“I’m here for a good time, not a long time.”
I’m here for a good time, not a long time.  
        เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นประโยคนี้ในแอพสีแดงที่มีรูปไฟ ฉันเพิ่งโหลดมันมาเล่นตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ ช่วงคริสต์มาสปี 2018 
มันเริ่มต้นขึ้นที่นั่น 

        รูปโปรไฟล์ของเขาเด้งขึ้นมาบนแอพสีแดง ฉันรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ช่างมีดวงตาที่สวยจับใจ ฉันนั่งมองตาของเขาอยู่นานพอสมควร ก่อนที่จะปัดขวาไปเพราะลึกๆ กลัวจะไม่ได้แมทช์กันและไม่ได้เห็นนัยน์ตาอันน่าหลงใหลคู่นั้นอีก ไม่นานเกินรอ เราก็แมทช์กันดั่งหวัง เราคุยกันถูกคอมาก และมันเป็น good conversation ครั้งแรกที่ฉันเจอจากคนบนแอพนั้น เราแลกไอจีกันและฉันเฝ้าคอยเสียงแจ้งเตือนที่เป็นชื่อของเขา ฉันคิดจะทำสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดจะทำมาก่อน นั่นก็คือ “การนัดเจอกับเขา” ผู้ชายที่มาจากแอพสีแดงนั่น แต่ใด ๆ ก็ตามเราคลาดกันอยู่ตลอด เขาไปเที่ยวดอนอินทนนท์ก่อนหน้าฉันหนึ่งวัน เขาบินกลับตอนกลางวัน ฉันบินกลับตอนกลางคืน จนกระทั่งในท้ายที่สุด เราก็ได้นัดไปเที่ยวในวันจันทร์แรกของปี 2019 (7 ม.ค. 2019) ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้เรียกว่า “เดท” 5555555 ก็ฉันไม่เคยเดทมาก่อนนี่นา ฉันในวัย 22 ปีนัดเจอกับชายแปลกหน้าที่ให้ความรู้สึกแสนจะคุ้นเคยตามลำพังที่สยามพารากอน 

        13.07 น. เขามาสายแต่ก็รีบวิ่งมาหาฉันจนเห็นเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า เรากอดและจูบแก้มทักทายกัน  ตอนนั้นฉันถึงรู้สึกได้ว่า 
ในที่สุดเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้วจริง ๆ

        เราสองคนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ตามหาร้านอาหาร Vegan นานมาก พาเขาหลงในสยามด้วยเพราะฉันก็ไม่คุ้นชินกับที่นี่มากนัก เรานั่งกินข้าว พูดคุยกัน ตีกันเรื่องฉันจะจ่าย เธอหยุดเลย กับทุกอย่างที่มีการจ่ายเงินในวันนั้น 5555555 ฉันว่ามันตลกดี          
        จากนั้นเราก็เดินเท้าไปที่หอศิลป์ ซึ่งอย่างที่บอกวันนี้วันจันทร์และมันปิด ฉันละอายใจเหลือเกินที่เป็นเจ้าบ้านแต่ทำการบ้านมาได้ไม่ดี เราจึงไป Jim Thompson House แทน ในที่สุดฉันก็ได้จ่ายเงินเพื่อเขาสักที แต่พอล้วงในกระเป๋ากลับพบเงินปริศนาจากไหนก็ไม่รู้ ผู้ชายคนนี้ช่างร้ายกาจ เรานั่งเล่นด้วยกันรอเวลาเข้าชม อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อน แต่ฉันกลับรู้สึกเพลิดเพลินยิ่งนัก เราจับมือกัน เขาลูบหลังมือฉันไปมา สัมผัสอบอุ่นอันแสนไม่คุ้นเคยแต่กลับทำให้หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะเสียได้ เขาดึงตัวฉันให้ไปซบและจูบฉันที่ขมับ ลูบผมฉัน พรมจูบซ้ำ ๆ ที่แก้มของฉันไปมา เราเพิ่งเจอกันวันนี้ แต่ทำไมฉันถึงไม่รังเกียจสัมผัสจากเขาเลยนะ และฉันออกจะยินดีเสียด้วยซ้ำ เราเดินชมในตัวบ้านและรอบสวน เขาให้ฉันเดินนำหน้าตลอด เรามักเดินตามหลังคนอื่นพร้อมกับมือของเราที่ประสานกันไว้ และเรามักจะแอบโอบกอดกันเสมอ 
ฉันรู้สึกราวกับเด็กเพิ่งหัดรัก
        เราเดินทางต่อไปที่ ตึกมหานคร ที่ที่เขาตั้งหน้าตั้งตารอ ค่าเข้าราคา 765 บาททำเอาฉันคิดลังเลอยู่นาน แต่สุดท้ายฉันก็ไป เพราะถ้าพลาดโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับเขา ฉันว่าฉันคงจะเสียดายยิ่งกว่าเงินจำนวนนั้นเสียอีก และฉันก็ตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ ทันที่ที่เราเหยียบชั้น 74 ภาพวิวกรุงเทพยามบ่ายทำเอาชวนตะลึงจนเขาลืมฉันไปพักใหญ่ ๆ ขณะนั้นเป็นเวลาราว ๆ 17.00 น. ดวงอาทิตย์ฉายแสงสีส้มสาดส่องไปทั่วกรุงเทพ โชคร้ายที่ท้องฟ้าวันนั้นไม่ค่อยปลอดโปร่งนักเราจึงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดิน 
         เราขึ้นมาจนถึงชั้นดาดฟ้าของตึกมหานคร วิวช่างสวยจนเกินจะบรรยาย เห็นกรุงเทพแบบ 360 องศา พร้อมแสงอาทิตย์รำไรและหมอกควันจาง ๆ เราถ่ายรูปกันเยอะมาก เขาเป็นตากล้องฝีมือดีทีเดียว เราเดินไปถ่ายรูปตรง sky walk แผ่นกระจกใสที่มองเห็นด้านล่าง เขาดูกลัวแต่ด้วยความอยากถ่ายรูปก็เลยต้องใจกล้าขึ้นมาบ้าง จากนั้นเรายืนชมวิวกันที่ริมระเบียงด้านหนึ่ง ก่อนที่เขาจะโอบกอดฉันจากด้านหลัง พร้อมพูดชมฉันว่า bonita ฉันไม่แน่ใจนักว่าแปลว่าอะไรแต่ก็ได้ยินมาไม่ต่ำกว่า 10 รอบในวันนี้ แต่คำชมที่ฉันชอบที่สุดคงเป็นคำว่า delicate มันทำให้ฉันดูบอบบางและละมุนละไมเหลือเกิน เรายืนชมวิวทั้งอย่างนั้น เขาลูบมือฉันไปมา พร้อมกับจูบแก้ม จูบผมฉันไม่หยุด ฉันชอบช่วงเวลานี้เสียจริง! จากนั้นเราก็ไปนั่งเล่นกันที่จุดนั่งชมวิว คุยกันไปพลางกอดกันไปพลาง เราคุยกันสับเพเหระท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติกนั่น จนกระทั่งมาเข้าสู่ช่วงเปิดเผยความรู้สึกอย่างไม่ทันรู้ตัว เขาพูดว่า “ฉันอยากให้เธออยู่ที่บราซิลจัง ฉันอยากยัดเธอใส่กระเป๋ากลับไปด้วย เราคงได้เป็นแฟนกันที่นั่น” ฉันจะตอบอะไรได้นอกจาก 
ฉันก็หวังเช่นนั้น

