็นคนตั้งใจทำงาน บริหารเวลาได้เก่ง สนุกสนาน  "มิลค์ไปเป็นครูดอยกัน"  "เออ ไปสิ"  คำชวนสั้น ๆ ถูกตอบรับมาสั้น ๆ  มิลค์ตอบตกลงไปด้วยทั้ง ๆ ที่ฉันไม่มีรายละเอียดให้เลย

          ดา  "มิลค์ไปใช่มั้ย งั้นเค้าไปด้วย"  คำพูดสั้น ๆ จากสาวนราธิวาสคนขยัน  ดาเป็นคนที่มีความพยายาม   ทุ่มเท   ทำอะไรทำจริง   และที่สำคัญรักเด็กมาก

          หนิง สาวเก่งจากหนองคาย เป็นครูที่ครบเครื่องทั้งวิชาการและนันทนาการ  หนิงเป็นคนนึงที่ถามฉันว่า  "มีแนวคิดอะไร"  สงสัยที่ฉันตอบมันไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่   เธอจึงไปหา      คำตอบด้วยตัวเอง

          วิว  แม่ชีจากศรีสะเกษ    เป็นผู้หญิงที่มาพร้อมความสงบ   เป็นคนพูดตรง ๆ จะออกแนวเน้นสัจธรรม  เวลาวิวพูดอะไรจะทำหน้านิ่ง ๆ  ไม่ได้คิดอะไร  แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะได้ตลอด อยู่กับวิวแล้วอายุยืนแน่ ๆ

          บัว สาวสตูล เพื่อนที่ไปไหนไปกันขอแค่ให้บอก เราเคยได้สอนคู่กันตอนไปโรงเรียน   บ้านโกทา  ทำให้เห็นว่าครูบัวเป็นคนขี้อายแต่ความตั้งใจที่จะสอนนั้นเกินร้อยเลยล่ะ
 
          เชอร์รี คุณครูคนสวยจากอุดรธานี  เชอร์รีผู้มีแต่ความสดใส  เป็นคนที่เก่งมาก ทำงานสโมสรนักศึกษา  และเป็นผู้จัดการค่ายได้ดีมาก    สมกับเป็นประธานค่ายใหญ่ของสาขาเราจริง ๆ

          ตัวฉันเอง คนอารมณ์ติสท์ ๆ คนหนึ่ง ที่ชอบคิดอะไรแปลก ๆ จนคนรอบข้างเหวอไปในบางครั้ง แต่ต้องขอบคุณความคิดแปลก ๆ ที่ชอบผุดขึ้นมา จึงทำให้มีการเดินทางในครั้งนี้


สรุปพวกเราได้แบ่งงานกันดังนี้

ฉัน ป.๑       ดา ป.๒     มิลค์ ป.๓     วิว ป.๔/๑
เชอร์รี ป.๔/๒    บัว ป.๕    หนิง ป.๖

          แต่ใครจะรู้ว่าต่อให้วางแผนดีแค่ไหน  แต่เมื่อถึงวันจริง ๆ ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ  ซึ่งสนับสนุนคำพูดที่ว่า "คนเราควรมีแผน ๒ ๓ และ... สำหรับทุกเรื่องเสมอ"  ได้อย่างดีทีเดียว

คนใจดีวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๒๐.๐๐น. 
          พวกเราทั้ง ๗ คน   นัดเจอกันที่คณะ  พอไปถึงฉันถึงกับตกใจ   เพราะทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า เครื่องยังชีพ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ และอื่น ๆ ของทุกคนรวมกันนั้น  แท็กซี่จะขนไปอย่างไรไหว

          แต่มีเหตุการณ์สุดระทึกกว่านั้นเกิดขึ้น  เพราะฉันดูเวลาเดินรถไฟผิด  ฉันบอกเพื่อน ๆ ว่ารถไฟจะเคลื่อนขบวนเวลา ๒๑.๔๕น.   แต่พอดูในตั๋วใหม่เวลาที่เขียนอยู่คือ ๒๑.๐๕น.   และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือขณะที่รู้ตัวนั้นเวลา ๒๐.๓๐น.  พวกเราเร่งโทรหาทั้งแท็กซี่ รถเหมา รถสองแถว แต่เหมือนฟ้าจะอยากแกล้งเรานาน ๆ  จึงไม่มีใครรับสาย  เรารอจนถึง ๑๐ นาทีสุดท้ายก็ไม่มีวี่แวว  ฉันเลยตัดสินใจโบกรถกระบะที่กำลังแล่นออกจากคณะ   แต่พี่เขาบอกว่าไปคนละเส้นทางฉันจึงได้แต่เดินคอตกกลับมาหาเพื่อน

