แท่ง(หวานเย็น)แห่งความทรงจำ
หนึ่งชั่วโมงก่อนเพลงชาติดังขึ้น เต้นท์สี่เหลี่ยมมากมายก็เข้ามาแทนพื้นที่ว่างของถนนริมคลองหลังวัดพระงาม ทุกสุดสัปดาห์ ถนนเส้นนี้จะกลายเป็นแหล่งช็อปปิ้งยามค่ำคืนของชาวนครปฐม ถนนอีกฝากของคลองพระงามที่เคยเป็นทางรถวิ่ง กลับเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ที่จอดเรียงราย ฟ้ายิ่งมืดลงเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งทยอยเข้ามาเรื่อยๆ บรรยากาศของตลาดคนเดินทวารวดีนี้ก็ยิ่งคึกคักมากขึ้น
ตลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ของเครื่องใช้ หรือเสื้อผ้าต่างๆ โดยส่วนใหญ่ ล้วนเป็นของทำมือ รวมไปถึง อาหารคาวหวานนานาชนิด ทั้งอาหารใหม่ๆ และอาหารที่อาจจะหารับประทานค่อนข้างยากอีกด้วย

ผมเดินออกจากร้านราดหน้าเจ้าอร่อย แม้ว่าท้องจะอิ่มจากราดหน้าชามนั้นแล้ว แต่ก็ยังคงเดินหาอะไรใส่ท้องต่อไป ใครเล่าจะอดใจไหวกับอาหารอีกมากมายระหว่างทางเดินถนนที่ทอดยาวตลอด 3 กิโลเมตร ทั้งลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึกย่าง ซาลาเปาไส้ทะลัก กล้วยเคลือบช็อกโกแลต หรือขนมครกสิงคโปร์ ล้วนล่อตาล่อใจคนรักการกินอย่างผมเหลือเกิน สองมือเริ่มเต็มไปด้วยถุงอาหารมากมาย แต่ยังไม่ทันจะกินหมดดี ผมก็สะดุดตาเข้ากับถังสแตนเลสทรงกลมใบหนึ่ง ที่ภายในมีแท่งหวานเย็นหลากสีเสียบอยู่เรียงราย 

สีสันของชีวิต
“อากาศร้อนๆ กินไอติมหลอดมั้ยจ๊ะ” เสียงเรียกของป้าคนขายทำให้ผมต้องเดินเข้าไป
ครั้นเห็นแท่งหวานเย็นพวกนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเมื่อตอนประถม ทุกเย็นหลังกลับจากโรงเรียน รถมอเตอร์ไซค์พร้อมถังไอติมพ่วงข้างก็จะเลี้ยวเข้ามาในซอย ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแตรจากรถไอติมคันนั้น ทันทีที่รถจอด ผมมักจะวิ่งไปเกาะขอบถังไอติมพร้อมชะโงกดูว่าวันนี้มีรสอะไรบ้าง 
 
ปกติแล้วไอติมหลอดที่ผมเคยกินเมื่อสมัยนั้น มีมากมายหลายรสให้ได้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นรสสไตล์ไทย ที่มีส่วนผสมจากกะทิ เช่น ลอดช่อง สลิ่ม ถั่วดำ หรือจะเป็นรสที่มีส่วนผสมจากนม และนอกจากนี้ยังมีรสอื่นๆ อีก อาทิ รสที่ทำจากน้ำหวานหรือน้ำอัดลม เช่น น้ำแดง น้ำเขียว เป็นต้น 

แต่หากถามว่าไอติมหลอดรสไหนที่เป็นรสยอดนิยมของเด็กในสมัยนั้น ผมคงตอบว่ารสที่ทำจากน้ำหวานหรือน้ำอัดลม เพราะสีสันของน้ำหวานนั้นช่างดึงดูดสายตาของเด็กเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำแดง เพราะตามหลักจิตวิทยา กล่าวไว้ว่า สีแดงเป็นสีที่ดึงดูดได้มากที่สุดและสามารถกระตุ้นความอยากอาหาร รวมถึงประสาทสัมผัสในเรื่องกลิ่นด้วย ซึ่งนั้นก็ดึงดูดผมได้ดีทีเดียว

นอกจากรสและสีสันของไอติมเหล่านั้นแล้ว ผมคิดว่ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดได้มากพอกัน ซึ่งก็คือ การเขย่าถังไอติมของลุงคนขาย เพราะทุกครั้งที่เขย่าถังไอติมนั้น ก็มักมีเสียงดังครืดๆ เสียงนั้นดึงความสนใจของผมได้มาก ซึ่งนั่นเองอาจเป็นเอกลักษณ์ของไอติมหลอดที่ทำให้เด็กๆ และตัวผมเองด้วย ตื่นตาตื่นใจไปกับมันก็ว่าได้

สู้กับอากาศพี่ไทย

“มันคือเสียงอะไรหรอครับ” ด้วยความสงสัยของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผมถามคุณลุงเจ้าของมอเตอร์ไซค์นั้น จึงได้รู้ว่านั่นคือเสียงของ ‘น้ำแข็ง’ ที่กระทบกัน ลุงบอกว่าที่เขย่าถังหมุนไปมาเพราะจะให้ความเย็นจากน้ำแข็งเข้าไปในหลอด เพื่อให้น้ำหวานแข็งเป็นไอติม เพราะแน่นอนว่าการทำไอติมจำเป็นต้องใช้ความเย็น แต่กระนั้นเอง ผมก็ยังคงสงสัยอีกว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ที่น้ำแข็งในถังเหล่านั้นจะไม่ละลายเสียก่อน ระหว่างที่ลุงคนนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามที่ต่างๆ และยิ่งต้องต่อสู้กับอากาศประเทศไทยอีกด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอากาศของประเทศเรานั้นอบอ้าวเสียจริง 

แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผมก็เพิ่งได้รู้ว่ามีวิธีหนึ่งที่พ่อค้าแม่ขายนั้นใช้กัน ซึ่งก็คือ การใช้เกลือผสมกับน้ำและน้ำแข็งในถังไอติม ซึ่งทำให้น้ำแข็งในถังไอติมหลอดนั้นไม่ละลาย หากพูดถึงตามหลักวิทยาศาสตร์จริงๆ แล้วนั้น เกลืออาจไม่ได้ทำให้น้ำแข็งไม่ละลายแต่อย่างใด แต่เกลือจะทำให้น้ำแข็งมีอุณหภูมิลดต่ำลง เนื่องจากเกลือต้องการความร้อนสำหรับช่วยในการละลายตัวเองให้หมดไปในที่สุด แต่เมื่อเราใส่เกลือเหล่านั้นลงไปในถังแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่เกลือจะสามารถดึงความร้อนมาใช้ได้ เหลือแต่เพียงน้ำแข็งหรือน้ำในถังไอติมเท่านั้น ฉะนั้นเกลือจึงจำเป็นต้องดูดความร้อนของน้ำแข็งนั้นมา ซึ่งก็จะทำให้น้ำแข็งมีอุณหภูมิลดลง และลดลงเรื่อยๆ กระทั่งทำให้น้ำในถังไอติมมีอุณภูมิที่เย็นพอที่สามารถทำให้ไอติมแข็งได้

ดับกระหายคลายร้อน

ผมยื่นเหรียญสิบหนึ่งเหรียญแลกกับหวานเย็นสามแท่ง ที่สามารถทำให้คลายร้อนได้ครู่หนึ่ง ระหว่างยืนรับประทานอยู่ ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน คุณป้าเล่าให้ฟังว่า ร้านไอติมหลอดของเขาเป็นเจ้าเดียวที่เป็นรถพ่วงขายในเขตชุมชนริมคลองพระงามนี้ เพราะร้านอื่นเป็นแค่แผงขายปกติ ซึ่งก็มีไม่มากแล้วด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมรู้สึกสนใจมาก จึงถามคุณป้าต่อด้วยความอยากรู้ว่าทำไมถึงเลือกที่จะขายไอติมหลอด เพราะอย่างที่รู้กันว่ารายได้จากการขายไอติมหลอดนั้นอาจจะไม่มากนัก ซึ่งคุณป้าให้เหตุผลว่า เพราะการขายไอติมหลอด ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายนัก ทั้งสะดวกในกระบวนวิธีการทำอีกด้วย
ตอนนั้นป้าได้เล่าถึงวิธีการทำไอติมหลอด ว่าอันดับแรกจะต้องเทน้ำแข็งผสมเกลือลงไปในถังชั้นนอกก่อน และใช้ไม้กระทุ้งเพื่อให้น้ำแข็งกับเกลือเข้ากัน แล้วจึงค่อยๆ เติมน้ำตามลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็ใส่ถังชั้นในกลับเข้าไป และนำหลอดสแตนเลสที่บรรจุน้ำหวานรสต่างๆ ไว้แล้วเสียบลงไป ขั้นตอนสุดท้ายจึงค่อยๆ เขย่าไปมาให้ไอติมแข็งตัว เมื่อไอติมเริ่มแข็งตัวแล้วนั้น ค่อยเสียบไม้ลงไม้ เมื่อจะนำไอติมออกจากแท่ง ก็เพียงนำไปจุ่มน้ำสักพักหนึ่งเพื่อให้ไอติมหลุดออกมาจะแท่งนั้น และก็จะได้เป็นไอติมหลอดอย่างที่ได้เห็นกัน

กว่าจะเป็นแท่ง

“ก็เพราะมันคือไอติมโบราณไงล่ะ น้อยคนนักที่จะขายกัน” อีกเหตุผลหนึ่งที่คุณป้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ซึ่งผมเองก็ยังรู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน ปัจจุบันนี้ไอติมโบราณก็หารับประทานได้ยากด้วย 

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เวลาที่ได้ยินคำว่า ‘โบราณ’ ไม่ว่าจะเป็น ไอติมโบราณ รถโบราณ หรือของเล่นโบราณ คำนั้นมักจะดึงความสนใจของผมเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะของโบราณพวกนั้นเริ่มจะหายไป อีกทั้งเวลาที่ผ่านไปนาน จึงอาจทำให้สิ่งๆ นั้น ดูวิเศษและมีคุณค่าที่จะคิดถึงมากขึ้น 

นอกจากนี้ คุณป้ายังเล่าให้ฟังอีกว่า จริงๆ แล้ว สมัยก่อนก็ทำไอติมหลอดกินกันมากเช่นกัน แต่ต่อมาได้เลิกทำกันไปบ้างแล้ว เพราะแต่ก่อนนั้นเกลือค่อนข้างหายาก และมีราคาแพง กระสอบหนึ่งประมาณ 50-60 บาท แต่ปัจจุบัน สามารถหาเกลือหรือวัตถุดิบอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าเคย คนจึงเริ่มหันกลับมาทำไอติมหลอดรับประทานกันเรื่อยๆ 

ไอติมแท่งหรือไอติมหลอดเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าทำในหลอดสังกะสี ซึ่งก่อนจะเป็นไอติมหลอดนั้น เมื่อเริ่มแรก ไอศกรีมได้เข้ามาในประเทศเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าจ้าอยู่หัวได้นำวัฒนธรรมตะวันตกมาเผยแพร่ หลังเสร็จประพาสอินเดีย ชวา และสิงคโปร์ อีกทั้งในตอนแรก ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตน้ำแข็งในการทำไอศกรีมเองได้ จึงต้องนำเข้าน้ำแข็งจากสิงคโปร์ แต่เมื่อไทยสั่งเครื่องทำน้ำแข็งมาจากประเทศสิงคโปร์ ก็เริ่มมีการรับประทานไอศกรีมกันมากขึ้น และไอศกรีมยังถือว่าเป็นเครื่องเสวยสำหรับจ้าขุนมูลนายเพียงเท่านั้นอีกด้วย 

