Sub(heart)text
'รักน้ำรักปลารักซากุระ' เธอพูด
'...'
'รักน้ำรักปลารักซากุระ เธอพูดเสียงเข้มและย่นหว่างคิ้วเล็กน้อย
'...'
'รักน้ำ (ถอนหายใจ) รักปลารักซากุระ !' คราวนี้เสียงของเธอดังกว่าครั้งไหน


นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นขณะที่เรานั่งดูเพื่อนสอนเวิร์คช็อปการแสดงให้หญิงชายคู่หนึ่ง เพื่อนเราซึ่งเป็นนักแสดงละครเวทีอธิบายให้ทุกคนฟังว่ามันคือการพูดคำอะไรก็ได้ภายใต้ความหมายหรือจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่ เช่นตัวอย่างด้านบน นักแสดงหญิงพยายามพูดคำว่า 'รักน้ำรักปลารักซากุระ' ในความหมายว่า 'ไปไกลๆ' มันสนุกไม่น้อยที่ได้นั่งฟังนักแสดงพูดคำตลกๆ โดยที่สมองก็พยายามทายว่าจริงๆ เขาจะสื่อสารอะไร เราไม่รู้ทฤษฎีการแสดงแน่ชัดนัก แต่ก็พอจะจำได้ว่านี่คือบทเรียนของสิ่งที่เรียกว่า 'Subtext'

จริงๆ การแสดงกับเราอยู่คนละโลก การที่เราได้นั่งอยู่ในห้องเวิร์คชอปนั่นก็เป็นความบังเอิญ แต่ Subtext กับเราดูเหมือนจะคุ้นเคยกันดีอย่างไม่รู้ตัว

ที่ผ่านมาเราเคยสื่อสารแบบซับซ้อนอยู่บ้าง เช่นเวลาบอกเพื่อนสนิทว่า 'เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร' ทั้งที่ในใจงอนเสียเต็มประดา พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ จนเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าสุดท้ายแล้วเราพูดคำพวกนี้ออกไปเพราะไม่อยากพูดความจริง แต่ลึกๆ ก็ยังอยากให้คู่สนทนารู้ความหมายที่แท้จริงหรือเข้าใจสิ่งที่เรากำลังรู้สึกใช่ไหมนะ นั่นเรียกว่าเรียกร้องความสนใจได้หรือเปล่า

ซับซ้อนมาก

แต่ยัง เราซับซ้อนกันได้มากกว่านั้นอีกเชื่อสิ

เมื่อเรามีคนที่สนใจและเป็นห่วงเป็นใยเป็นพิเศษ ก็ทำให้ความซับซ้อนของเราพัฒนาขึ้นอีกระดับ แน่นอนว่าเมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้ให้ใคร เราย่อมอยากคุยกับเขา แต่ความทะนงตัวตามประสาคนมีฟอร์ม และความกังวลว่าจะทักไปยังไงไม่ให้แปลก หรือจะบอกว่าเป็นห่วงยังไงไม่ให้ประเจิดประเจ้อ ทำให้สุดท้าย เรานำความซับซ้อนมายังความสัมพันธ์และเลือกที่จะเฉไฉคำพูดเพื่อซ่อนจุดประสงค์บางอย่างไว้

'ทำอะไรอยู่' ไม่ มันง่ายเกินไป อีกอย่างเป็นอะไรกันถึงต้องทักไปว่าทำอะไรอยู่ แต่คิดคำอื่นไม่ออกแล้วนี่สิ งั้นเอาคำนี้แหละ
'ทำไรอยู่' sent - ตัด'อะ'ซะหน่อยเผื่อห้วนขึ้นแล้วจะไม่น่าสงสัย
นั่นเป็นครั้งที่หนึ่ง


'เออวันนั้นเธอพูดถึงหนังเรื่องอะไรนะ' sent
'-----ชื่อหนัง-----' ตอบแล้วว่ะ !
'เออ เดี๋ยวดูคืนนี้ดีกว่า แล้ว..เป็นไงบ้างช่วงนี้' sent
หลังจากประโยคนี้ก็นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้ รู้แต่ว่าสุดท้ายเราก็ทำแบบนี้บ่อยๆ และทำมาตลอด เพราะเป็นวิธีที่ทำให้เราได้รับรู้ความเป็นไป สำรวจจิตใจเขาบ้าง และแน่นอน มันทำให้บทสนทนาของเรายาวขึ้นอีกหน่อย

สิ่งนี้ไม่น่าจะเรียกว่า Subtext ได้หรอก มันเป็นเพียงการเฉไฉเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่อยากคุย อยากถามไถ่ และอยากรู้เรื่องของเขาเพื่อคลายความเป็นห่วงลง แต่สุดท้ายไอ้ความเฉไฉนี่แหละ มันได้พาเราทำแบบฝึกหัด Subtext ของจริง

เราไม่รู้ตัวเหมือนกัน
แต่พอความเฉไฉเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมือ่ไหร่ที่เขาบอกว่ากำลังเครียด เมื่อไหร่ที่เราสัมผัสความกังวลของเขาได้
'ใจเย็นดิ' 'เธอทำได้ เครียดไรวะ' 'ไม่เอาน่า อย่ามาพูดดูถูกตัวเองแบบนี้นะ' 'ฉันเข้าใจที่เธอรู้สึกนะ'
sent sent sent sent แล้ว sent เล่า ข้อความนี้ก็ถูกส่งไปพร้อมกับคำพูดอื่นอีกเยอะแยะที่ไหลไปตามความเป็นห่วง

ยิ่งส่งคำพวกนี้มากเท่าไหร่ เราก็เริ่มเอะใจตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งหมดนี้มี Subtext เป็นความรู้สึกที่มีต่อเขาหรือเปล่าวะ ความหมายจริงๆ คือคำๆ นึง พยางค์เดียว คำนั้นแหละ ใชไหมวะ
ถ้าอยู่ในวงสนทนาของเพื่อนสนิท เพื่อนมันอาจจะบอกเราว่า 'มึงเหมือนบอกรักแต่ไม่มีคำว่ารักเลยว่ะ' 'เวรละ พูดขนาดนี้เขาไม่รู้ก็แย่แล้วมึง' มันต้องพูดทำนองนี้แน่

เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้
สิ่งที่เราทำอยู่มันคงมี subtext เป็นคำหนึ่งคำจริงๆ แต่ก็เชื่อว่าเขาคงไม่รู้ เพราะเราทำแบบนี้มาตลอดไง เฉไฉในขณะเดียวกันก็มีจุดประสงค์ ชัดเจนในขณะเดียวกันก็คลุมเครือและซับซ้อน ซับซ้อนเหมือนกับการเขียน Storylog ครั้งนี้ โดยมี 'subtext' ว่าคิดถึงแต่ไม่รู้จะทำยังไงดีนั่นแหละ

เช่นเดียวกับที่เราทายไม่ถูกว่านักแสดงในห้องเวิร์คชอปพยายามจะพูดคำว่า 'รักน้ำรักปลารักซากุระ' ด้วยความหมายอะไร เขาก็คงทายความรู้สึกภายใต้คำเหล่านั้นของเราไม่ถูกเหมือนกัน

จนกว่าจะข้ามไปยังแบบฝึกหัดการพูดตรงๆ จากหัวใจได้ ก็ขอใช้ Subtext สิ้นเปลืองแบบนี้ไปก่อนแล้วกันนะ





SHARE

Comments

XelarmStory
3 years ago
ภายใต้ subtext ต่างๆ นานา ของเธอคือคำว่าอะไรน้าาา
Reply