          แต่รถกระบะคันนั้นมีปัญหาเรื่องการ์ดเปิด-ปิดประตูเล็กน้อย  พี่คนขับรถจึงมีเวลามองกลับมาเห็นสายตาใกล้จะหมดหวังของเรา  พี่เขาเรียกเราไปถามว่าจะไปไหน  พวกเราบอก       จุดหมายและจุดประสงค์เสร็จ  คุณลุงรปภ.ก็ช่วยพูดเสริมแรง   พี่ชายคนนั้นจึงให้พวกเราขนของขึ้นกระบะแล้วบินไปส่งที่สถานีรถไฟทันเวลาพอดี  ก่อนไปเราได้ถามชื่อพี่ชายใจดีคนนั้นไว้   และฉันก็จะจดจำความใจดี  ความมีน้ำใจของพี่อ๋องคนนี้ไว้ตลอดไป

          ท่ามกลางความโชคร้าย ย่อมมีความโชคดี ท่ามกลางความโกลาหล ย่อมมีที่ว่างของ 
ความสงบ แล้วประโยคนึงก็ผุดขึ้นมาในหัว "ท่ามกลางความคิดที่จะทำดี ย่อมมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นเสมอ"  แม้จะค่อยคมเหมือนประโยคก่อนหน้า  แต่ในสถานการณ์นี้มันก็ฟังดูใช้ได้เหมือนกันนะ^^

รถไฟ..ไปเชียงใหม่
            ๓ วัน ๒ คืน  บนรถไฟ  ช่วงเวลาที่ได้รับรู้ความเป็นไปหลาย ๆ อย่าง   ทั้งจากพ่อค้าแม่ค้า  ผู้โดยสารด้วยกัน  ได้เห็นความเป็นไปของปุถุชน  ที่มีทั้งความเห็นแก่ตัวและความมีน้ำใจปะปนกันไป  ขณะนั่งรถไฟจะไม่ค่อยได้จับโทรศัพท์เท่าใดนัก   เพราะไม่มีที่ชาร์จแบต  ทำให้ได้อยู่กับตัวเอง  ทบทวนตัวเอง  และได้มองสิ่งรอบข้างมากขึ้น  ฉันรู้สึกว่าเสน่ห์ของรถไฟอยู่  ตรงนี้  เพราะมันทำให้ฉันได้มองตาคนอื่นมากขึ้น  ได้มองข้างทางมากขึ้น   และได้มองหัวใจ    ตัวเองมากยิ่งขึ้น...ฉันรักรถไฟ 

          หลังจากที่นั่งรถไฟมาหลายวัน เราก็มานั่งรถเมล์ต่อ เริ่มจากรถแดงที่พาเรามาส่งที่ขนส่งช้างเผือก  แล้วมาต่อรถฟ้าขึ้นดอยอีกครึ่งวันเพื่อไปที่อมก๋อย

          พวกเราลงที่หน้าโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม โรงเรียนประจำอำเภออมก๋อย โรงเรียนที่   พี่ทองสอนอยู่   เราเติมกำลังด้วยข้าวขาหมู  ก๋วยเตี๋ยว  ขนมหวานต่าง ๆ   ฉันไม่รู้เป็นเพราะ พวกเราหิวหรือเปล่า  จึงรู้สึกว่าอาหารที่นี่อร่อยมาก

          ระหว่างที่ทานข้าวกันอยู่มีผู้หญิงสองคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสด  เดินเข้ามาถามพวกเราด้วยสีหน้าตื่นเต้นปนเขินว่าพวกเรามาทำอะไร   ฉันจึงตอบไปว่ามาช่วยสอนที่โรงเรียนบ้านหลวง

"ไม่ไปสอนที่หมู่บ้านมูเซอบ้างเหรอ  แต่มันต้องขึ้นดอยอีกไกลครูคงไปลำบาก"  

          การถามเองตอบเองของเธอ ทำให้ใจฉันกระตุกไม่เบาเลยทีเดียว  ฉันจึงเปลี่ยนเรื่องโดยการคุยเล่นเรื่องอื่น ๆ  ก่อนจากกันเธอบอกฉันว่าถ้ามีโอกาสก็ไปที่ดอยมูเซอ   ไปรับหมอกและลมหนาว ๆ  ฉันยิ้มรับแต่ไม่ได้รับปากเธอเพราะเราไม่มีรถและไม่รู้จักเส้นทางแถวนี้เลย

อมก๋อยวิทยาคม           เมื่อทานอาหารเสร็จพวกเราก็ข้ามฝั่งเดินเข้าไปในโรงเรียงสีม่วง "อมก๋อยวิทยาคม" โรงเรียนประจำอำเภอแห่งนี้   ฉันตื่นเต้นมากเพราะจะได้เจอพี่ทอง   ฉันติดต่อพี่ผ่านทางเฟซบุ๊ก ไม่เคยคุยกับพี่แบบจริง ๆ สักครั้ง  พอได้พบ  พี่ทำให้ฉันทึ่งในอุดมการณ์ที่แน่วแน่ของครูบนดอย ฉันมองเห็นประกายความสุขเวลาพี่พูดถึงนักเรียน  พี่พาพวกเราเดินชมโรงเรียน  และการมาที่นี่ทำให้ฉันเห็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ ที่มีต่อเหล่าราษฎรว่าช่างมาก  เหลือเกิน  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนที่นี่ถึงรักและจงรักภักดีต่อราชวงศ์มากขนาดนั้น




โปรดติดตามต่อ..  

SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments