เทรลแซนดี้
ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่า ปีนี้จะไม่วิ่งเทรลของไทเกอร์บาล์มแล้ว เนื่องจากปีที่แล้ววิ่งจนครบทั้ง 3 สนาม แต่โอกาสก็มักเข้าหาเวลาที่เราไม่พร้อม เนื่องจากมีเพื่อนเสนอหมายเลขวิ่งมาให้เพราะเขาวิ่งเองไมได้ ดังนั้นทั้งชื่อและเพศที่ติดบนหน้าอกจึงไม่ใช่สถานะเดียวกับที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สะเก็ดเลยกลายเป็นนักวิ่งเพศชายไป

ลอร่า ที เป็นสารถีขาไป    (ที่เราต้องเรียกว่าลอร่า ที ก็เพราะในกลุ่มเรามีลอร่า 2 คน จึงแยกแยะแต่ละคนด้วยชื่อต้นของนามสกุล) และฉันก็ชวนผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของฉันคือ การ์ตูน ไปกับเราด้วยแม้นางไม่วิ่ง แต่นางขับรถเก่ง ไปกับฉันได้ทุกงาน รวมเป็นเรา 3 คน ไปด้วยกัน       

ฟังเขาเล่ามาว่า เทรลของไทเกอร์บาล์มที่พัทยายากกว่าที่หัวหิน และเขาใหญ่ ฉันจำเทรลที่หัวหินได้ แห้งและร้อน แต่ที่จำได้ดีเพราะเป็นเทรลแรกแถมหลงทาง ส่วนเทรลที่เขาใหญ่เป็นหน้าฝนต้นเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โคลนทั้งนั้น เปอะเปื้อนกันถ้วนหน้า ส่วนสนามนี้เมื่อปีที่แล้วฉันวิ่งแค่ 8 กิโลฯ กับการ์ตูน จึงไม่รู้ว่าที่ยากนั้นเค้าหมายถึงอะไร
            
ฉันวิ่งระยะ  21 กิโลฯ ระยะไกลสุดของงาน เนื่องจากเจ้าของหมายเลขเขาลงไว้ระยะนี้ ลอร่าวิ่งระยะ 16 กิโลฯ และยังมีอีกหลายคนที่เดินทางไปเจอกันที่สนามตอนเช้า สรุปคือนักวิ่งของเรามีทั้ง 2 ระยะ คือ 16 และ 21 ส่วน 8และ Fun run 3 กิโลฯ มันดูถูกเราเกินไป (มองบนแป๊บ! 😏)
ตอนเช้าเราตกลงกันว่าจะไปขึ้นรถของงานที่เขาเตรียมรับส่งนักวิ่งตอนตี 4:45 น. ที่โรงแรม saim @ saim ตื่นเช้ากว่าวันทำงานอีก ส่วนขากลับให้การ์ตูนขับไปรับ ระหว่างทางเดินไปขึ้นรถ เดินสวนทางกับนักเที่ยวกลางคืนพื้นที่เมืองพัทยา เห็นเราทรงเครื่องวิ่งเทรลแต่เช้ามืด ผู้หญิงร่างใหญ่หันไปพูดกับเพื่อนร่วมทางที่เป็นผู้ฉิงแบบตั้งใจให้เราได้ยินว่า
“เพื่ออะไรวะ” แล้วก็หัวเราะด้วยจริตจะก้านที่สั่งสมมาทั้งชีวิต

พอได้ยินอย่างนั้นก็ไม่รู้จะสมเพชตัวเองหรือสมเพชเค้า เค้าก็คงไม่เข้าใจว่ามึงจะแต่งตัวแบบนี้ทำไมกลางเมืองพัทยา ส่วนเราก็มีคำถาม ว่าเค้าต้องรอพระอาทิตย์ขึ้นก่อนเข้านอนหรือเปล่า
ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้หญิงนั่งริมบาร์ที่คาดว่าคงเปิด 24 ชั่วโมง ทักลอร่าว่า “ไปวิ่งเหรอ กี่โมงนี่” เค้าถามเป็นภาษาอังกฤษ แต่ลอร่าก็ตอบไปด้วยภาษาไทยชัดเจน “6 โมง” เราไม่ใช่แค่แปลกถิ่น แต่เรายังแปลกหน้าและแปลกแยก 

ก่อนเวลาปล่อยตัวเราพากันไปยืนแถวหน้า ถ่ายเซลฟี่กันพอประมาณ แฮ็งค์บอกว่า
“ไอวิ่งไม่เร็วไม่อยากยืนตรงนี้เลย”
พอสัญญาณปล่อยตัวเท่านั่นแหละ แฮ็งค์เป็นคนแรกที่วิ่งนำหน้าพวกเรา ตามด้วยลุงนีโน่ 50 เมตร 100 เมตร แล้วพวกเขาก็หายไปจากลานสายตาของฉัน
“อะไรคือวิ่งไม่เร็วของแฮ็งค์”

ว่ากันด้วยเรื่องสนาม ปีนี้ดูมีสีเขียวมากกว่าปีที่แล้ว สงสัยฝนตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่าบริบูรณ์ตามที่พระโคท่านเสี่ยงทายไว้ แรกๆ ทางก็ราบดีอยู่หรอก แต่มีทรายตลอดทาง เสมือนแต่งเครื่องวิ่งเทรลไปงานบิกินีรันแถวบางแสน ทรายเยอะสมเป็นเมืองชายทะเลทั้งที่ตรงนี้มันป่าเขาชัดๆ แต่โชคยังมีอยู่บ้าง เพราะมีฝนมาก่อนหน้านั้นเลยทำให้ทรายไม่ร่วนมาก แต่ทรายก็คือทราย แทรกซึมได้ทุกอณูของรองเท้า ขอบคุณแซนดี้ที่รักสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น บางจังหวะก็เห็นหลายคนหยุดทำความสะอาดรองเท้า ดูจากรูปทรงแล้วคงจะซื้อรองเท้ามาใหม่ “วิ่งเทรลแล้วกลัวรองเท้าเปื้อน?” ชักไม่ค่อยเข้าใจตรรกะของคนสมัยนี้ และเซลฟี่พร้อมหน้าปังเหมือนกำลังเดินช็อปปิ้งที่พารากอน  คำถามวิ่งปร๊าดผ่านร่องสมอง “เครื่องสำอางยี่ห้อไหนวะ? ติดทนจนขนาดวิ่งจบ 21 กิโลฯ ได้” บริษัทเครื่องสำอางควรติดต่อไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ รับรองขายดี

ระหว่างทางตัดผ่านถนนคอนกรีตบ้าง แต่อย่างว่าละนะ คอนกรีตของสนามเทรลจะเรียบเหมือนถนนสุขุมวิทก็คงไม่ใช่ เป็นเนินคอนกรีตขาลง มองไปสุดลูกหูลูกตา ห่าจวก!! ขาลงว่ายาวแล้ว ขาขึ้นอีกเนินของถนนยาวกว่า!!           ผ่านไปสักพักน่าจะประมาณกิโลเมตรที่ 7 หรือ 8 เริ่มไต่เขา แม้จะเป็นเขาเตี้ยๆ ก็ทำเอากล้ามเนื้อ Quadriceps โอดโอยได้ไม่ใช่น้อย มีขึ้นก็ต้องมีลงจริงมั้ย ขาลงนี่สิ หยุดไม่อยู่ ด้วยแรงโน้มถ่วง คาดว่าคงเป็นทางน้ำไหลเพราะมีร่องเยอะ ทางไม่กว้าง แต่ถึงกระนั้นก็ลงได้ทีละคน ถ้าคิดจะแซงกันต้องให้สัญญาณนะคะ เพราะจังหวะไม่ดีชนกันเข้า ได้กลิ้งลงเขาแทนวิ่งเป็นแถวเลยล่ะค่ะ
           
