ภาษาเอเลี่ยนกับกุญแจไขมิติห้วงเวลาจาก Arrival
การใช้ภาษาเชื่อมโยงกับการลำดับกระบวนการคิดของผู้ใช้ บนโลกนี้มีภาษาที่แตกต่างกันมากมาย เป็นเครื่องมือทางสติปัญญาของมนุษย์ที่แสดงให้เห็นว่า เรามีมีสมองเหมือนกันแต่มีกระบวนการคิดที่แตกต่างกัน เป็นความวิเศษ เป็นผลผลิตทางสติปัญญาที่เป็นจุดเริ่มต้นความรุ่งโรจน์ทั้งหมดของเผ่าพันธุ์เรา แล้วภาษาของสิ่งมีชีวิตทรงสติปัญญาอื่นๆล่ะ?ตอนเริ่มต้นของเรื่องเมื่อ ดร.เอียน แย้งดร.หลุยส์ว่า วิทยาศาสตร์ต่างหากที่เป็นจุดเร่ิ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์ ตรงนี้นั้นถ้าเรามองในมุมของดร.หลุยส์ เราคงจะเถียงกลับไปว่า ต่อให้โลกนี้มีวิทยาศาสตร์แต่ปราศจากภาษาที่กำหนดคำเรียกสิ่งต่างๆขึ้นมา ความรู้แห่งศาสตร์เหล่านั้นก็มีไม่มีค่าอะไรเพราะไม่อาจมีใครเข้าใจ ไม่อาจถูกเผยแพร่ได้ 
                                             จุดเริ่มต้นของภาษามนุษย์
     ภาษามีจุดเริ่มต้นมาจากที่เมื่อมนุษย์เริ่มอยู่กันเป็นกลุ่มแล้วเปล่งเสียงสื่อสารกัน สำเนียงและระดับของเสียงที่เฉพาะเจาะจงสื่อความหมายที่เฉพาะเจาะจง การสื่อสารโดยใช้เสียงเป็นขั้นแรกของการมีภาษา ในสัตว์อื่นๆก็ใช้เสียงในการสื่อสารเช่นกัน แต่มนุษย์นั้นพิเศษกว่าโครงสร้างทางสมองและโครงสร้างของอวัยวะที่ใช้เปล่งเสียงของเราสมบูรณ์มากกว่าในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สุนัขอาจเข้าใจความหมายของคำบางคำได้แต่ไม่อาจพูดได้แบบเรา เรามีทั้งสมองส่วนที่ใช้เรียนรู้ภาษา ส่วนที่ตีความหมายของเสียง มีปาก มีกล่องเสียง กระบังลม ลิ้น ริมฝีปาก เหงือก เพดานปาก ครบถ้วนและอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เราสามารถพูดได้และมีภาษาพูดอย่างสมบูรณ์ เมื่อเสียงเฉพาะเสียงหนึ่งมีความหมายแบบหนึ่งในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง การใช้เสียงนั้นสื่อสารระหว่างกันก้กลายเป็นภาษาเกิดขึ้น เช่น เวลาคนไทยต้องการให้คนไทยคนอื่นๆแสดงอาการก้าวขาและเคลื่อนที่ออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเราใช้คำว่า วิ่ง ในขณะที่ชาวตะวันตกออกเสียงว่า ลัน ในกลุ่มคนที่ต่างกันก็มีเสียงเฉพาะที่มีความหมายเฉพาะที่ต่างกันเช่นกัน นี่เป้นจุดเริ่มต้นของภาษาพูด

ต่อมามนุษย์เริ่มมีภาษาเขียน เราอาจบอกได้ว่าการใช้ฝ่ามือจุ่มสีแล้วแปะไปบนผนังถ้ำของมนุษย์ในอดีตนั้นอาจเป็นการถ่ายภาพเซลฟี่รูปแบบแรกในโลกก็เป็นไปได้ ตัวอักษรที่มนุษย์ใช้ในภาษามี2แบบคือ อักษรแทนเสียงและอักษรภาพ โดยอักษรภาพที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบันคือภาษาจีน และอักษรแทนเสียงก็คือภาษาไทย ญี่ปุ่น อังกฤษเป็นต้น อักษรภาพนั้นการใช้แต่ดังเดิมคือการสื่อสารและบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพวาด ภาพเขียน อาจพัฒนามาจากการเขียนภาพตามผนังถ้ำของมนุษยืโบราณ ต่อมาได้ทำให้ง่ายขึ้นโดยกำหนดว่า ภาพนี้หมายถึงอะไร เป็นการสื่อสารโดยอาศัยดวงตาและการมองผ่านภาพที่เห็น ในขณะที่อักษรแทนเสียงใช้แทนเสียงที่พูด ความวิเศาอีกอย่างหนึ่งคือ ภาษาทั้ง2ชนิดนั้นสุดท้ายแล้วก็เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่าง หู ตา และการออกเสียง จึงกลายเป็นภาษาที่สมบูรณ์ อย่างเช่นตอนที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ผ่านอักษรแทนเสียงในภาษาไทย สายตาของคุณมองเห็นตัวอักษรและสระ สมองประมวลผลแทนเสียงลงไปในแต่ละอักษรและสระนั้นๆ รวมกับกลายเป็นคำ และประมวลกลุ่มคำกลายเป็นประโยค ในขณะเดียวกันก็ตีความหมายของคำแต่ละคำและรวมกันกลายเป็นความหมายประโยคนั้นด้วย สมองของเราทำงานเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ?

