เก็บเงินอย่างไรให้ได้ผล (จากคนที่มีเงินเก็บ 0 บาทตอนอายุ 30)

เพียงแค่เห็นหัวข้อ "เก็บเงินอย่างไรให้ได้ผล" มันก็ช่างน่าหมั่นไส้ที่คนเมื่อตอนอายุ 30 ปีมีเงินเก็บ 0 บาทอย่างผมจะมาทะลึ่งเขียนแนะนำคนอื่นได้

ใช่แล้วครับ ผมมิบังอาจเขียนแนะนำใครหรอก แหะๆ 
ผมเขียนแนะนำตัวเองต่างหาก :)

หากโลกคู่ขนานมีจริง หวังว่าตัวผมตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ จะบังเอิญมาอ่านบทความนี้แล้วทำตาม 4 ขั้นตอน จนโลกใบนั้นของผมมีเงินเก็บมากมายตอนอายุ 30 เหมือนคนอื่นเขาบ้าง

แต่อนิจจา...ในเมื่อไม่รู้ว่าโลกคู่ขนานมีจริงมั้ย ก็เลยเอาเป็นว่าถ้าใครที่มีชีวิตคล้ายๆ ผมตอนนั้นคือ
-โสดอย่างยาวนาน
-ติดเพื่อนแบบเจอกันแทบทุกวัน
-เจอกันทีก็มีแต่เรื่องเสียตังค์
-คิดว่าเงินมีไว้ใช้ไม่ได้ไว้เก็บ
-ใช้เงินสนองความสุข ด้วยสมการความคิดที่ว่ามันจะมาหักล้างความทุกข์ในเรื่องต่างๆ ได้
-กลุ้มใจเรื่องมีเงินน้อยแต่กลับใช้เงินเยอะ (เออ...อันนี้ยอกย้อนดีแฮะ)

หากใครมีคุณสมบัติแบบผมตอนนั้นอยู่หลายข้อ แล้ววันนี้เกิดฉุกคิดอยากมีเงินเก็บซะที จะด้วยเป้าหมายอะไรก็ตาม เก็บเงินแต่งงาน, เก็บเงินไปเรียนต่อเมืองนอก, เก็บเงินเพื่อออกมาทำอะไรของตัวเอง บทความนี้ก็น่าจะมีประโยชน์กับคุณบ้างแหละน่า

ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ใช่คนรวย เป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนปกติธรรมดา ตำแหน่งก็ไม่ได้สูง ชีวิตมีรายได้ทางเดียวคือเงินเดือน ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่มีรายได้หลายทาง หนำซ้ำก่อนนี้ยังใช้ชีวิตสำมะเลเทเมามีเงินเก็บ 0 บาทตอนอายุ 30 ปีตามที่บอกอีก 

อันที่จริงก่อนหน้านี้ผมก็เคยพยายามจะเก็บเงินมาตลอดนะครับ แต่มันก็ล้มเหลวทุกครั้ง จนกระทั่ง 2-3 ปีล่าสุดผมก็ได้ค้นพบวิธีเก็บเงินให้อยู่จนได้ จึงอยากนำมาแชร์เผื่อใครอยากเก็บเงินให้ได้ซักก้อนแต่ทำยังไงก็ไม่สำเร็จ 

มาลองดูวิธีของผมกันครับ


1.เขียนทุกรายได้และทุกค่าใช้จ่ายลงกระดาษเปล่า 
หลังจากที่ผมคิดว่า "เอาล่ะ ผมจะเก็บเงินอย่างจริงจังแล้วนะ" ผมจึงไม่อยากคิดเรื่องนี้แค่ในหัวหรือในอากาศ อยากเห็นภาพชัดๆ มากกว่า ทุกครั้งในคืนวันเงินเดือนออกผมจะไปหยิบกระดาษเปล่ามาหนึ่งแผ่น แล้วบรรจงเขียนการเข้าออกของเงินลงบนนั้น 

โดยผมจะเอาปากกาขีดเส้นแบ่งครึ่งตรงกลาง ฝั่งซ้ายจะเขียน 2 อย่างคือ เงินคงเหลือ (ซึ่งไม่ค่อยจะเหลือ) กับ เงินเดือนที่เข้ามาล่าสุดวันนี้ แล้วรวมตัวเลข 

ถัดมาที่ฝั่งขวา ผมจะเขียนค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะต้องจ่ายออกไปภายใน 1 เดือนจนกว่าเงินเดือนรอบใหม่จะเข้ามา เขียนมันให้หมดทุกค่าใช้จ่ายเลยครับ