ถึงแม้จะชันแต่ก็ยังพอวิ่งลงได้ การได้ดูพี่จา พนม จากต้มยำกุ้งก็มีประโยชน์นะ เพราะมโนเอาว่าเลียนแบบพี่จา หากตั้งหน้าตั้งตาวิ่งลงมาตรงๆ คงได้หน้าทิ่มจูบหินจูบทราย ในเมื่อมีร่อง มีผนังของร่องน้ำทั้งหลาย ก็ใช้ซะ ใช้ซะให้เต็มตีน กระโดดยันผนังฝั่งซ้าย เพื่อส่งกำลังยันผนังฝั่งขวา พาตัวลงมาข้างล่างอย่างสนุกสนาน พอมีร่องพอให้เป็นจุดสกัดความหน้าทิ่มได้ ก็ไม่ลืมใช้บริการอย่างซาบซึ้งในพระคุณ เทคนิคเอาตัวรอดมีเท่าไหร่ขุดมาใช้กับการลงเขาครั้งนี้ให้หมด ณ ขณะนั้นเพลงจากหูฟังกำลังเล่น “Living in the moment” ของ Jason Mraz แหมะ!! มันช่างเหมาะเจาะ เพราะถ้าไม่ Living in the moment มีหวัง ได้เอาหน้าวัดหินแถวนั้นแน่ๆ
            
วิ่งลงเขามาพร้อมๆ กับ The Beatles และ Jason Mraz สลับกันปลุกปลอบ บางทีก็มีพี่ป้าง และพี่กบ ทรงสิทธิ์ มาแจม จนมาถึงทางราบบ้าง มีป้ายบอกทางกิโลเมตรที่14 เขียนกำกับว่า “It’s another hill, let’s get over it” ขอบพระคุณในกำลังใจค่ะ
กำลังจะไต่ขึ้นเขา เพลง “Rude” ของ Magic ก็บรรเลง เอาอีกแล้วววว!! กุควรเต้นขึ้นเขาดีมั้ยนิ แต่พิจารณาจากสภาพแวดล้อมแล้วเดี๋ยวเจ้าป่าเจ้าเขาไม่เอ็นดูหาว่า “อีหนูนี่แรด” ขออภัยที่ไม่สุภาพ ก็เพลงมัน Rude นี่ ทำได้เพียงทำไม้ทำมือตามดนตรี แต่จังหวะเงยหน้ามองทางเห็นคนข้างหน้ากำลังเซลฟี่ลงมาตอนที่ฉันกำลังร่ายไม้ร่ายมือตามเพลงขณะไต่ขึ้น ขอให้ภาพนั้นไม่ติดฉันไปด้วย แต่ดูจากอาการซ่อนยิ้มของคนข้างหน้าแล้ว อยากจะร้องบอกตามเพลง “Why you gotta be so rude? (ทำไมถึงได้หยาบคายกับชั้นอย่างนี้) จำใจต้องรีบไต่นำหน้าเพื่อซ่อนความอาย
            
ขาลงเขาคราวนี้ไม่ค่อยต่างกับคราวแรก เพียงแต่ลื่นหินมากกว่า มีจังหวะหนึ่งที่เกือบหน้าทิ่ม แถมตะคริวจับน่องและฝ่าเท้าซ้ายอีก คงเกิดจากการเกร็งขายั้งตัว ต้องหยุดปฐมพยาบาลตัวเองให้พอไปได้ บางทีก็เคยถามตัวเองนะ ว่าทำไมต้องมาทรมานตัวเองด้วย เหมือนมาบำเพ็ญทุกกรกิริยา แต่ถามไปก็ไร้บอย เพราะยังไงก็มาแล้ว วิ่งแล้ว ปีนแล้ว ก็ต้องทำให้จบ (สินะ)
            
วิ่งลงเขามาถึงกิโลเมตรที่ 17 เจอลอร่าระหว่างทาง กำลังขากะเผลก คงเจ็บซ้ำเข่าข้างเดิม ด้วยหัวใจนักสู้นางบอกว่าไปก่อนเลย ไม่ต้องรอ และด้วยความปวดฉี่เหลือเกิน จึงบอกนางว่า ปวดฉี่ขอไปก่อนนะ ได้ยินแต่เสียงหัวเราะไล่หลังมา
            
