Forget AlphaGo. Deepmind is not going deeper, but wider
เมื่อเดือนก่อน AlphaGo แสดงให้โลกได้เห็นแล้วว่า AI สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ในเกมส์กระดานหมากล้อมไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ เข้าขั้นเทพเจ้าหมากล้อมที่มนุษย์อาจจะไม่มีวันเทียบเคียงได้อีกต่อไป AlphaGo เอาชนะนักเล่นหมากล้อมชาวจีนมือหนึ่งของโลก Ke Jie ไปอย่างขาดรอย 3-0 กระดาน โดยกระดานแรก Ke Jie แพ้ไปด้วยคะแนนเพียงเฉียดฉิว 0.5 แต้ม แต่สองกระดานสุดท้าย Ke Jie ต้องขอยอมแพ้กลางทาง ระหว่างสัมภาษณ์หลังจบเกมส์เขาถึงกลับกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจเอาไว้ไม่ได้เลยทีเดียว

เราพ่ายแพ้ เราร้องไห้ แต่ทั้งที่ AI ชนะ กลับไม่มีรอยยิ้มใดๆให้เห็น
นี่คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างมนุษย์กับแมชชีน เรามีอารมณ์ความรู้สึกขึ้นลงตามระดับความตึงเครียดของสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า บ่อยครั้งการตัดสินใจที่ใช้ “gut feelings” มากกว่า “reasoning” หรือสัญชาตญาณมากกว่าหลักเหตุผลนำมาซึ่งความผิดพลาดที่ต้องคอยตามแก้ไขปัญหาในภายหลัง แต่ AI ไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อถูกกำหนดเป้าหมายให้ทำงานชิ้นหนึ่ง มันก็จะมุ่งหน้าทำตามนั้นโดยที่ไม่มี “ความรู้สึก” เข้ามาเป็นตัวแปรในการตัดสินใจ ใช้เหตุผลชั่งน้ำหนักซ้ายขวาแล้วไปต่อ อย่าง AlphaGo ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เล่นหมากล้อม หลังจากนั้นก็ใช้ข้อมูลดิบมากมาย (รูปแบบการเล่นเกมส์หมากล้อมของเล่นมืออาชีพ) ในการสร้างและวิเคราะห์ความรู้โดยไม่มีการชี้นำ ทำซ้ำๆและค่อยๆพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ (trials & erros) โดยใช้ระบบการให้รางวัล (rewards & punishments) เป็นตัวกำหนดเส้นทาง นี่คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Deepmind (บริษัทที่สร้าง AlphaGo) ที่เรียกว่า “Deep Reinforcement Learning”

เมื่อจบเกมส์การแข่งขัน Deepmind ก็ช็อคโลกอีกครั้งด้วยการประกาศว่าจะหยุดการพัฒนา AlphaGo ไว้เพียงเท่านี้ ทางบริษัทจะตีพิมพ์เอกสารวิจัยชิ้นสุดท้ายว่าพัฒนา AlphaGo ไปอย่างไรบ้าง เผยแพร่บันทึกหมากของ AlphaGo ที่เล่นแข่งกันเอง 50 เกม และจะนำอัลกอริทึมของ AlphaGo มาสร้างเป็นเครื่องมือวิเคราะห์หมาก เพื่อสอนว่า AlphaGo มีวิธีคิดอย่างไรในการเดินหมากแต่ละตาอีกด้วย และหลังจากนี้พวกเขาจะใช้สิ่งที่เรียนรู้มาทั้งหมดเพื่อพัฒนา AI ในสาขาวิทยาศาสตร์อื่นๆเพื่อจัดการกับปัญหาที่ท้าทายมนุษย์กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ และหวังว่า AlphaGo จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
“[…]We plan to bring that same excitement and insight to a range of new fields, and try to address some of the most important and urgent scientific challenges of our time. We hope that the story of AlphaGo is just the beginning.”
AI ที่อยู่เบื้องหลัง AlphaGo มีความสามารถเกินมนุษย์ในการเล่นหมากล้อมเข้าขั้นเทพก็จริง แต่มันก็มีจุดอ่อนที่ด้อยกว่ามนุษย์วัยสองขวบด้วยเหมือนกัน มันอาจจะมีความสามารถในการแยกแยะสิ่งของได้ไม่ยากนัก เช่น “สุนัข” หรือ “แมว” แต่มันจะงงแด๊กทันทีถ้าสุนัขเกิดวิ่งไล่แมว เพราะมันไม่มีความสามารถในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างของต่างๆได้ ซึ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหนือกว่า AI และมันเป็นหลักพื้นฐานของการแก้ไขปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นผมเห็นเศษขยะที่วางอยู่บนโต๊ะก็ตัดสินใจเอาไปโยนถังขยะ เป็นงานง่ายๆสำหรับมนุษย์ ระบบการทำงานของสมองเราโดยธรรมชาติคือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน แต่สำหรับ AI ถังขยะกับเศษขยะไม่มีความสัมพันธ์กันแม้แต่น้อย มันเป็นสิ่งของสองสิ่งที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง (ถ้าเราไม่ได้บอกมันอะนะ)

นี่แหละคือเป้าหมายต่อไปของ Deepmind ที่กำลังพัฒนา AI ให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของสองสิ่งเข้าด้วยกัน (ถังขยะกับเศษขยะ) และเข้าใจพฤติกรรมโต้ตอบระหว่างสิ่งของที่เคลื่อนไหว (สุนัขวิ่งไล่แมว)​

