เรื่องเล่าจากตู้ล่าม

ฉันเป็นฟรีแลนซ์ด้านภาษา
วันดีคืนดีก็ได้งานล่าม ทั้งล่ามฉับพลันและล่ามตาม
ซึ่งเป็นงานที่ไม่พบกันบ่อย 
เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟังเผื่อใครกำลังสนใจนะคะ

1. จุดเริ่มต้น

ฉันเริ่มต้นจากจุดเล็กๆก่อน 
นั่นก็คือการสังเกตความรู้สึกของตัวเอง
ว่าชอบความรู้สึกในการทำงานแบบไหน 


ฉันจำได้ว่าตอนที่ทำงานต้อนรับนักท่องเที่ยวที่วังบัคกิ้งแฮมช่วงซัมเมอร์หนึ่ง
หรือตอนที่ช่วยงานอีเวนท์ของมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ
การที่เราได้เป็นสื่อกลางระหว่าง 2-3 ภาษา เป็นเรื่องที่ฉันชอบมาก
มันเหมือนเราเป็นอุปกรณ์ที่ได้เชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าไว้ด้วยกัน
ฉันสนุกที่ได้เป็น "สื่อกลาง" ทำให้คนสองคนได้เข้าใจกัน

เสร็จแล้วตอนกลับมาเมืองไทยแรกๆก็ได้ดูคลิปล่ามท่านหนึ่งแล้วรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจมาก
ดูเป็นงานที่ท้าทาย คือเสียงเข้าเป็นภาษาหนึ่ง
แต่เราต้องพูดออกมาเป็นอีกภาษาหนึ่งในเวลาไม่กี่วินาที
แล้วยังได้ดูคลิปที่นิโคล คิดแมน เล่นเป็นล่ามให้กับสหประชาชาติ
ในหนังเรื่อง The Interpreter เข้าไปอีก 
เก๋อะไรจะปานนั้น!

พอหลายสิ่งรวมกัน มันก็ตกตะกอนว่า
เอาล่ะ  ฉันว่าอาชีพล่ามนี่น่าสนใจมากเลย 
ขอลองดูสักตั้งสิ!

แต่ความเป็นจริงคือ ฉันไม่รู้จักล่ามที่ไหนเลย
ชีวิตรอบตัวไม่มีใครทำงานด้านนี้ ไม่รู้จะปรึกษาใคร
เพราะฉันไม่ได้เรียนด้านภาษามาโดยตรง
ฉันเรียนปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ
แล้วก็ปริญญาโทด้านการศึกษา
แถมยังไม่ได้เรียนที่เมืองไทย เส้นสายเครือข่ายอะไรก็ไม่มี
แต่ฉันบอกตัวเองว่า ต้องหาทางเข้าไปคลุกวงในให้ได้!
2. หาทางเข้า

ฉันเริ่มหาข้อมูลเมื่อ 4 ปีที่แล้ว 
ตอนนั้นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดคอร์สฝึกอบรมล่ามขั้นต้น 40 ชั่วโมง
ฉันเลยบึ่งไปลงทะเบียนชนิดไม่คิดชีวิตเลย
การได้ไปเรียนเหมือนได้ลงสนามซ้อมนะฉันว่า
คือถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร 
อย่างน้อยก็ได้ลองจนรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบเพราะอะไร
เหมือนเราได้แง้มประตูเปิดแล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูก่อนว่าข้างในมีอะไร
แทนที่จะนั่งเดาอยู่นอกบานประตูไปต่างๆนานา 

เทคนิคหลายอย่างที่ฉันได้เรียนรู้จากตรงนั้นช่วยฉันได้มาก
อาจารย์ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ก็คือล่ามที่ผ่านอะไรมาเยอะมาก
และที่สำคัญที่สุดคือ ฉันเริ่มมีเพื่อนในแวดวงบ้างแล้ว

ตอนไปอบรมฉันเต็มที่มาก พยายามแสดงศักยภาพแบบสุดพลัง
ประมาณว่านี่คือเวทีของฉัน
ทุกวันที่ไปเหมือนไม่ได้ไปโรงเรียน 
แต่มันเหมือนสนามเด็กเล่นของเด็กเนิร์ดอย่างฉัน

แล้วฉันก็จะบอกเล่าเรื่องความชอบของฉันบนโซเชียลมีเดียด้วย
เพราะฉันชอบคิดชอบเขียน
ฉันว่ามันเป็นเหมือนการแปะป้ายบอกคนรอบๆตัวเราไปด้วย
ว่า เฮ้! ฉันชอบงานแบบนี้นะ อย่าลืมคิดถึงกันนะ

แต่กว่าจะมีงานล่ามเข้ามาก็หลังจากนั้นอีกหลายเดือนนะ
อย่าลืมว่าฉันหน้าใหม่ ไม่มีใครรู้จักเลย ไม่เคยได้แสดงฝีมือ
งานล่ามอย่างจริงจังครั้งแรกที่ฉันได้รับมาจากพี่หน่อย
ซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนใหม่ที่เจอจากการอบรม
ฉันไม่เคยลืมโอกาสนั้นเลย