เคล็ดลับอยู่ตรงอย่าไปเขียนค่าใช้จ่ายแบบโคตรประหยัดเว่อร์เกินมนุษย์มนา เช่นค่าเดินทางอย่าไปเขียนแบบว่าขึ้นรถเมล์ 6.50 บาทไปกลับแล้วคูณ 30 วัน เพราะชีวิตจริงเราคงไม่ได้ขึ้นรถเมล์ 6.50 บาทได้ทุกวันหรอก บางวันเหนื่อยจากการทำงานอาจจะอยากขึ้นแท็กซี่บ้าง บางวันรีบสุดๆ จนต้องใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ก็มี ควรเผื่อไปให้สมจริงที่สุด

แล้วควรเผื่อทั้งหมดด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าข้าวของเครื่องใช้ เอาเป็นตัวเลขกลมๆ ไม่ต้องเป๊ะๆ แล้วรวมออกมา ถ้าใครได้ตัวเลขฝั่งขวาน้อยกว่าฝั่งซ้าย ยินดีด้วยคุณมีโอกาสมีเงินเก็บแล้วครับ

แต่ถ้าใครมีตัวเลขฝั่งขวามากกว่าฝั่งซ้าย ทางออกมี 2 ทางคือ 1.เพิ่มรายได้ 2.ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งสิ่งที่ทำได้เลยทันทีแบบไม่ต้องคิดซับซ้อนก็คือการลดค่าใช้จ่ายนั่นเอง ลองตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกดูนะครับ อาจจะลดไปได้ 1-2 พันเลยก็เป็นได้

เอาละเมื่อเงินฝั่งขวามากกว่าฝั่งซ้ายแล้ว (อย่างอแงครับ ทำให้ได้ครับ) ตัวเลขส่วนต่างนี้แหละ เขียนไปเลยว่าเป็น “เงินเก็บ” บ้าง 500 บ้าง 3,000 หรือบางคนได้ถึง 10,000 บาท ก็แล้วแต่รายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละคน ขั้นต่อไปคือลงมือทำตามข้อ 2 ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญมากๆ


2.เก็บก่อน เหลือค่อยใช้
ขอบอกเลยว่านี่คือประโยคเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของผมเลย เพราะที่ผ่านมาผมมักจะใช้จ่ายก่อน กะว่าพอเหลือแล้วค่อยเก็บ สุดท้ายก็ใช้หมดจนแทบไม่เหลือทุกที การเก็บเงินจึงเป็นการเก็บแบบตามมีตามเกิด ไม่ติดต่อกัน มันก็ไม่งอกเงย สุดท้ายก็ท้อแท้ เดือนไหนช็อตๆ หน่อยก็กด ATM ออกมาจนหมดบัญชี พอมีแรงฮึดก็เก็บใหม่อีกที วนลูปอย่างนี้อยู่หลายครั้งหลายหน จนผมมาเจอเคล็ดลับนี้จากใครสักคนพูดขึ้นมานี่แหละ "เก็บก่อน เหลือค่อยใช้" ขออภัยที่จำคนพูดไม่ได้แล้ว แต่บอกได้เลยว่าเหมือนโดนตบกบาล ตาสว่างในทันทีทันใด เงินเก็บเพิ่มไวกว่าเดิมเยอะเลยครับ

จากข้อ 1 เมื่อส่วนต่างฝั่งขวามากกว่าและเขียนไปว่า “เงินเก็บ” แล้ว ให้เราทำการ "เก็บก่อน เหลือค่อยใช้" โดยไปเปิดบัญชีแบบที่คิดว่าถอนยากๆ อย่างผมก็ไปเปิดบัญชีแบบไม่มี ATM จะถอนทีต้องไปธนาคารเขียนใบอะไรยาวเหยียด

แน่นอนว่าช่วงเดือนแรกๆ ที่เขียนค่าใช้จ่ายฝั่งขวาในกระดาษน้อยเกินไปจนไม่ตรงกับค่าใช้จ่ายในชีวิตจริงนั้น สิ้นเดือนก็เหมือนสิ้นใจ มีการช็อตเกิดขึ้น แต่ด้วยเป็นคนมีนิสัยเกียจคร้านเป็นทุนเดิมจึงทำให้รู้สึกยุ่งยากขี้เกียจไปทำเรื่องถอน ผมเลยยอมใช้เงินแบบจนๆ ให้พ้นๆ อาทิตย์ไป พอเงินเดือนใหม่เข้ามาก็รอดตายอีกครั้ง แต่เป็นการรอดตายที่ไม่เหมือนเดิม เพราะเป็นการรอดตายแบบมีเงินเก็บด้วยนั่นเอง


3.ระวังเดือนพิเศษให้ดีๆ
สำหรับบางคน สิ่งที่เจอในบางเดือนก็คือเดือนนั้นมีเงินฝั่งขวาที่เขียนว่า “เงินเก็บ” เยอะกว่าเดือนอื่นๆ เช่น เดือนนั้นอาจได้โบนัสหรือค่าคอมมิสชั่นพอดี นั่นทำให้บางคนที่เคยมีตัวเลขเงินเก็บจาก 2,000 บาทมาทุกเดือน แต่เดือนนั้นกลายเป็น 10,000 บาท แหม...มันช่างยั่วยวนใจซะเหลือเกิน เสื้อผ้ารองเท้าก็ไม่ได้ซื้อนานแล้ว เอาไงดีน้า