โดยไอศกรีมในวังนั้นนิยมทำจากมะพร้าวอ่อน ใส่เม็ดมะขามคั่ว ในช่วงแรกไอศกรีมกะทิมีลักษณะเป็นน้ำแข็งละเอียดใส รสไม่หวานมาก ที่สำคัญคือมีกลิ่นหอมของดอกนมแมว และถึงแม้ไอศกรีมจะเป็นของชั้นผู้ดี แต่ในระดับชาวบ้านก็เริ่มทำไอศกรีมรับประทานเองด้วย ซึ่งลักษณะของไอศกรีมกะทิก็จะเป็นไอศกรีมใส่ถ้วยพร้อมโรยด้วยถั่วลิสงมาตั้งแต่สมัยนั้น
ต่อมามีการพัฒนาขึ้น จากกะทิใสๆ มีความเข้มข้นมากขึ้น และยังมีการใส่ลอดช่อง เนื้อขนุนฉีก หรือเม็ดแมงลักเข้าไปด้วย ซึ่งคนไทยได้ดัดแปลงไอศกรีมตะวันตกให้เป็นไอติมกะทิตามแบบฉบับไทยเอง

แช่แข็งความทรงจำ

“รสโคล่ารออีกแป๊บเดียวนะลูก” คุณป้าพูดกับเด็กๆ ที่กำลังรุมเลือกแท่งหวานเย็นหลากสี
โดยปกติแล้วคุณป้าคนนี้จะขายประจำอยู่บริเวณโรงเรียนไผทในช่วงวันธรรมดา เมื่อถึงช่วงงานเทศกาลต่างๆ เช่น วันเด็กหรือวันคริสตมาส ป้าก็จะขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงถังไอติมข้างออกงานตลอด บางครั้งก็อาจมีคนเหมาไปแจกเด็กบ้าง แต่บางครั้งป้าก็จะนำแท่งหวานเย็นนี้แจกจ่ายให้กับเด็กเองด้วยในเทศกาลต่างๆ สิ่งเหล่านั้นที่คุณป้าเล่า ยิ่งทำให้ผมรู้สึกคิดถึงตนเองในวัยเด็ก ที่เมื่อมีเทศกาลวันเด็กทีไร ก็มักจะรีบวิ่งไปรับไอติมฟรีจากรถขายไอติมทุกครั้ง

หลังจากคุยกับคุณป้าอยู่หน้าร้านพักใหญ่ ไอติมแท่งในมือผมเริ่มละลาย จึงรีบดูดน้ำหวานที่กำลังหยดลง 
ตอนนั้นเอง ผมก็คิดว่าไอติมหลอดแท่งนี้ คงไม่ต่างอะไรกับความทรงจำในวัยเด็กของผมสักเท่าไร ที่เมื่อเวลาผ่านไป ก็อาจทำให้บางอย่างเริ่มละลายไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือความรู้สึกก็ตาม 
ซึ่งเราเองก็คงห้ามให้สิ่งเหล่านั้นไม่จางไปไม่ได้ แต่หากเรามีวิธีรักษาสิ่งเหล่านั้นให้คงอยู่ ก็อาจทำให้มันหายไปอย่างช้าที่สุด และสิ่งนั้นเองก็จะทำให้เราได้ย้อนสู่ความรู้สึกโหยหาในวันวานได้ เมื่อเราเห็นมันอีกครั้ง 
ดั่งเกลือที่ช่วยให้น้ำแข็งมีอุณหภูมิที่ต่ำพอ กระทั่งไอติมหลอดละลายช้าลง และคงเป็นแท่งได้นานเท่าที่จะสามารถ



SHARE
Writer
ktyn
your garden
ความรู้สึกที่พูดไม่ได้ แต่เขียนได้

Comments