        ไม่ทันไรดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว คราวนี้วิวต่างจากตอนกลางวันลิบลับ กรุงเทพที่เต็มไปด้วยแสงไฟปรากฏอยู่ตรงหน้า เราเริ่มถ่ายรูปกันอีกครั้ง พอมืดแล้วคนก็คงไม่เห็นเราเท่าไหร่ เราจึงกอดกันอย่างลึกซึ้งและเนิ่นนานเหลือเกิน (เรียกว่า บรรยากาศพาไป ก็แล้วกัน ฉันไม่อยากให้แม่ตกใจ) เช่นเคย เขากอดฉันจากข้างหลังและเราดูวิวไปพร้อมกัน เขาพรมจูบไปทั่วใบหน้าฉันจนรองพื้นหายไปเกือบหมด หนวดเคราสาก ๆ นั่นถูกับใบหน้าของฉัน ฉันรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง เขามองฉันตลอดเวลาราวกับกลัวว่าฉันจะหายวับไปจากอ้อมแขนของเขา แต่ฉันไม่ค่อยกล้าสบตาเขาหรอกนะ เพราะหากสบตาเขามากเข้าหน่อย ฉันอาจจะพร้อมติดตามเขาไปทั่วทุกที่บนโลกใบนี้    
              ถึงเวลาต้องจากสถานที่สุดโรแมนติกนี่ไปเสียแล้ว เราลงลิฟต์ไปที่ชั้น 4 และต้องลงบันไดเลื่อนไปถึงชั้น 1 บันไดเลื่อนนั่นช่างร้างคน เขาก้าวลงไปหนึ่งขั้นพร้อมเงยหน้ามามองหน้าฉัน 
สายตาอันช่างเว้าวอนนั่น เขาต้องการอะไรกันแน่นะ!

