นิทานก่อนนอน
"อีพ่อ! ข่อยอยากฟังนิทานต่อแล้ว เด้อพ่อเด้อ..."
ดวงตาของฉันในวัยเจ็ดขวบเปล่งประกายยามส่งเสียงออดอ้อน 
มือเล็กๆทั้งสองข้างเขย่าแขนพ่อ
ท่านเอียงหน้ามายิ้มให้ฉันอย่างเอ็นดู "หั่ยพ่อสานหม่องนี่แล้วก่อนเด้อลูก"
จากนั้นก็หันไปใจจดใจจ่ออยู่กับการสานไซดักปลาต่อ...

มือหยาบกร้านตามประสาชาวนามาตั้งแต่หนุ่มๆ
ตวัดถักทอ "ตอกไม้ไผ่" เส้นบางๆอย่างชำนิชำนาญ
ยิ่งมองมือของพ่อ หนังตาของฉันก็เริ่มหย่อนยาน
คล้ายทุกการเคลื่อนไหวของมือท่าน กำลังสะกดจิตฉันให้หลับใหล 

ไม่ ฉันยังหลับไม่ได้...
มือที่อยู่ในหัวดีดหน้าผากเรียกสติตัวเอง 
ฉันยังหลับไม่ได้จนกว่าจะได้รู้ว่า
แม่นกกระจาบและลูกๆของมันจะเอาชีวิตรอดจากไฟป่าได้หรือไม่?
แล้วพ่อนกกระจาบที่ออกไปหาเหยื่อมาป้อนเมียกับลูกๆ จะกลับมาที่รังทันหรือเปล่า? 
ในเวลานั้น ทั้งสมองและหัวใจของฉัน เต็มไปด้วยความอยากรู้
เกี่ยวกับอนาคตของ "ครอบครัวนกกระจาบ" ครอบครัวนั้น 
เหมือนกับว่าพวกมันเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทของฉัน   

"อีพ่อ ข่อยอยากฟังนิทานต่อแล้วเด้"
ฉันมองพ่อตาปริบๆ ยืดปาก หน้ามุ่ย 
พ่อยิ้มอย่างเป็นต่อ ยังไม่เลิกสานไซดักปลา
คงมีความสุขมากล่ะสิที่ได้แกล้งลูก!

ฉันตัดสินใจหันไปขอแนวร่วมจากแม่ที่กำลังนั่งให้นมน้องชายวัยขวบกว่าๆอยู่ไม่ไกล
แสงไฟจากตะเกียงเพียงดวงเดียวบนชานบ้าน ขับผิวของแม่ให้ดูผุดผ่องยองใย ผมยาวดำขลับของท่านเปล่งประกาย แม่แลดูอ่อนช้อย ใจเย็น ผิดกับหญิงแกร่งที่ฉันมักเห็นเป็นประจำ
ดูไปดูมาก็เหมือนนางในวรรณคดี ออกมาจากนิทานเรื่องยาวที่พ่อเคยเล่าให้ฟังเมื่อเดือนที่แล้ว
ฉันจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่จำเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี 

"อีแม่ ...บอกอีพ่อแนว่าข่อยอยากฟังนิทานต่อแล้ว ข่อยบ่ไหวแล้วเด้..."
อีแม่ของฉันไม่ได้พูดอะไร เธอยิ้มน้อยๆเหมือนนางในวรรณคดี แล้วส่งสายตาให้พ่อ
มันไม่ใช่สายตาดุหรือกระด้าง แต่เป็นสายตาที่คงมีแค่พ่อเท่านั้นที่รู้ความหมาย 
พ่อวางมือจากการสานไซดักปลา เก็บข้าวของเข้าที่เข้าทาง
"ไปๆ ตามใจจนเสียคน" พ่อโยกหัวฉันเบาๆให้เดินเข้าไปในห้องนอนด้วยกัน 

เราสี่คน ...มีฉัน พ่อ แม่ และน้องชาย 
นอนเบียดกันอยู่บนฟูกนอนเล็กๆ บางๆ 
แบ่งปันผ้าห่มนวมเก่าๆที่แทบจะจำลายไม่ได้
ทว่ามันก็ให้ความอบอุ่นแก่พวกเรามาหลายปี 

พ่อเริ่มเล่านิทานต่อจากที่ท่านเล่าค้างไว้เมื่อคืน
ส่งฉันเข้าไปอยู่ในอีกโลก ...
โลกที่เด็กบ้านนอก ไม่เคยเห็นทีวีมาก่อนในชีวิต แสนจะโปรดปราน 
และตั้งหน้าตั้งตารอมาทั้งวัน ว่าจะได้เข้าไปอยู่ในโลกใบนั้นอีก

โลกของจินตนาการ...

มีนกกระจาบ พ่อ แม่ และลูกนกสามตัว 
มีไฟป่ากำลังลุกลาม เข้ามาใกล้รังของพวกเขา 
ฉันได้กลิ่นควันไฟ
ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความตกอกตกใจของนกกระจาบตัวแม่และลูกๆ
เสียงสัตว์ป่าหนีตาย เสียงของต้นไม้ใบหญ้าถูกเพลิงเผาผลาญ
หัวใจของฉันเต้นตึกๆ
ดวงตาของฉันเบิกกว้างในความมืดมิด
ก่อนมันจะค่อยๆปิดลงเรื่อยๆ 
เสียงทุ้มของพ่อยังดังอยู่ข้างหู
มันแผ่วลงเรื่อยๆ ห่างไกลออกไปทุกที...

ก่อนความมืดและความเงียบจะครอบคลุมทุกประสาทรับรู้
ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอันบางเบาบนหน้าผาก
ตามมาด้วยเสียงกระซิบคล้ายบอกว่า
"นอนซะลูก"

แล้วฉันก็ไม่รู้ตัวอีกเลยว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกของความจริงหรือโลกของจินตนาการ...
แต่ฉันไม่สนใจ เพราะที่ตรงนี้ เวลานี้ ฉันรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขที่สุด... 

SHARE
Writer
ElectricPink
Literary enthusiast
เขียนสิ่งที่วิ่งเข้ามาในหัว :)

Comments