สรุปแล้วเราสามารถสื่อสารโดยใช้ภาษาได้2ทาง คือผ่านทางเสียงคือการพูดและฟัง ผ่านสายตาคือการดูตัวอักษรและอ่าน

                                        ภาษาและกระบวนการทางความคิด
     หลังจากมนุษย์เริ่มมีภาษาใช้ในการกำหนดเสียงให้ตรงกับความหมายต่างๆ เราก็เริ่มกำหนดสิ่งต่างๆในโลกใบนี้และทุกสิ่งอย่างที่เราพบเห้น เราเริ่มเชื่อมโยงตัวตนของเราเข้ากับคำในภาษานั้นๆ เราเริ่มกำหนดว่า สีเฉดนี้เรียกว่าสีนี้ รสชาติละมุนๆแบบนี้เรียกว่าหวาน หน้าตาแบบนี้เรียกว่าสวย อวัยวะที่ใช้มองดูเรียกว่าตา อวัยวะที่ใช้ฟังเรียกว่าหู คนที่เกิดจากเราเรียกว่าลูก คนที่ให้กำเนิดเราเรียกว่าพ่อและแม่ นับแต่นั้นมามนุษย์เริ่มกำหนดและแบ่งแยกจัดประเภทสิ่งต่างๆในธรรมชาติ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ก่อนที่ภาษาจะเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครจัดหรือแบ่งแยกอะไรต่อมิอะไร ภาษาจึงกลายเป็นต้นกำเนิดของอารยะรรมแต่เครื่องมือในการแบ่งแยกทุกสิ่งทุกอย่างให้ออกจากกันแต่ก็รวบรวมผู้ใช้ภาษาเดียวกันให้กลายเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน เหมือนคุณที่อ่านภาษาไทยออก เข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังเขียน ฉันก็สันนิษฐานว่าคุณคือคนไทยเหมือนฉัน 

กระบวนการทางความคิดผ่านภาษาเริ่มทำให้มนุษย์กำหนดทุกอย่าง และการกำหนดนี้เองในที่สุดมันก็กลายเป็นกฎที่ตีกรอบกระบวนการทางความคิดและการรับรู้ของเรา ภาษาเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการรับรู้โลกใบนี้และทัศนคติหรือมุมมองต่อสิ่งต่างๆรอบตัวเราอีกด้วย เช่น ในภาษาไทยเรามีคำว่า สวรรคตที่แปลว่าตาย เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ซึ่งเมื่อเราเห็นหรือได้ยินคำว่าสวรรคตเราจะรับรู้ได้ทันทีว่ามันแปลว่าตาย แต่เมื่อดูที่ความหมายจริง สวรรคตแปลว่ากลับสวรรค์ แสดงให้เห็นถึงมุมมองของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์ที่มีฐานะเหมือนสมมติเทพและสูงส่งกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าคนๆนั้นจะรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่าสวรรคตหรือไม่ แต่เมื่อได้ยินคำว่าสวรรคตเราก็รู้ทันทีว่าเป็นคำที่ใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ภาษาอังกฤษ คำว่าตายทุกคำเช่น Die Death Mortality ไม่มีคำไหนที่ขยายความไปถึงการกลับสวรรค์เลย นี่แสดงให้เห็นถึงมุมมองและกระบวนการทางความคิดของภาษาและคนที่ใช้

