Being first isn't the best.
การได้สิทธิ์เป็นคนแรก ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
1.
พุธที่แล้ว 
ร้านอาหารกึ่งบาร์ใจกลางทองหล่อ
ฉันนัดไปทานข้าวกับเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง
จริงๆเราเพิ่งเจอกันที่ผับชื่อดังกลางทองหล่อซอย10ในวันศุกร์ก่อนหน้านั้นอีกที  
หลังจากได้พูดคุยกันในวันแรกนั้น ฉันรู้สึกว่าเค้าคุยสนุก และคุยด้วยแล้วสบายใจดี ก็ตัดสินใจสานต่อความสัมพันธ์กันมาอย่างกระท่อนกระแท่น 
ไม่ได้จริงจังมากนัก แต่ก็นับเป็นว่าได้เพื่อนใหม่อีกคนหนึ่งในชีวิต...
จนนัดกลับมาทานข้าวด้วยกันอีกในวันพุธที่ว่านี้

เรานั่งทานข้าว ฟังดนตรีกันไปตามปกติ 
ดื่มเบียร์กันไปคนละสามแก้ว 
พอเริ่มกรึ่มๆ 
มีไอเย็นจากพัดลม 
บวกกับกลิ่นควันบุหรี่ที่พ่นผ่านหน้ากันไปมา
เสียงดนตรีอะครูสติคก็กลบเสียงฝนที่ตกปรอยๆเบาๆอยู่ข้างนอก 
ทำให้ฉันมองสายตาของเค้าออก 
ว่าแค่จากการนั่งทานข้าว 
เจ้าเบียร์สามแก้วก็ทำให้เค้าติดลมเหมือนกับฉัน

 ฉันจำบทสนทนาไม่ได้ 
อาจจะเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์จางๆที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด ณ เวลานั้น 
รู้แค่ว่า สุดท้ายเราก็ตกลงกันว่าจะเดินไปต่อกันอีกร้านหนึ่ง เพราะอยากฟังเพลงแจ็สจ๋าๆ แบบที่เราสองคนชอบ 

ที่ร้านดนตรีแจ๊สมืดๆ ติดถนนทองหล่อ 
เราเดินกางร่มคู่กันมานั่งดื่มต่อที่นี่
และมีเสียงดนตรีแบบที่ถูกจริตฉันมากเป็นที่สุดคอยบรรเลงไปเรื่อยๆ เราเริ่มสนทนากันไปอย่างไร้สาระ สนุกสนาน มองจ้องตากันไปมาเหมือนจะกลืนจะกินกันบ้าง เอาจริงๆฉันจำไม่ได้หรอกว่าเราคุยอะไรกัน แต่ฉันสะดุดอยู่ที่ประโยคหนึ่ง เป็นประโยคที่จุดประกายบางอย่างข้างในของฉันให้เก็บมาคิดอีกหลายวัน

เค้าเล่าไป พลางใช้มือซ้ายที่คีบบุหรี่อยู่หมุนมือไปด้วยเพื่อขยายคำอธิบาย
"รู้ป้ะ ครั้งแรกที่เรามาที่นี่กับเพื่อนเรา เราเคยตั้งgoalกับเพื่อนไว้ ว่าจะต้องพาผู้หญิงซักคนมาเดทที่นี่ให้ได้ .....และเธอ เธอเป็นคนแรก"

"เรายังไม่เคยเจอผู้หญิงที่มีคุณสมบัติในด้านนี้ เธอนึกออกป้ะ ที่คิดว่าจะมาเอนจอยอะไรแบบนี้ได้ ถึงยังไม่เคยพาใครมา ...มีเธอ เป็นคนแรกเลย"

"แล้วมันดีมั้ย.." ฉันถามกลับ

"ดีนะ.. ดีมากเลย" เค้าตอบ

เรื่องเล็กๆ เค้าอาจพูดเพราะตั้งใจจะหยอดหรืออะไรก็ตาม 
ฉันไม่สนใจ แต่ฉันได้ยินแล้วรู้สึกว่ามันดีจัง 

ประโยคนั้นยังเวียนในหัวจนวันนี้
แปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกหวือหวาอะไรกับมันมากนัก 
แต่ถือว่ามันมีฤทธิ์มากพอจะทำให้คนที่ใจแข็ง หรือด้านชาน้อยกว่าฉันสามารถตกหลุมรักได้เลยทีเดียว