สำหรับส่วนของข้อแรก นักวิจัยของ Deepmind ใช้เซ็ตข้อมูลของวัตถุแบบง่ายๆเพื่อป้อนให้กับ AI (เรียกว่า CLEVR) โดยหลังจากพัฒนาไปเรื่อยๆ AI สามารถบอกได้ว่าสิ่งของอันไหนอยู่ใกล้หรือไกลกว่ากัน หรือตอบคำถามง่ายๆได้อย่างแม่นยำว่าสิ่งของชิ้นไหนอยู่ใกล้ที่สุด ผลลัพธ์โดยรวมเป็นที่น่าพอใจและดีกว่าทุกอย่างที่เทคโนโลยี AI มีมา (ฟังดูง่อยๆนะ แต่บอกแล้วว่า AI มีจุดอ่อนที่ด้อยกว่าเด็กสองขวบ)

ส่วนในข้อที่สอง Deepmind ได้มีการทดลองใช้ระบบ Machine Learning ที่ดัดแปลงแล้วเพื่อเรียนรู้ที่จะคาดเดาพฤติกรรมของสิ่งของในรูปแบบสองมิติได้สำเร็จแล้ว สำหรับมนุษย์แล้วเราทำอยู่ตลอดเวลาในโลกสามมิติเช่นการรับลูกบอลที่โยนมาหรือการขับรถบนท้องถนน มีการทดสอบทางจิตวิทยาที่บอกไว้ว่ามนุษย์มีระบบ “สัญชาตญาณทางฟิสิกส์” ที่คาดเดาผลกระทบของการเคลื่อนที่ของสิ่งของฝังอยู่ในตัวอยู่แล้ว มันเป็นระบบอันซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากกว่าการที่ AI แค่บอกได้ว่าสิ่งของตรงหน้านั้นคืออะไร

ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ด้านบนจะไม่หวือหวาเหมือนอย่างที่ AlphaGo ได้ทำเอาไว้เมื่อเดือนก่อน แต่มันเป็นการทดลองพัฒนาไปในทางที่ AI ควรจะเป็น เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเราพัฒนา AI ให้ทำงานแคบๆที่เฉพาะเจาะจงเพียงอย่างเดียวมาตลอด และถ้าเราอยากได้ Artificial Intelligence ที่ Intelligent จริงๆแล้วล่ะก็​ เราต้องทำให้ AI มีความฉลาดที่คล้ายคลึงกับการแก้ไขปัญหาของมนุษย์เข้าไปด้วย

ความสามารถในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของต่างๆเป็นก้าวแรกของการสร้าง AI ที่ฉลาดมากขึ้น แต่นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนและยังมีอีกหลายอย่างที่แมชชีนยังไม่สามารถเทียบเคียงได้กับพวกเรา การสร้าง AI ที่สามารถเอาชนะมนุษย์ได้แค่ในด้านใดด้านหนึ่งอย่าง AlphaGo ไม่ได้หมายความว่าเราได้สร้าง AI ที่เป็นอัจฉริยะที่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้แล้ว

ก้าวต่อไปของ Deepmind คือการสร้าง AI ที่สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือการสร้าง General Purpose AI ที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ในงานด้านต่างๆได้มากกว่าการเล่นหมากล้อมเพียงเท่านั้น

ตรงนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะกับเทคโนโลยี AI ของ Deepmind เท่านั้น แต่สำหรับอนาคตของมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้ามนุษย์ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับ AI มากขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การที่ AI ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเจาะลึกเฉพาะเจาะจงทำงานใดงานหนึ่งนั้น จะทำให้ AI ที่มีความสามารถรอบด้านมากขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับงานที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆได้เหมือนกับมนุษย์เราทุกคนนี้แหละ ซึ่งพอวันนั้นมาถึงจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามนุษย์จะยังมีความสามารถอะไรที่พิเศษมากกว่า AI หลงเหลืออยู่หรือเปล่า

ระหว่างที่รอให้วันพรุ่งนี้ที่เกิดขึ้นแล้วมาถึง ลองมาคิดกันเล่นๆว่าถ้าเกิดวันหนึ่ง AI ไม่ได้มีเพียงความสามารถที่เหนือมนุษย์ทุกด้าน แต่ถูกพัฒนาจนสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาได้อีกด้วยหล่ะ? 

รอยยิ้มของ AI ในวันนั้นคงเป็นภาพที่ชวนขนลุกไม่น้อยเลยทีเดียว

....

ติดตามอ่านงานแบบนี้ได้จาก https://bookster.blog/ ครับ


ลิ้งค์อ้างอิง

https://goo.gl/G5uQyk
https://goo.gl/kyMTyM
https://goo.gl/yn5WMJ
https://goo.gl/nMkPdJ
https://goo.gl/hrXjz7
https://goo.gl/WFJ71d
https://goo.gl/sfcUQT
https://goo.gl/5p6Egh
SHARE
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

BlueRaincoat
2 years ago
อ่านจบแล้วรู้สึกว่าก่อนตายจากโลกนี้ไปน่าจะได้เห็นหุ่นยนต์แบบหนังเรื่อง a.i เป็นแน่
Reply
sopons
2 years ago
อาจจะไม่ไกลเกินไปแล้วครับ