นพลักษณ์ กับเสียงเล็กๆ ของฉัน
เกือบทุกสิ่งในชีวิต ไม่ว่าความคาดหวังจากภายนอก 
ความภาคภูมิใจ การกลัวเสียหน้า หรือทำเรื่องผิดพลาด 
ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับความตาย 
ชีวิตควรเหลือไว้แต่สิ่งสำคัญจริง ๆ เท่านั้น — สตีฟ จ๊อบส์

คำถามก็คือ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าอะไรกันที่สำคัญกับชีวิตจริง ๆ ?

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา…สิ่งที่สังเกตได้ก็คือ 
ความจริงจากข้างในตัวเรา ไม่เคยส่งเสียงดัง… 
ดังนั้นแล้ว เราต้องเงียบให้พอ ! 
โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงกึกก้องของเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้..

ซึ่งทำให้เราสูญเสียการเรียนรู้ ที่จะดูแลตัวเอง ( Body Intelligence ) 
เป็นเหตุให้เรารับรู้เสียงจากร่างกายได้น้อยลงเรื่อย ๆ 
ดังนั้น ก็มีหลายวิธีที่ฝึกให้สติกลับมาอยู่ที่ตัวเรา

ขั้นพื้นฐานคือ การรู้สึกถึง ‘ลมหายใจ’

“ ลมหายใจ ” คือชีวิต 
เพราะมันคือ Universal Energy 
หรือที่คนจีนเรียกว่า ชี่ / คนอินเดียเรียกว่า ปราณ 
ที่สำคัญที่สุดก็คือ การรู้สึกได้ตลอดเวลาถึงลมหายใจ ‘ ในปัจจุบัน ’

ตำรา ธรรมะ มากมายหลายศาสนาพูดถึงหลักสมาธิ ภาวนา 
ในคำสอนที่ต่าง ๆ กัน 
อาจเป็นไปได้ว่า แท้จริงแล้ว 
แก่นแท้/ นิพพาน/ จิตเดิมแท้/ เต๋า/ การเข้าถึงพระเจ้า … อนัตตา/ สุญญตา 
หรือความว่างล้วนมีเพียงหนึ่งเดียว ! 
 มีจุดที่สูงสุดเดียวกันเป็นเอกภาพ

สำหรับทางพุทธศาสนา 
หลายคนยึดการฝึกจิตตามสติปัฏฐาน 4 เป็นจริตที่คิดว่าเหมาะ 
ซึ่งจะช่วยสอนให้เราคืนกลับสู่สิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นก็คือ การได้ยิน 
“ เสียงจากตัวเราเอง ” 
แต่อีกหลายคนก็ยังไม่เข้าถึง หรือนึกไปว่า นี่คือวิถีของนักบวช ! 
ดังนั้นแล้ว คำตอบที่ว่า ตัวเราเป็นแบบไหน มีจริตอย่างไร

การทำความเข้าใจตัวตน ของเราเอง เพื่อให้เห็น ‘ ลมหายใจในปัจจุบัน ‘

มีศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม ที่เรียกว่า 
นพลักษณ์ (Enneagram) บุคคลิกทั้ง 9  
นพลักษณ์ คือ บูรณาการของภูมิปัญญาโบราณ 
ใช้ในการศึกษาบุคลิกลักษณะของบุคคล 
โดยแบ่งคนออกเป็น ๙ ประเภท ทำให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง 
นำไปสู่การพัฒนาตนเอง เข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ 
และช่วยพัฒนาทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

ปัจจุบันนิยมใช้เอ็นเนียแกรมในทางจิตวิทยา
และเป็นซอฟต์สกิลในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์