2.
จนกระทั่งสองวันถัดมา 
คืนวันศุกร์ที่แล้ว
ฉันออกมาขับรถเล่นกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ฉันแอบชอบผู้ชายคนนี้มาประมาณ2เดือน
เราไม่ได้คุยหรือจีบอะไรกันจริงจัง เพราะเค้าดูไม่ได้เปิดใจมากนัก และนิสัยส่วนตัวของเค้า ที่ค่อนข้างจะดูรักความเป็นส่วนตัวค่อนข้าสูง ฉันสังเกตจากช่อง follower และ following ใน instagram ของเค้า ที่มีจำนวนแค่250คนเท่ากันเป๊ะๆทั้งสองช่อง และในนั้นก็แทบจะไม่มีรูปใบหน้าตัวเองเลยด้วยซ้ำ

มันเป็นเพราะความบังเอิญ และจังหวะ ที่ทำให้เรามีโอกาสได้นัดกันออกมาขับรถเล่นหลังเที่ยงคืนอย่างฉุกละหุก คงเป็นเพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์นกฮูก นอนเช้ากันทั้งคู่ และจังหวะความว่างของอารมณ์ในคืนนั้นพอดี

 ฉันขับรถตามไฟถนนโล่งๆจากฟากหนึ่งของกรุงเทพ ยาวไปจนถึงถนนเลียบรันเวย์สุวรรณภูมิ ฉันเลือกพาเค้ามาที่นี่เพื่อมานั่งจิบเบียร์ ดูเครื่องบินขึ้น และนั่งจอดรถมองไฟแถบรันเวย์ 
ไม่ได้จะตั้งใจโรแมนติคอะไรมากนัก คิดเพียงแค่ว่าจะได้ทำอะไรที่มันธรรมดา แต่ต่างจากการไปนั่งดื่มเบียร์ตามร้านไปได้บ้างเท่านั้น

คืนนั้นเค้าดูมีความสุข และสบายใจพอๆกับฉัน
ทำให้สองวันต่อมา หลังเที่ยงคืนเราก็ออกไปด้วยกัน 
ขับรถหาที่ไปเรื่อยๆจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นด้วยกันอีก

เราดื่มเบียร์ตามสะพาน 
เดินฝ่าลมเบาๆ ชายตามองคลื่นเของแม่น้ำเจ้าพระยา 
และขับรถออกมาจอดทานข้าวต้มข้างทาง 
ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านในตอนเช้า วนไปในทำนองนี้

ทุกอย่างในสองสามคืนนั้นเป็นไปเรื่อยๆตามอารมณ์ 
เราใช้เวลาส่วนใหญ่คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ตอนอยู่บนรถ 
เรียนรู้ และรู้จักกันมากขึ้นตอนรถกำลังอยู่บนถนน 
ฉันได้ยินเค้าเล่นมุกตลก หัวเราะและพูดคุยกับฉันอย่างร่าเริงในแบบที่ฉันไม่เคยเห็น 
และในแบบที่ไม่คิดว่าเค้าจะเป็น 
ทุกอย่างดูราบเรียบ และมีความสุขดีสำหรับฉัน 

คืนล่าสุด ฉันให้เค้าเลือกว่าเค้าอยากจะไปที่ไหน
เค้าเลือกไปที่สุวรรณภูมิอีกครั้ง 
ครั้งนี้ฉันประทับใจมากกว่าครั้งแรก 
เพราะมาตรงเวลาที่เครื่องบินขึ้นเป็นสิบๆลำต่อๆกันพอดี 

และแปลก 
ที่บรรยากาศเดิมที่เราเพิ่งเคยได้สัมผัสไม่กี่วันก่อน
กลับมารู้สึกอีกทีในวันนี้มันก็ยังไม่ช้ำ  
ที่นี่ไม่ได้พิเศษอะไรหรอก
อาจจะเป็นเพราะคนที่อยู่ด้วยมากกว่า

เราจอดรถไว้ข้างทางเช่นเคย 
เปิดเพลงจากวิทยุรถ 
ผลัดยืน ผลัดนั่ง ผลัดเปิดเบียร์ทีละกระป๋อง 
ผลัดกันดื่ม ผลัดกันจุดบุหรี่ 
ยืนโยกย้ายโบกมือให้เครื่องบินที่ค่อยๆทยอยไล่กันทยานขึ้นฟ้า สนุกอย่างนั้นอยู่สองสามชั่วโมง

ระหว่างทางที่ฉันกำลังขับรถกลับไปส่งเค้าที่บ้าน
ในบทสนทนา ฉันถามเค้า 
ว่าเคยได้ทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า.. 
แบบ ไปขับรถเล่นตอนกลางคืนกับผู้หญิง 
และใช้เวลาเรื่อยเปื่อยแบบนี้    

และแน่นอน
ไม่เคยมี
ฉันเป็นคนแรก..
และนอกจากนั้น ฉันยังได้คำตอบเพิ่มอีก

ว่าเค้าก็ไม่ได้คิดจะมากับใครก็ได้...


