เมื่อพวกเรากำลังใช้ชีวิตแบบ Slow Life โดยไม่รู้ตัว
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแม้แต่คุณเองที่กำลังอ่านบทความของเราอยู่ ก็เป็นคนหนึ่งที่มีมุมหันมาใช้ชีวิตแบบ Slow Life คือคุณเริ่มโฟกัสกับปัจจุบันและเริ่มแบ่งเวลาให้ต่อสิ่งที่คุณชอบและกำลังสนใจ แต่คุณรู้หรือเปล่าต่อให้คุณไม่ได้กำลังอ่านบทความนี้อยู่ พวกเราส่วนมากก็กำลังใช้ชีวิตแบบ Slow Life อย่างไม่รู้ตัว

ทฤษฎี Slow Life 
Slow Life คืออะไรกันแน่ การใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อยไปวันๆโดยไร้จุดหมายอย่างนั้นเหรอ ก็อาจจะใช่ แล้วสงสัยกันไหมว่า จริงๆแล้วคนในยุคก่อนๆใช้ชีวิตแบบ Slow Life กันหรือเปล่า?
ความจริงแล้ว  Slow Life เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งของสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับความหนาแน่นของประชากรและการใช้ทรัพยากรในที่ใดที่หนึ่ง เมื่อความหนาแน่นของจำนวนประชากรของสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งเพิ่มมากขึ้น ทรัพยากรจะเริ่มเหลือน้อยลงและต้องใช้กำลังในการแย่งชิงมาก การมีชีวิตอย่างหรูหรา ฟู่ฟ่าด้วยทรัพากรเหลือเฟือมากมายเริ่มแสดงความเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆก็จะเริ่มมีลูกช้าลง และมีลูกไม่มาก จะทุ่มเททรัพยากรที่มีให้ลูกคนเดียวอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น ช้าง ที่พวกมันมักมีลูกทีละตัวและใช้เวลานานกว่าจะเลี้ยงตัวหนึ่งโตขึ้นได้ และจะเริ่มมีลูกอีกครั้งเมื่อลูกช้างตัวแรกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว แต่จำนวนประชากรช้างก็ไม่ได้มีเยอะแถมน้อยลงๆอีกด้วย เหตุผลนี้ก็ไม่ต้องคาดเดาเลยค่ะเป็นเพราะว่ามันถูกมนุษย์อย่างเราล่าไปและทำลายที่อยู่อาศัยของมัน 

ส่วนในมนุษย์นั้น สังคมแบบ Slow Life ก็จะมีตัวชี้วัดที่ต่างออกไปจากสัตว์เช่น ประชากรในพื้นที่นั้นๆหนาแน่น คนเริ่มแต่งงานช้าลง มีลูกกันช้าลงและมีลูกไม่มากคือไม่เกิน3คนและส่วนมากมีเพียงคนเดียว ทุ่มเททรัพยากรในการเลี้ยงดูลูกๆอย่างเต็มที่ และมีอายุยืนยาวขึ้น 

