"ความตาย" เรื่องที่เราคิดไม่ถึงและไม่อยากจะคิดถึง (@Kid Mai Death Cafe)


“คนตายเขาจะรู้ไหมนะว่าโลงศพที่เขาใช้มันนุ่มขนาดนี้”
นั่นคือความคิดแรกที่โผล่เข้ามาในหัว
หลังร่างของเรานอนแนบลงบนหมอนและผ้าบุโลงศพสีชมพูสดใส

เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับ "Kid Mai Death Cafe" หรือ "มรณานุสติ คาเฟ่" ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในมูลนิธิบ้านอารีย์ซึ่งกำลังเริ่มเป็นกระแสในโลกโซเชียลมีเดียกันมาบ้าง แน่นอนว่า เราไปคาเฟ่นี้เพราะตั้งใจจะไปทดลองกิจกรรมนอนในโลงศพ แต่มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราไม่กล้าเอ่ยปากบอกพนักงานก่อน เราเดินวนดูรอบร้าน อย่างเก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักหนึ่งจนพนักงานเดินเข้ามาเชิญชวน

เมื่อเราเดินเข้าไปยืนอยู่หน้าโลงศพที่มีพวงหรีดตั้งอยู่ข้าง ๆ พนักงานก็เปิดฝาโลงศพสีขาวฉลุลายสีทองเบสิกอันคุ้นตาออกพร้อมยื่นกระดานคู่มือมาให้เราอ่าน ตอนนั้นความมั่นใจที่พกมาเหมือนถูกสั่นคลอน ความกลัวลึก ๆ ในก้นบึ้งหัวใจเริ่มแสดงตัวออกมา

เรายกขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปในโลงศพด้วยความไม่แน่ใจนัก ความรู้สึกอะไรก็ไม่รู้เริ่มเข้ามาทักทาย เราก้าวเข้าไปยืนข้างในแล้วค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งอย่างหวาดหวั่น ณ วินาทีที่พี่เจ้าหน้าที่บอกให้เราล้มตัวนอนลง เราคิดอะไรไม่ออกเลย...

“คนตายเขาจะรู้ไหมนะว่าโลงศพที่เขาใช้มันนุ่มขนาดนี้”
นั่นคือความคิดแรกที่โผล่เข้ามาในหัว หลังร่างของเรานอนแนบลงบนหมอนและผ้าบุโลงศพสีชมพูสดใส ภายในโลงไม่กว้างและไม่แคบ มันค่อนข้างนิ่มกว่าที่คิดไว้จริง ๆ นั่นแหละ
แต่ไม่ทันจะคิดอะไรมากกว่านั้น พี่เจ้าหน้าที่ก็เรียกสติของเราด้วยการปิดผาโลง เสียงไม้หนัก ๆ ที่เลื่อนปิดโลงมาแล้วครึ่งหนึ่ง กับภาพและเสียงภาพนอกที่ค่อย ๆ หายไปจากประสาทสัมผัสให้ความรู้สึกเหมือนโลกนี้กำลังโบกมือลาเราอย่างช้า ๆ

ความมืดปกคลุมไปทั่วทันทีที่ฝาโลงปิดสนิท ทำให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นของมนุษย์พยายามทำงานโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่มีอะไรไปมากกว่าเสียงภายนอกที่เบาลง 70% กลิ่นไม้อัดที่ลอยอยู่ทั่วอากาศ สัมผัสนิ่ม ๆ จากหมอนกับผ้า และความมืดมิดซึ่งทอดยาวออกไปไกลสุดตา เป็นความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด

เรานิ่งอึ้งอยู่สักพัก จนความคิดฟุ้งซ่านเข้าจู่โจม มันสับสนจนลำดับไม่ได้ว่าคิดอะไรไปบ้าง แต่ที่แน่ ๆ เราคิดถึงพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานศพ เราคิดถึงอากงของเราที่เคยนอนอยู่ในโลงและมีคนปิดฝาโลงต่อหน้าต่อตา ความเชื่อที่ว่าต้องเคาะโลงศพบอกคนตาย (เราผงกหัวขึ้นมองไปที่ปลายเท้า แล้วรู้สึกเศร้าแปลก ๆ มันไกลเหลือเกิน มันมืดจนไม่รู้ว่าปลายโลงอยู่ที่ไหน) ความคิด "ถ้า" มากมายเข้ามาในหัวเรา "ถ้าตอนนี้เราตายจริง ๆ คนข้างนอกจะเป็นยังไง" "ถ้าเราไม่ได้มีชีวิตแล้วจริง ๆ จะทำยังไง เรายังหาตัวเองไม่เจอเลยนะ" แล้วน้ำตามันก็ซึมออกมา