ฉันส่งเค้ากลับบ้านไป
สัมผัสได้ว่าหลังจากตื่นตอนเช้า
ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม เป็นปกติ
และความสัมพันธ์ของเราคงไม่พัฒนาต่อไปไหนหรือทางไหนที่ไกลกว่านี้
 ไม่รู้เพราะอะไร
ฉันก็ไม่ได้หวังอะไรแต่แรก 
รู้แค่มีความสุขดีในสองสามคืนที่ผ่านมา 
และจะยังชอบเค้าต่อไป
เท่าเดิม เท่าสองเดือนก่อนหน้านั้น


3.
แม้ฉันจะได้เป็นคนแรกที่ผู้ชายคนหนึ่งได้พามาเดทตามแบบในจินตนาการของเค้า ถึงมันจะสร้างความประทับใจให้คนทั้งคู่ ทั้งเสียงเพลงที่ชอบเหมือนกัน พูดคุยกันอย่างถูกคอ แต่กลับไม่ได้ทำให้ฉันตกหลุมรัก

และการที่ฉันเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผู้ชายโลกส่วนตัวสูงอีกคนหนึ่ง ยอมปล่อยตัวเองออกมานั่งรถดื่มด่ำบรรยากาศความเงียบสงบหลังเที่ยงคืนไปจนเช้าติดต่อกันสามคืนได้นั้น ก็ไม่ได้ทำให้เค้าตกหลุมรักฉันได้เช่นกัน



4.
เมื่อมองกลับไป ฉันเรียนรู้ว่า
การเป็นคนแรก ที่ได้อยู่ในสถานการณ์อันน่าประทับใจหลายๆแบบนั้นถือเป็นเรื่องพิเศษ 
แต่ไม่ได้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของใครเสมอไป

การเป็นผู้หญิงคนแรกที่ใครคนหนึ่งได้มีความสัมพันธ์ด้วยอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้แปลว่านั่นเป็นเซ็กซ์ที่ดีที่สุด หรือมีค่ามากที่สุด

การเป็นแฟนคนแรกที่ผู้ชายคนนี้รักหัวปักหัวปำ
ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดที่เค้าจะได้เจอในชีวิต

เหมือนการทำการบ้านส่งครูเป็นคนแรก หรือยกมือออกไปทำพรีเซนต์คนแรก ไม่ได้ทำให้เราสอบได้ที่1ละมั้ง


5.
วันนี้ฉันออกมาบาร์แจ็สกับเพื่อนสาวคนสนิท
อยู่ๆเธอก็ตัดสินใจบล็อกผู้ชายที่เธอชอบนักชอบหนาแต่คอยทำให้เธอเจ็บปวดเพราะไม่ยอมหยุดและลงเอยกับเธอเสียทีต่อหน้าฉัน

นึกถึงครั้งหนึ่ง
เธอเคยพูดกับฉันก่อนหน้านั้นว่า
"มึง.. กูไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครเลยนะเว่ย
กูไม่รู้ทำไมกูถึงรักเค้า..หลอกกูอยู่ได้
 พี่เค้าเป็นคนแรกเลยที่ทำให้กูเป็นถึงขนาดนี้"

ก็นั่นแหละ

คงมีอีกหลายคนเลยหละที่อาจจะทำให้เพื่อนฉันเจ็บปวดแบบนี้ได้อีก 

อาจมีอีกหลายคนที่เพื่อนชายของฉันได้พาไปนั่งมองตาฟังดนตรีด้วยที่ร้านนั้น

หรืออาจมีอีกหลายคนที่จะไปนั่งดูเครื่องบินตอนเที่ยงคืนกับฉันหลังจากนี้


มันเป็นเพียงครั้งแรก กับคนแรก



การได้สิทธิ์เป็นคนแรก
คงไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่ดีที่สุด 
หรือน่าจดจำที่สุด
และใช่ว่าเราจะได้กลายเป็นสิ่งพิเศษ 
หรือคนสำคัญสำหรับคนคนนั้น ..เสมอไป


SHARE
Writer
panpanct
self lover
- 24 years old - books, old hollywood movies, BTS, swing jazz and latin dance.

Comments

khaikung
2 years ago
มีความเฉียดกันไปๆมาๆแถวนี้ตลอดเลย ฮาๆ 
Reply
eventuallyalone
2 years ago
เราชอบมากๆเลยล่ะค่ะ <3
Reply
Nutjamee
2 years ago
ชอบมากค่ะ เป็นเรื่องที่ทำให้คิดอะไรได้หลายๆอย่าง
Reply
Buggump
2 years ago
อยากมีโมเม้นแบบนั้นบ้าง แต่กลัวเจอด่านเป่า
Reply