สรุปลักษณ์ทั้ง ๙

ลักษณ์ ๑ คนสมบูรณ์แบบ นักปฏิรูป นักสู้เพื่อคุณธรรม คนมีศีลธรรม

ลักษณ์ ๒ ผู้ให้ ผู้ช่วยเหลือ ผู้คอยดูแล นักพัฒนาคน

ลักษณ์ ๓ นักแสดง ผู้ใฝ่สำเร็จ ผู้สร้างความสำเร็จ ผู้ริเริ่ม

ลักษณ์ ๔ คนโศกซึ้ง ศิลปิน ผู้ใฝ่ความงาม ปัจเจกชน

ลักษณ์ ๕ ผู้สังเกตการณ์ ฤาษี นักคิด นักค้นคว้าสำรวจ

ลักษณ์ ๖ นักปุจฉา ผู้จงรักภักดี นักตั้งคำถาม คนช่างสงสัย

ลักษณ์ ๗ ผู้เสพย์สุข ผู้รู้รอบด้าน ผู้มีวิสัยทัศน์ ผู้ชื่นชมสิ่งดี ๆ ในชีวิต

ลักษณ์ ๘ เจ้านาย ผู้นำ ผู้ท้าทาย ผู้ปกป้อง

ลักษณ์ ๙ นักไกล่เกลี่ย ผู้ประสานไมตรี ตัวเชื่อม กาวใจ

ลองค้นหาบททดสอบ ว่าเราเป็นคนลักษณ์ไหน
ได้จากบทความมากมายในโลกอินเตอร์เนต ( หรือหนังสือก็มีขาย ) 
การได้ทราบว่าตัวเราจัดเป็นคนประเภทใด 
ก็เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ที่อยู่กับเรามาแต่เกิดแล้ว 
เพียงแค่เราไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือการใช้งาน ต้องตามหากันเอาเอง

โดยธรรมชาติแล้ว ฉันเป็นคนลักษณ์ ๗ 
มีความเป็นเด็กในตัวเองสูง เบื่อง่าย รักการผจญภัย 
 การจะให้นั่งทำสมาธิ เฝ้ามองลมหายใจเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องที่ฝืนเกินไป

เป็นโชคดีที่วันหนึ่ง ได้มีโอกาศเดินจงกรม 
และอีกไม่นานต่อจากนั้น ก็มีโอกาสได้รู้จักกับโยคะ 
จึงได้เรียนรู้อีกสิ่งหนึ่งทีว่า 
สภาวะ สมาธินั้นมีอยู่แล้ว บังคับหรือตั้งใจทำให้เกิดได้ยาก 
Mediation : You don’t do it.. It ‘s Happen 

ดังเช่นที่ ครูอาจารย์ทางโยคะ กล่าวไว้ว่า 
อาสนะจะสมบูรณ์ เมื่่อความพยายามที่จะกระทำนั้นหมดไป 
คล้าย ๆ นิยามความสุข ที่ว่า 
ความสุขที่แท้ อาจคือภาวะที่ไม่ได้รู้สึกว่าอยากมีความสุขอีกแล้ว
สำหรับฉัน สติ แปลได้ว่า “กายอยู่ที่นี่ ใจอยู่ที่นี่ ” 
มีสติ ตามรู้กายที่เคลื่อนไหว 
รู้ความรู้สึกร้อนหนาว เบาหนัก 
รู้ความคิดทีเกิดขึ้น

จบแค่ รู้ ไม่ต้องปรุงเพิ่ม 
และไม่ต้องไป ‘อิน’ กับมัน 
<  ตรงนี้แหละที่ยาก เนี่องจากธรรมชาติของมนุษย์ ติดกับการสร้างอุปาทาน 
ต่อเนื่องมาหลายภพชาติแล้ว  > 
อีกไม่นาน สมาธิ จะเกิดตามมาเอง และนี่คือ
 “ ความสุขเย็นชื่นใจ ” ตามจริตที่ฉันรู้ซึ้งในบางช่วงสั้น ๆ ของชีวิต

สำหรับฉัน โยคะ ไม่ใช่ Performing Art หรือ ศิลปะการแสดง 
แต่มันเป็นเครื่องเจริญสติอย่างหนึ่ง
อาสนะแต่ละท่า ก็เหมาะกับวันแต่ละวันไม่เท่ากัน 
ถ้าเรากับตัวเราข้างในสื่อสารกันได้ 
ก็ไม่มีอะไรจะต้องกะเกณฑ์
 
ตามหลักวิทยาศาสตร์ 
เมื่อจิตเดินทางเร็วขึ้น ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ แสงจะเสมือนเดินทางช้าลง 
และแน่นอนว่า สิ่งที่ละเอียด ย่อมมองเห็นในสิ่งที่หยาบกว่าได้ 

เมื่อนั้นเราคงได้เห็นถึงความหยาบของร่างกาย
…ความไม่จีรังของความนึกคิด ความรู้สึก…

เมื่อนั้น ฉันอาจจะกลับไปตอบคำถามข้างบนได้กระจ่างขึ้นเรื่อย ๆ ว่า 
อะไรกันที่สำคัญกับชีวิต จริง ๆ ? 
 


SHARE

Comments