ความทรมานอีกอย่างหนึ่งคือการปวดฉี่ระหว่างวิ่ง วิ่งมาได้อีกประมาณ1 กิโลฯ เจอรถห้องน้ำ ทีแรกกะจะไปเข้าที่เส้นชัยเลยแต่คงได้ราดระหว่างทางแน่ เอาวะ! รถห้องน้ำก็ยังดีกว่าฉี่ราด
            
คราวนี้อีก 3 กิโลที่เหลือแดดเริ่มออก มองนาฬิกา โอ้โห! นี่เราใช้เวลาไปเกือบ 3 ชั่วโมงเลยรึนี่ เป้าหมายคือไม่เกิน 3 ชั่วโมง รอไรละคะ? วิ่งค่ะ อย่าเดิน!นี่สมองสั่ง แต่สำหรับขาเหรอ กุไม่สนแล้วเวล่ำเวลาน่ะ ถึงเส้นชัยก็พอ เป็น 3 กิโลเมตรที่ไม่อยากจะวิ่งเลย
            
และแล้วเราก็ลากสังขารมาถึงเส้นชัย ท่ามกลางเสียงถกเถียงของสมองและ 2 ขา จบด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 55 นาที ครั้งนี้สมองชนะ หลังได้เหรียญมาคล้องคอ เดินไปเอาเสื้อ Finisher เจ้าหน้าที่ถาม “ไซส์อะไรคะ?” พูดยังพูดไม่ออกเลย จนเค้าต้องชี้ไปที่ S หรือ XS ให้เราเลือก กว่าจะออกคำว่า S ได้ทำเอาเรียกเสียงฮาจากเจ้าหน้าที่แถวนั้นได้หลายเดซิเบล
            
หลังจากนั้นอีกไม่นานลอร่าก็ตามเข้ามาติดๆ ส่วนคนอื่นๆ เข้ามาก่อนหน้าเรานานมากแล้ว รอจนจะหลับ (ฮา) เราชักภาพพอเป็นกระสัยให้ได้ลงโซเชียลอวดกันบ้าง แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกลับที่พักอาบน้ำ พักผ่อนตามความสะดวก ก่อนกลับกรุงเทพฯ
            
ฉันเก็บระยะฮาฟมาราธอนของไทเกอร์บาล์มมาทุกสนามแล้ว เหมือนทรมานบันเทิงกับยาหม่องยี่ห้อนี้บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ตั้งแต่แดดร้อนแรงที่หัวหินเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ขอเสนอชื่อว่าสนามซันนี่ (sunny) คลุกโคลนคลุกตมที่เขาใหญ่ สนามมัดดี้ (muddy) และสนามนี้ขอให้ชื่อเพราะๆ ว่าน้องแซนดี้(sandy) เข้าใจแล้วที่ว่ายาก หมายถึงตอนลงเขากับฝ่าผืนทรายนี่เอง หวังก็เพียงว่านับจากนี้จะไม่เจอสนามเรนนี่ (rainy) ก็พอ

ชีวิตก็เหมือนการวิ่งเทรล ย้ำนะว่าวิ่งเทรล เพราะมีทั้งขึ้นทั้งลง มีร่องและมีหลุม มีไม่กี่คนหรอกที่จะวิ่งกับเราได้จนสุดทาง เพราะอุปสรรคของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อ้าว! ลากเข้าดราม่าซะงั้น พอๆ ช่วงนี้ชีวิตดราม่าพอแล้ว จบเถอะค่ะ ขอให้มีความสุขกับการอ่านพอๆ กับคนเขียนสนุกกับเทรลนะคะ

สะเก็ดดาว
SHARE
Written in this book
มาราธอนที่รัก
ร่วมการเดินทางสายมาราธอน พร้อมเสียงปรบมือ เสียงหัวเราะ เสียงสะอื้น หยาดเหงื่อและหยดน้ำตาไปพร้อมๆ กันค่ะ หวังว่าจะสร้างความรื่นรมย์ให้ใครก็ตามที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนที่นี่นะคะ
Writer
Kae_Sketdaow
Writerrunner
You are what you read

Comments