        ฉันจึงจับหน้าเขาด้วยสองมือน้อย ๆ ของฉัน แล้วจูบเขาลงที่แก้ม เขาจึงตอบแทนฉันด้วยการเอามือหนา ๆ สองมือนั่นกุมใบหน้าฉันไว้และจูบฉัน ใช่! คราวนี้มันไม่ใช่ที่แก้ม แต่ริมฝีปากของเราได้สัมผัสกันแล้วจริง ๆ จูบนั่นอาจจะไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ แต่ฉันยังจำความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ตอนนั้นได้ดี ริมฝีปากเขาช่างนุ่มนวลและสุภาพ หนวดเคราที่สีกับแก้มฉันเบา ๆ และมือของเขาช่างอบอุ่นยิ่งนัก 
        ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมหลังจากคนจูบกันถึงเม้มปาก เพราะฉันก็ทำมันโดยไม่รู้ตัว ฉันคงอยากจะเก็บความรู้สึกนี้ไว้ลึกขึ้นอีกหน่อยล่ะมั้ง  ลาก่อน ตึกมหานคร สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนล้ำค่าของฉัน
     เราดินเนอร์มื้อสุดท้ายกันที่พญาไท ตอนนี้เองที่ฉันกล้าสบตาเขา ดวงตาของเขาทำให้ฉันหลงรักเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้มันผ่านไปเร็วมากจริง ๆ เราจับมือกัน มือสาก ๆ อันอบอุ่นของเขาก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ความรู้สึกของฉันกลับไม่เหมือนเดิม ไม่มีแล้วความรู้สึกตื่นเต้น ไม่มีแล้วความรู้สึกโรแมนติกเพ้อฝันอะไรนั่น ฉันสัมผัสได้แต่ความเศร้าโศก ความโหยหา ฉันไม่รู้ว่าจะได้เจอเขาอีกไหม เพราะฉะนั้นฉันขอจับมือคู่นี้ให้นานกว่านี้หน่อยนะ 

        ฉันคือเจ้าหญิงซินเดอเรลล่าที่ต้องไปขึ้นรถกลับม.ให้ทันรอบสุดท้าย เวลาของเราจึงจำกัดอยู่เพียงแค่ 3 ทุ่ม เขาไปส่งฉันอนุสาวรีย์ ขณะเดินขึ้นบันได เขาตระกองกอดฉันเสียแน่น พร้อมกับพรมจูบฉันอีกแล้ว ยิ่งใกล้ถึงที่หมายมากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกของเราก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เรากอดกันระหว่างรอบีทีเอส คราวนี้ไม่ใช่แค่เขาที่กอดฉันแน่นราวกับกลัวฉันจะหายไป แต่ฉันก็กอดเขาแน่นไม่ต่างกัน 
ฉันเริ่มกลัวเขาจะหายไปขึ้นมาบ้างแล้วสิ 

        เราออกมาจากบีทีเอสและกำลังเดินเข้าไปใกล้ท่ารถมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันขออยู่กับเขาอีกสักหน่อยได้ไหม ฉันจึงถามเขาไปว่า “ถ้าฉันตกรถ ฉันไปพักที่โรงแรมคุณได้ไหม” นี่ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อตัวเอง ก็เลยอธิบายไปอีกว่า “ฉันหมายถึงนอนเฉย ๆ น่ะ ฉันเชื่อในตัวคุณนะ และฉันก็เต็มไปที่จะไป” เขาจึงก่นด่าฉันอย่างเอ็นดู “ฉันรู้ว่าเธอเชื่อใจฉัน แต่เธอไว้ใจผู้ชายไม่ได้นะ และฉันก็ผู้ชายคนหนึ่ง” ฉันรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูกแต่ก็ชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษของเขา สุดท้ายเราก็มาถึงรถตู้จนได้ เรากอดลากัน ฉันไม่สนว่าใครจะมองอย่างไรแล้วล่ะ ฉันขอแค่เพียงได้อยู่ในอ้อมกอดนี้เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ฉันขึ้นไปนั่งในรถพร้อมโบกมือลาเขาที่ยืนมองฉันอยู่จากด้านนอก เขาหันหลังเดินกลับไปแล้ว น้ำตาเจ้ากรรมก็พลันไหลออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว วันนี้ฉันคงไม่ต้องเช็ดมาสคาร่าแล้วล่ะ. 


SHARE
Writer
ShanShan
Monday Mourning
Still I live in the moment when our stories begin.

Comments

RottenRabbit
2 months ago
ยังไงต่อๆ /ปูเสื่อ
Reply
ShanShan
2 months ago
จบแล้วจริง ๆ ค่ะ พรุ่งนี้ไปส่งเขาที่สนามบินและคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ฮืออ ถือเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ.
pinitgalleries
2 months ago
โรแมนติกมากมายคับ

Reply
GGP
2 months ago
เขียนดี, มีอารมณ์ร่วมด้วยเลยค่ะ
และรู้สึกดีที่คุณไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองตกรถ
ขอให้โชคดีนะคะ
Reply
skycollector
2 months ago
เราเข้าใจเธอนะ! ประสบการณ์เดียวกันของเราเป็นนศ.มาแลกเปลี่ยน ตอนนี้เค้าก็กลับไปแล้วล่ะ แต่ทุกความทรงจำยังชัดเจนอยู่เลย :)
Reply
Cchansri
2 months ago
ตัวเองไม่ได้เจอแบบนี้คนเดียวหรอก เราอ่านเราโคตรเข้าใจเลย เพราะเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
Reply