เราอาจจะสังเกตได้ว่าคนรุ่นใหม่อย่างพวกเรานั้นแต่งงานกันช้ากว่าคนรุ่นเก่าอย่างพ่อ-แม่ของเรา คนรุ่นเรามักจะแต่งงานหลังอายุ25กันไปแล้ว ในขณะที่รุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ พ่อ-แม่ของเรานั้น อาจจะแต่งงานกันตั้งแต่ช่วง20ต้นๆ หรือเร็วกว่านั้นคือ 16-19ปี ซึ่งมันก็สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วๆโลก หลังจากสงครามโลกครั้งที่2 เทคโนโลยีทางการแพทยืเจริญก้าวหน้ามากขึ้นและได้เกิดยุค"เบบี้บูมเมอร์"ขึ้น เด็กๆรอดชีวิตกันมากขึ้น และมนุษย์มีอายุที่ยืนยาวขึ้น ทำให้จำนวนประชากรโลกต่างเพิ่มมากขึ้น จนปัจจุบันคือราว7พัน2ร้อยกว่าล้านคน และคาดว่าจะทะลุถึง9พันล้านคนในปี2020 ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวก็อาจต้องเปลี่ยนไป เมื่อมนุษย์เริ่มหันมาใช้ชีวิตกันแบบ Slow Life มากขึ้น อย่างในประเทศสิงคโปร์ที่คนเริ่มมีลูกกันน้อยลง 20%จากงบประมาณแผ่นดินถูกส่งไปพัฒนาด้านการศึกษา และมีจำนวนเด็กๆในโรงเรียนเตรียมอนุบาลและชั้นประถมมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการลงทุนด้านการศึกษา และมอบทรัพยากรจำนวนมากให้แก่เด็กๆ อย่างรัฐบาลจีนที่มีนำเทรนด์ Slow Life ก่อนใครเพื่อนด้วยกฎหมายมีลูกคนเดียวเนื่องจากปัญหาความหนาแน่นของประชากร แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ก็มีการทำสำรวจเรื่องนี้และพบว่าชาวอเมริกันเลือกที่จะมีลูกคนเดียวกันมากขึ้นและโฟกัสแผนทางการเงินระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในสังคมญี่ปุ่นเองอาจพูดได้ว่าเป็นความ Slow Life ขึ้นสุด เมื่อเขาคือสังคมผู้สูงอายุ

และเมื่อไม่กี่ปีมานี้คำว่า "Slow Life" ก็ได้เข้ามาสู่สังคมไทยอย่างมากมาย แน่นอนพฤติกรรมขอมนุษย์ผู้ทรงอารยธรรมขั้นสูงจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ การมีลูกช้าอะไรทำนองนั้นเท่านั้น แต่มันแผ่ขยายไปถึงพฤติกรรมอื่นๆ เช่น แนวการท่องเที่ยว การชื่นชมธรรมชาติและศิลปะ เป็นต้น 

ผู้คนต่างเริ่มเลียนแบบการใช้ชีวิตแบบ อาร์ตๆ แนวๆ กิน เที่ยว ถ่ายรูปธรรมชาติลงในสื่อโซเชียลมิเดียต่างๆ ติดแฮชแท็ก#สโลวไลฟ์ กันสนุกสนาน โดยหารู้ไม่ว่าถ้าอิงตามทฤษฎี Slow Life แค่เราใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เรียกได้ว่า Slow Life แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าคนไทยทุกคนกำลังใช้ชีวิต Slow Life อย่างแท้จริง เมื่อจำนวนการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรซึ่งขัดกับตัวบ่งชี้ลักษณะสังคมแบบ Slow Life กลับเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงมีข้อย้อนแย้งอีกหลายประการที่เห็นได้ชัดซึ่งเป็นที่น่าศึกษาต่อไป อย่างเช่น ประเทศอินเดียแม้ว่าจะมีประชากรหนาแน่นมากแต่ยังใช้ชีวิตกันแบบ Fast Life คือมีลูกเร็วและหลายคนทำให้เกิดภาวะเสื่อมโทรมหลายๆอย่างตามมาในสังคม เช่น ความยากจน โรคระบาด คดีอาชญกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งมองๆแล้วก็มีแต่ผลเสียแต่ก็น่าสนใจที่แล้วทำไมพวกเขาถึงยังใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไป 

แหล่งอ้างอิง
https://www.psychologytoday.com/blog/sex-murder-and-the-meaning-life/201706/why-are-crowded-city-dwellers-living-the-slow-life 
SHARE

Comments

transai
2 years ago
จริงของคุณนะ คนไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น คนมีลูกน้อยลง คนวัยทำงานก็น้อยลง
Reply
ENOLA
2 years ago
ใช่แล้วค่ะ มันเป็นปกติของโลกใบนี้ พอมนุษย์มีเยอะมากๆ สัญชาติญาณเราก็จะเริ่มหาทางออก เพื่อไม่ให้ทรัพยากรมีน้อยกว่าจำนวนประชากรที่บริโภคค่ะ