ฟรีแลนซ์กับความน่ากลัวของค่าจ้าง

จากการที่เราทำงานพวกแปลและเขียน เรามักเจอกับบทสนทนาตัดพ้อว่าเหตุใด คนไทยถึงให้คุณค่ากับงานศิลป์น้อยหนัก เห็นได้จากค่าจ้างที่ต่อแล้วต่ออีก จ้างราวกับฟรีแลนซ์แต่ละคนอิ่มทิพย์ เพื่อนๆหลายคนพยายามสร้างมาตรฐานราคาเพื่อความเป็นธรรมแก่อาชีพที่คนทั่วไปมองว่า ใช้แค่คอมอย่างเดียวจะอะไรนักหนา โดยลืมคิดว่า เรายังมีค่าเรียน ค่าประสบการณ์ ค่าไฟ ค่าใช้จ่าย ค่าความสร้างสรรค์ และค่าจิปาถะต่างๆที่อาชีพอิสระต้องการเหมือนกับมนุษย์เงินเดือนคนอื่นๆ

เมื่อเร็วๆนี้ เราเห็นว่ามีนักเขียนคนหนึ่งโพสตามหานักวาดปกนิยายสำหรับขายเป็นอีบุ๊ค โดยจ้างในราคาแค่ 350 บาท (เราจะแยกกับกรณีงานเขียนเป็นนิยายแฟนฟิคหรือเปิดอ่านฟรีนะ) ความสงสัยเกิดขึ้นในใจ เขาคิดว่านักวาดเสกขึ้นมาเหรอ เขาถึงกำหนดราคาเงินมาให้นักวาดแค่นี้ ทั้งๆที่ราคาปกติ (ในความหมายที่มองว่าเป็นผลงานที่มีมาตรฐาน) ควรจะ 2000 บาทขึ้นไป ยิ่งสำหรับขายแล้ว คุณจะไม่คิดหน่อยเหรอ

ไม่ใช่แค่นักแปลที่ถูกกดราคา ไม่ใช่แค่นักเขียนที่ถูกตีค่าราคาตัวอักษรน้อยนิด แต่เหล่าเพื่อนๆที่ทำงานกราฟฟิคล้วนประสบปัญหาเดียวกัน จึงไม่แปลก หากเราจะจะเห็นงานแปลห่วยๆ หากเราจะเห็นนิยายด้อยคุณภาพ มีแต่ฉากขายฟิน เขียนเพื่อเอาใจคนอ่านประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ หรือแม้แต่บทความซ้ำๆที่แปลมาจากต่างประเทศ มากกว่าเขียนขึ้นมาใหม่ ยังมีปกนิยายที่ออกมาในรูปแบบซ้ำๆกัน ปราศจากความสร้างสรรค์ในเชิงศิลป์ แต่เป็นแพทเทิร์นที่ออกมาราวกับสินค้าล็อตเดิมๆมากกว่าผลงาน
เราจะให้คนมาให้คุณค่ากับงานของเราได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่ให้คุณค่ากับงานของเพื่อนร่วมอาชีพ

นักเขียนคนนั้นขายอีบุ๊คในราคา 450 บาท แต่เขาจ้างคนวาดปกเพียงแค่ 350 บาท

เรายังพบอีกว่าเขาตั้งราคา 450 เพื่อบอกนักอ่านว่าลดราคาเหลือเพียง 150 บาท

เราเห็นความไม่จริงใจของเขาที่มีต่อนักอ่าน ทั้งการจ้างงานราคาถูก เพื่องานถูกๆ แต่ตั้งราคาสูง เพื่อหลอกขายแบบถูกๆ

เขาให้คุณค่ากับงานศิลป์บนผลงานตัวเองเพียงแค่นี้เองเหรอ มันสะท้อนถึงการให้คุณค่าผลงานของตัวเองด้วยหรือไม่

แน่นอนว่ามีนักวาดรับราคานี้ เช่นเดียวกับกรณีจ้างงาน Info graphic ในราคา 300 บาท
ผู้ว่าจ้างทำงานแปลเหมือนกัน

มันเป็นวัฏจักรที่น่ากลัว เมื่อคนอาชีพเดียวกันขูดรีดราคากันเอง แก่งแย่งราคาถูกเพื่อเอางาน พวกเขาไม่คำนึงถึงอนาคตว่าตัวเองต้องรับงานอีกกี่งานกับราคาเท่านี้ ถึงจะเอาตัวรอดและเติบโตในสายงาน ผลงานของพวกเขาจะไม่มีวันถูกมองว่ามีคุณค่า มีราคา เพราะตัวเขาเองตัดสินคุณค่าความรู้ ประสบการณ์ และผลงานออกมาแค่นี้

พวกเขาอาจคิดแค่นี้จริงๆ ใครดีใครได้ แต่มันกระทบไปทั้งวงการ และแน่นอน มันกระทบตัวพวกเขาเองด้วยเมื่อเวลาผ่านไป

ตลกร้าย เมื่อผลงานที่สร้างขึ้นแบบลวกๆกลับติดตลาดเสียด้วย

เราไม่เข้าใจเลย เราเหนื่อย เพราะการออกมาเรียกร้องเหมือนออกมายืนพูดคนเดียว

บทความนี้คงเป็นแค่บทความระบาย และขอความร่วมมือ หากใครเห็นด้วย หรือเข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อ

เราแค่หวังว่า ก่อนที่เราจะต่อว่าคนข้างนอกที่ไม่ให้คุณค่ากับงานพวกนี้ เราควรหันกลับมามองเพื่อนร่วมวงการด้วยกันก่อนดีไหม ในเมื่อบางคนยังไม่เห็นใจเพื่อนร่วมอาชีพ ไม่ให้คุณค่างานของคนอื่น คงยาก ที่ปัญหาการกดราคาหรือราคาขูดรีดจะหายไป ในเมื่อคนเหล่านี้ กลับทำให้ราคาที่ไม่เป็นธรรมกลายเป็นมาตรฐานของลูกค้าเสียเอง


SHARE
Writer
Jesjournal
Author
https://www.facebook.com/jesjournal90/ https://fictionlog.co/Jes

Comments