ง.เอ๋ย งองู
สเตตัสบนเฟสบุ๊คของเพื่อนคนหนึ่ง ดึงให้ผมกลับไปคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ ตอนเรียนชั้นป.หนึ่ง
" เพื่อนๆ จำได้ไหมว่า ตอน ป.หนึ่ง เราอ่านภาษาไทยกันออกรึยัง?"
....ภาพห้องเรียนไม้เก่าๆ ผุดขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง....

ห้องป.หนึ่งทับแปดตั้งอยู่ริมสุดทางขวามือชั้นหนึ่งของอาคารไม้สามชั้น ที่นั่งของตัวผมอยู่เยื้องไปทางเกือบหลังห้อง แน่นอนว่ามันเป็นที่นั่งที่บ่งบอกความ(ไม่)ตั้งใจเรียนของเด็กได้เป็นอย่างดี เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ หน้าขาวๆ ตี๋ๆ ที่ผู้ใหญ่หลายคนมองแล้วคิดว่าต้องเป็นเด็กเรียนเก่งกำลังนั่งวาดรูปเล่นอย่างเพลิดเพลินในวิชาภาษาไทย

จริงๆผมยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าโรงเรียนคืออะไร ไม่กี่วันก่อนหน้า แม่ของผมพามาที่สถานที่ที่เรียกว่าโรงเรียนแห่งนี้ แล้วก็จับผมนั่งลงบนโต๊ะ พร้อมกับมอบกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ช้าง ม้า วัว ควาย ต่างๆมากมาย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนโตแล้วนี่แหล่ะว่านั่นคือข้อสอบเข้าป.หนึ่ง (ถึงตอนนี้ก็ยังคงงงอยู่ว่า ไม่เข้าใจความหมายแต่สอบผ่านมาได้ยังไง)

เพราะไม่เข้าใจว่าโรงเรียนคืออะไร ก็เลยไม่เข้าใจว่าการเรียนคืออะไร

งานอดิเรกที่ชอบมากที่สุดในตอนนั้นคือการวาดรูป (จริงๆตอนนี้ก็ชอบอยู่ แต่วาดเท่าไหร่ก็ไม่เคยสวยกับเขาสักที) ดังนั้นเวลาส่วนมากในโรงเรียนคือการนั่งวาดรูปเล่นไปวันๆ เช่นกันวันเดียวกับที่เรียนภาษาไทยครั้งแรก ผมก็นั่งวาดรูปอยู่

"เอาล่ะ เดี๋ยวครูจะให้ทุกคน ออกมาเลือกตัวอักษรภาษาไทยบนกระดานคนละหนึ่งตัว แล้วให้นักเรียนเติมเสียงสระ ออ เข้าไป แล้วออกเสียงให้เพื่อนฟังนะคะ" เสียงของครูประจำชั้นที่สอนวิชาภาษาไทยดึงดูดความสนใจของเด็กชายอย่างผมได้ในทันที

"หืม ทำอะไรนะ?" ผมคิดในใจ

"ถ้าใครออกเสียงผิดหรือออกเสียงไม่ได้ ครูจะทำโทษ" ครูประจำชั้นกล่าวเสริม

เหงื่อเม็ดโตไหลลงจากหน้าผากเด็กน้อยคนนี้ทันที
"ทำไงดี ไม่ได้ฟังที่ครูสอนก่อนหน้านี้เลย" ผมเริ่มกังวลใจ สายตาเริ่มลอกแลกมองเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ

"เอาล่ะ เราเริ่มไล่ไปตามที่นั่งเลยนะคะ เริ่มจากข้างหน้าก่อนเลยค่ะ"

เด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่หน้าห้องลุกจากโต๊ะแล้วเดินไปที่หน้ากระดานดำ เธอชี้ที่ตัวอักษร "ก" แล้วพูดออกมาว่า "กอ"

ไม่เข้าใจคืออะไรทำไมอ่านว่า กอมันมี ก.ไก่อยู่ตัวเดียวไม่ใช่เหรอ

ความกังวลของเด็กน้อยก่อตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเพื่อนคนอื่นๆ เริ่มทยอยกันออกไปชี้ตัวอักษร แล้วออกเสียง "จอ", "สอ", "มอ", "ทอ", "วอ" กันอย่างคล่องแคล่ว

ทำไงดี ใกล้ถึงตาเราแล้ว

ทันใดนั้นเอง เสียงสวรรค์ก็ลอยมาเข้าหูของเด็กชายพอดี"ทำไงอ่ะ ถ้าจะพูด ห.หีบ ต้องออกเสียง หอ แล้วไม่ต้องพูดคำว่า หีบ เหรอ"เด็กผู้ชายที่ดูหน้าก็รู้ว่าเกเรและเป็นหัวโจกที่นั่งอยู่ด้านหลัง โพล่งถามเพื่อนอีกคนนึง

"เอาล่ะ ถึงคิวเธอแล้วนะ" ครูประจำชั้นมองมาที่ผม

เป็นไงเป็นกัน...ผมลุกจากโต๊ะและเดินไปที่หน้าชั้นอย่างช้าๆ สายตาจ้องมองไปบนกระดานที่มีตัวอักษรมากมายเรียงรายอยู่บนนั้น ผมค่อยๆ ชี้ไปที่ ง.งู แล้วออกเสียง

"ง.....งอ"

"โอเคจ้ะ คนต่อไป" ครูประจำชั้นเรียกเพื่อนคนต่อไป

ไม่มีเสียงหัวเราะ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีเสียงปรบมือใดๆเกิดขึ้นในวันนั้น แต่ในความรู้สึกของเด็กผู้ชายคนนี้ในวันนั้นรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากที่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ถึงแม้ว่าที่จริงแล้วเป็นเพราะเสียงสวรรค์ช่วยชีวิตจากหัวโจกของห้องก็ตาม

เหตุการณ์นี้ติดอยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้

ความกลัวของเด็กป.หนึ่งในวันนั้นหายไปแล้ว แต่ชีวิตก็ยังหยิบยื่นความกลัวรูปแบบอื่นๆมาให้เราเสมอ นับวันมันมีแต่จะใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้นถึงเด็กป.หนึ่งในวันนั้นจะหวาดกลัว แต่เขาก็ผ่านพ้นมันมาได้ด้วยความกล้าหาญแล้วเมื่อเขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ล่ะ ความกล้าหาญในตัวเขายังคงเหลืออยู่ไหมเขาจะเอาชนะความกลัวต่างๆในชีวิตได้หรือเปล่า?
คำตอบ ไม่บอกก็รู้ใช่ไหม

ง.เอ๋ย งองู...ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้แกผิดหวัง

SHARE
Writer
pratpreecha
Writer
ชอบเขียนครับ อยากจ้างเขียนอะไร ลองติดต่อมาได้นะครับ^^ ฝากติดตามFacebook <<Better Me Free Happiness:ดีกว่าเดิม สุขกว่าเดิม>>ด้วยนะครับ https://www.facebook.com/bettermefreehappiness/

Comments