                    เมื่อจุดกำเนิดของเวลาเป็นวงกลมแต่เราเรียบเรียงมันเป็นเส้นตรง
     เมื่อมนุษย์มีภาษาแล้วทำให้เราเริ่มกำหนดสิ่งต่างๆรอบทั้งจักรวาลรวมถึงช่วงของมิติเวลาอีกด้วย ภาษาทำให้เราเข้าใจและรับรู้เวลาได้พิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น สัตว์อื่นๆอาจรับรู้เวลาผ่านลักษณะทางกายภาพที่มากระทบกับมันเช่น มืด สว่าง ร้อน หนาว แบ่งเป็น กลางวัน กลางคืน ฤดูต่างๆเท่านั้นพวกมันอาจสามารถแยกแยะช่วงที่ต่างกันของเวลาได้ ในขณะที่มนุษย์นอกจากจะแยกแยะได้แล้วเรายังเรียบเรียงช่วงเวลาได้อีกด้วย เราเรียงวันเวลาตามชั่วโมง วัน เดือน ปี วันที่21 วันที่22 ปี2017 ปี2018 เราเรียบเรียงช่วงเวลาที่เกิดจากการโคจรในลักษณะวงกลมให้กลายเป็นเส้นตรง กล่าวคือ เวลากลางวันกลางคืนเกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก เวลา1ปีและฤดูกาลที่ต่างกันเกิดจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก ในขณะที่เวลาที่มนุษย์เรียบเรียงเป้นวันจันทร์ อังคาร เดือนมกรา กุมภา ปี2017 ปี2018นั้นค่อยๆก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆเป็นเส้นตรง แต่จุดกำเนิดของเวลาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย โลกก็ยังคงหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ในขณะที่เส้นเวลาของมนุษย์นั้นเรียงไปข้างหน้าเรื่อยๆและยาวขึ้นๆ แล้วจากการแบ่งและเรียบเรียงเวลานี้เองทำให้ภาษาของเราเมื่อเขียนลงไปแล้วเราลำดับมันไปเป็นเส้นตรง อาจพูดได้ว่ากระบวนการทางความคิดของมนุษย์ลำดับเรียงไปเป็นเส้นตรงก็ว่าได้ ทำให้แม้แต่ประโยคที่เรากำลังเขียนอยู่ตอนนี้ก็ถูกเรียงขึ้นทีละคำๆเป็นเส้นตรงในหัวของเรา ในขณะที่คุณอ่านคำทีละคำการแปลความหมายและการตีความก็เป็นไปตามการเรียบเรียงเป็นเส้นตรงของแนวประโยคที่เรากำลังอยู่  

                                     เมื่อภาษาของเราถูกตีกรอบด้วยมิติเวลา
     เราใช้ภาษาในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ และด้วยความสามารถในการรับรู้ช่วงของมิติเวลาและการเรียบเรียงเวลาของเรา ทำให้เราเริ่มใส่เวลาลงไปในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆผ่านภาษา ทำให้การใช้ภาษาและการตีความหมายของเรื่องราวต่างๆถูกจำกัดอยู่ที่ช่วงเวลาที่ถูกใส่ลงไป กระบวนการคิดต่างๆของมนุษย์จึงเป็นไปตามรูปแบบของภาษาที่เราใช้คือถูกจำกัดด้วยช่วงเวลาที่เรากำหนดขึ้นมา นี่เป็นการกำเนิดของTenseหรือกาลในภาษา หรือแม้แต่ภาษาที่ไม่มีกาลเช่นภาษาไทย กล่าวคือ ประโยคและคำในภาษาไทยไม่ถูกเปลี่ยนรูปและเสียงไปตามกาลเวลาเหมือนภาษาอังกฤษแต่อาจใส่คำขยายลงไปเพื่อบ่งบอกว่าการกระทำหรือเรื่องราวนั้นๆเกดิขึ้นเมื่อไหร่ เช่น She was killed ในภาษาอังกฤษเป็นการเล่าเรื่องราวในอดีตที่จบไปแล้ว ในขณะที่ภาษาไทยคือ เธอถูกฆ่า แต่จากประโยคแค่นี้ก็ทำให้เราตีความและจำกัดช่วงเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ว่าเกิดขึ้นในอดีต เกิดขึ้นไปแล้ว หรือเพิ่งเกิดขึ้นแต่จบลงไปแล้วโดยพิจารณาจากบริบทแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆในตอนนั้น จากจุดนี้ทำให้เราเห็นได้ว่าภาษาของมนุษย์ที่ใช้บอกเล่าเรื่องราวนั้นถูกจำกัดด้วยขอบเขตของเวลาที่เราได้กำหนดขึ้นมาเองและจำกัดกระบวนการทางความคิดของเราให้เห็นภาพเพียงแค่ช่วงเวลาที่เราสามารถตีความได้จากประโยค ในขณะที่ภาษาของเอเลี่ยนหรือเฮปตาพ็อดนั้นไม่ได้ถูกเรียงเป็นเส้นตรงเหมือนภาษาของมนุษย์