เราเริ่มสำรวจภายในโลงมืดมิดนี้อีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ว่าครั้งหน้าที่เรามานอน เราคงรู้ไม่ได้ คิดไม่ได้แล้วล่ะว่ามันเป็นยังไง เราเห็นรูเล็ก ๆ สองรูบนหัว ไม่แน่ใจว่าเป็นรูอะไร มีไว้เพื่ออะไร (แอบคิดว่าพี่เขาเจาะไว้ให้หายใจหรือเปล่า เพราะไม่งั้นเดี๋ยวตายจริง ฮา) แต่มันเป็นเพียงแหล่งกำเนิดแสงเดียวตอนนั้น เราพยายามมองลอดรูออกไป หวังว่าจะได้เห็นโลกภายนอก เป็นเสี้ยววินาทีที่อะไรไม่รู้ภายในใจบอกว่าอยากลอดตัวผ่านรูเล็ก ๆ นี้ออกไปจากที่นี่ ราวกับมันกระซิบบอกเราว่า ฉันไม่อยากตาย

มันถึงจุดหนึ่งที่คิดได้ว่า "ถ้าเราตายจริง ๆ" เราก็คงไม่มีโอกาสมาคิดอย่างนี้หรอก ตอนนี้เราก็แค่นอนเฉย ๆ อยู่ในกล่อง ๆ หนึ่งที่ทำให้เราได้คิดกับตัวเองเยอะขึ้น เราควรจะใช้เวลานี้สงบใจตัวเองเหมือนกับคนที่นอนสงบอยู่ในนี้สินะ
ขณะที่ความสงบกำลังจะเข้ามาแทนที่ความฟุ้งซ่าน จู่ ๆ พี่เจ้าหน้าที่ก็เปิดฝาโลงออก สามนาทีในโลงศพ มันไม่สั้นและไม่ยาวเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลาที่ผ่านไปคือสามนาทีจริง ๆ หรือเปล่า เราไม่รู้เลยว่าข้างนอกนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ว่าไปแล้วมันก็เหมือนคนตายจริง ๆ แต่สิ่งที่เราแน่ใจที่สุดคือความรู้สึกโล่งใจตอนที่ก้าวออกมาจากโลง ก้าวกลับมาสู่โลกของเรา


(WRITER'S NOTE)
สุดท้ายแล้วมนุษย์ที่เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ ก็ตายไปพร้อมความไม่รู้เช่นกัน
เมื่อเรามีชีวิตอยู่ เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะตาย?
เมื่อไม่มีชีวิตอยู่ เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่อยู่ข้างนอกโลงศพเขาเป็นไงกันบ้าง?
ถึงแม้จะอยากหรือไม่อยากรู้ก็ตาม...

พอกลับมาคิดกับตัวเองแล้วรู้สึกว่าบ้าเหมือนกันที่ทดลองซ้อมตาย
แต่การลองนอนในโลงสักครั้งในชีวิตก็ช่วยทำให้รู้ว่าอะไรสำคัญก่อนจะตายขึ้นมาจริง ๆ  แล้วจะไม่ได้ทำมันอีกเลย

สักวันทุกอย่างมันจะสงบ เราทำได้แค่หวังว่าวันนั้นจะเป็นวันที่คุณพร้อม :)
ความตายมันไม่ไกลตัวเลย จริง ๆ นะ
SHARE
Writer
bnnawilla
be what I want to be
เด็กคนหนึ่งที่กำลังค้นหาตัวเอง

Comments

venusplanet
1 year ago
สอบถามหน่อยนะคะ เปิดปิดกี่โมงหรอคะ
Reply
bnnawilla
1 year ago
ร้านเปิด 10 โมงค่าา แต่ไม่แน่ใจเวลาปิดค่าา