ช็อตนี้แหละวัดใจสุดๆ วิธีของผมคือ จงรีบกลั้นใจฝากเงินยั่วยวนอันนั้นให้เร็วที่สุด แล้วขาออกจากธนาคารไปหาอะไรอร่อยๆ กินสักมื้อเป็นรางวัลก็พอแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 เดือนเชื่อสิว่าความอยากได้ของต่างๆ ในคราวนั้นของเราจะลดลง และรู้สึกดีใจที่มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด


4.ทำแบบนี้ทุกเดือน ย้ำว่าทุกเดือน!
ข้อนี้จะเรียกว่าเป็นข้อที่ยากสุดเลยก็ว่าได้ เพราะคนที่มันเคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง พอฮึดได้ 2-3 เดือน บางทีภาพการล้มเลิกกลางคันที่เคยเป็นอยู่ซ้ำๆ นั้นมันก็มาขวางหน้าจนทำให้เรามองไม่เห็นภาพที่ไกลกว่านั้นคือ ภาพที่เรามีเงินเก็บมากมาย

ข้อนี้เป็นข้อที่ไม่รู้จะแนะนำยังไง ไม่มีเคล็ดลับอะไรทั้งนั้น เพราะมันก็แค่ต้องทำไปเรื่อยๆ ทุกเดือนแค่นั้นแหละ แต่สิ่งที่แชร์ได้ก็คือในวันที่เราทำไปได้สัก 1 ปีพอมาพลิกสมุดบัญชีดู เราจะเห็นตัวเลขที่ทำให้เราภูมิใจไม่น้อย ซึ่งมันเปลี่ยน mindset บางอย่างผมไปเหมือนกัน 

เพราะแต่ก่อนผมเคยดูถูกตัวเองไว้ว่า เงินก้อนแบบนั้นใครจะเก็บได้วะ เงินเดือนก็ได้แค่ไม่กี่บาท กลุ้มโว้ย โทรนัดเพื่อนกินเหล้าดีกว่า พอวันรุ่งขึ้นก็เหลือเงินน้อยกว่าเดิม แต่ความกลุ้มก็ยังไม่หายไปไหน มีแต่เงินที่หายไป ฮ่าๆ

แต่หลังจากเดินหน้าเก็บเงินตามวิธีการ 1-3 ข้างต้นจนผ่านมา 1 ปีมีเงินก้อนนึง ผมก็พบว่า "เฮ้ย เราก็เก็บเงินได้นี่หว่า"  พอมีเงินที่พอจะรองรับอนาคตได้ใจมันก็ชื้น แม้จะรองรับได้ไม่นานเท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรรองรับเลย ทีนี้ก็ไม่เครียดเรื่องเงินอีกต่อไป (หันไปเครียดเรื่องอื่นแทน ฮ่าๆ)

อีกอย่างนึงคือหากเราเก็บเงินได้มากประมาณนึงแล้ว เราจะเริ่มเสียดายเงินที่เราเคยใช้ไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายกับเรื่องที่ไม่ค่อยจะก่อประโยชน์ เราจะกลายเป็นคนประหยัดขึ้นมาเสียเฉยๆ จนเพื่อนเริ่มสงสัยที่นัดกินเหล้าแล้วเราเริ่มปฏิเสธบ้างเหมือนกัน

เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากเงินเก็บที่มี สิ่งที่ได้แถมมาก็คือ mindset ที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ดูถูกตัวเองเหมือนแต่ก่อน หลังจากนี้ก็เริ่มมองสเต็ปต่อไปคือจะนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไรให้งอกเงย แม้จะต้องศึกษาและลงมือกันต่อไปแต่เต็มเปี่ยมด้วยความคิดที่ว่าคนอย่างเราก็สามารถ "ทำได้" ครับ


ทิ้งท้ายนิดนึงครับ แต่ก่อนผมเคยคิดว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตหรอก ซึ่งถึงตอนนี้ผ่านมาเป็นสิบปีความคิดก็เปลี่ยนไปบ้าง ใช่...เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต แต่มันก็สำคัญนะโว้ย เรียกได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นเลยด้วยซ้ำ แต่...เมื่อวันที่เรามีเงินพอให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขแล้ว เงินก็ไม่สำคัญแล้วล่ะครับ สุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว คนรัก เพื่อน เหล่านี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด

เนอะ...ว่ามั้ยครับ


SHARE
Writer
NickyPP
writer
มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง facebook.com/nickyppth

Comments