ต้องยอมรับว่าผู้สร้างหนังมีความเข้าใจด้านภาษามากพอสมควร มนุษย์ไม่อาจเรียนภาษาพูดของพวกเฮปตาพ็อดในหนังได้ เพราะเราไม่มีระบบออกเสียงหรืออวัยวะที่ใช้พูดเหมือนกับเขา เราอาจจะเข้าในใจบางคำแต่เราก็พูดแบบเขาไม่ได้เหมือนกับสุนัขที่สามารถเข้าใจคำบางคำที่มนุษย์พูดได้แต่ไม่อาจพูดโต้ตอบกับเราได้เพราะไม่มีอวัยวะออกเสียงเหมือนเรา ดังนั้นเมื่อนางเอกในเรื่องถูกให้โจทย์ด้วยการตั้งคำถามผู้มาเยือนต่างดาวถึงจุดประสงค์ของการมา เธอจึงเลือกที่จะลองใช้ภาษาเขียนเพราะยังไงเสียเราก็ไม่อาจสื่อสารกับพวกเฮปตาพ็อดผ่านภาษาพูดได้อย่างรวดเร็ว 

                                       ภาษาของเอเลี่ยนไม่ถูกจำกัดโดยเวลา
     ภาษาของเราถูกเขียนและเรียบเรียงเป็นเส้นตรงเหมือนกับการเรียบเรียงและบันทึกช่วงเวลาของเราคือจากอดีต ปัจจุบัน อนาคต แต่ภาษาของพวกเฮปตาพ็อดนั้นแต่ละประโยคจะถูกเขียนเป็นวงกลมซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นรุปแบบเดียวกับที่จุดกำเนิดเวลาเกิดขึ้น คือรูปแบบการหมุนรอบตัวเองของโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในขณะที่เวลาเราได้ยินหรืออ่านคำว่าแม่ การตีความและกระบวนการทางความคิดของเราจะถุกเรียงตามลำดับเวลาคือ อดีต ปัจจุบัน เป็นเส้นตรง ภาพที่เราเห็นจะเป็นภาพแม่ของเราเองในลักาณะทางกายภาพแบบสุดท้ายที่เราได้บันทึกไว้ในความทรงจำ หรือต่อให้เราใส่คำว่า อนาคตลงไป เป็น แม่ในอนาคต ภาพที่เราเห็นก็จะยังเป็นภาพแม่ของเราที่เราลำดับเวลาและประมวลผลลงไปเป็นภาพแม่ของเราที่แก่ขึ้นหรืออาจจะกำลังมีความสุขเพราะเราประสบความสำเร็จแล้วในอนาคต ในขณะที่ภาษาของเฮปตาพ็อดนั้นเขียนทั้งประโยคเป็นรูปวงกลมการรับรู้และการตีความของพวกเฮปตาพ็อดเลยไม่ได้ถูกเรียงลำดับเวลาเป็นเส้นตรงเหมือนของเรา แต่เป็นการสื่อสารโดยใช้ภาษาที่ไม่มีการเรียงช่วงเวลาแบบเส้นตรงมาจำกัด เช่น เมื่อนางเอกได้ยินคำว่าแม่ สิ่งที่เธอเห็นคือเด็กคนหนึ่งที่เรียกเธอว่าแม่ ซึ่งก็คือภาพในอนาคต กล่าวคือเมื่อการตีความและกระบวนการทางความคิดถูกริเริ่มโดยระบบเวลาแบบต้นกำเนิดเวลาคือวงโคจรต่างๆทำให้เราสามารถตีความคำๆหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในวงโคจรนั้นๆได้ กล่าวคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันที่22เดือน6ปี2017 ในวันเดียวกันนี้เองจะมีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นที่วงโคจรตำแหน่งเดิมในอนาคต คือวันที่22เดือน6ปี2018 ภาษาของพวกเฮปตาพ็อดเป็นกุญแจของกระบวนการทางความคิดที่ไม่ได้บอกเล่าเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วเท่านั้น แต่บอกเล่าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในวงโคจรรอบเดิมๆของโลกเราอีกด้วย เพราะภาษาของพวกเขาบอกถึงกระบวนการทางความคิดที่ไม่ได้ถูกเรียบเรียงเป็นเส้นตรงตามเวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต เหมือนของเรา แต่กระบวนการทางความคิดของพวกเขาเป็นลักษณะวงกลมที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตเกิดขึ้นทับซ้อนกันในวงโคจรเดิมๆ นั่นเอง  

ปล.บทความนี้เป็นเพียงสรุปและสมมติฐานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางความคิดของเราเอง ไม่ได้ฟันธงว่าถูกหรือผิด ในโอกาสหน้าจะมาเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่างคอนเซปต์ของหนังเรื่องนี้กับตำนานทางศาสนาในด้านการมองเห็นภาพอดีตและอนาคตให้ได้อ่านกันสนุกๆ ขอบคุณที่ติดตาม
SHARE

Comments