การไปลองงานแรกคือการล่ามเดี่ยวเต็มวันเป็นเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์
ให้กับการประชุมด้านการเกษตรซึ่งเป็นหัวข้อที่ฉันไม่ถนัดมากๆ
แล้วก็เป็นการล่ามฉับพลันในห้องประชุมแบบไม่มีตู้ซะด้วย 
ทั้งที่หาข้อมูลไปมากแล้วก็ยังไม่เพียงพอ
ฉันปวดหัวเหมือนจะระเบิดทุกวัน พอทำงานเสร็จก็ต้องรีบกลับมาทบทวน

ตอนนั้นเหมือนไปสนามรบแต่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีมีดทำครัวเล่มเดียว
ฉันถามตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนว่า...ไหวมั้ย นี่ใช่ทางของฉันมั๊ยนะ

แต่เชื่อมั๊ย?
วันที่ทำงานเสร็จ ฉันรู้สึกเหมือนสำเร็จวิชาที่สำนักตั๊กม้อ

หมื่นทฤษฎีหรือจะสู้การปฏิบัติ! 
การลงสนามจริงๆมันท้าทายมาก
มีปัญหาจุกจิกมากมายที่ตอนไปอบรมเราได้แค่ฟัง
แต่พอต้องรับมือจริงๆก็ต้องพลิกแพลงตามสถานการณ์ไป
แทนที่จะกลัวฉันกลับรู้สึกว่า
Bring it on!  เข้ามาเลย เข้ามาเรื่อยๆ! 
ฉันว่าฉันตกหลุมรักงานนี้ไปแล้วแบบไม่รู้ตัว

แต่หลังจากนั้นงานล่ามก็เงียบไปอีก
ความเป็นจริงก็คือ ถ้ารักจะเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องรับงานให้หลากหลาย
การมีรายได้ทางเดียวคือความเสี่ยง ดังนั้นฉันก็ต้องรับงานอื่นๆคั่นกลาง

จากนั้นเชียงใหม่มีงาน TEDxChiangMai
ฉันคิดถึงงานล่ามมากๆ เลยเสนอตัวไปล่ามให้กับทางทีมจัดงาน
เลยได้โอกาสทำงานร่วมกับล่ามชั้นครูที่เป็นผู้ให้การฝึกอบรมฉันมาแต่ต้น
ตอนนั้นเป็นงานล่ามในตู้พร้อมอุปกรณ์แบบพร๊อบแน่น จัดไปชุดใหญ่ไฟกระพริบ

ทุกวันนี้ฉันยังรู้สึกขอบคุณทางทีมผู้จัดงานและอาจารย์มากที่ให้โอกาส
เพราะมองย้อนกลับไปแล้ว
จะมีกี่คนที่กล้าเอางานใหญ่มาเสี่ยงกับล่ามหน้าใหม่กิ๊กก๊อกอย่างฉัน

วันนั้นฉันทำงานแบบตื่นเต้นจนปวดมวนไปหมด
แต่พอทำไปแล้ว ฉันเข้าใจคำว่า flow 
ที่เคยศึกษาจากนักวิชาการอย่าง Mihaly Csikszentmihalyi ขึ้นมาเลย

flow ตามทฤษฎีจิตวิทยาเชิงบวกคือความรู้สึกถึงการลื่นไหล
เหมือนเราจดจ่อและสนุกกับงานตรงหน้ามากจนลืมเวลาลืมทุกอย่างไปเลย
เมื่อเรา flow เราสร้างโซนของตัวเองขึ้นมาเป็นพื้นที่สำหรับเราเอง
ฉันว่าเราสามารถตามหาสิ่งที่รักเจอจากการมองหาว่า
อะไรทำให้เรา flow นี่แหละ 

สำหรับฉัน งานที่ flow เหมือนการเล่นเกมส์เลย
ค่อยๆตีให้แตกไปทีละด่าน ถึงจะมีปัญหาก็ไม่เครียด

ฉันชอบขนาดที่ว่า จะจ้างหรือไม่จ้างก็จะทำ ขนาดนั้นเลยนะ!
ฉันว่าถ้าต้องทำทุกวันฉันก็ทำได้แหละ

3. งานล่ามตามความเป็นจริง

ฉันอยากจะบอกว่า งานล่ามไม่ได้เป็นงานที่มีมาทุกวัน
(อย่างน้อยก็ในกรณีของฉัน)
ดังนั้นจะเรียกว่า "ทุกขลาภ" ก็ได้มั๊ง
คือเป็นลาภที่ได้รู้ว่าเรารักอะไร เราชอบทำอะไร
แต่ก็เป็นทุกข์ที่มันไม่ใช่งานที่เราได้ทำทุกวัน

การไปทำงานล่ามเหมือนอีกมิติหนึ่งในชีวิตของฉัน :) 
ฉันชอบการเข้าไปอยู่ในตู้ ทดสอบระบบเสียง
อุปกรณ์มากมายทำให้ฉันรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่พิเศษที่มีแต่ตัวฉันเท่านั้นที่เข้าใจ
หูฟัง ไมโครโฟน เครื่องเปลี่ยนช่องถ่ายทอดเสียง

การได้เห็นทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน
หัวเราะในเรื่องเดียวกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ในฐานะล่าม มันรู้สึกเป็นเกียรติมากจริงๆ

ทุกครั้งที่ไปทำงานล่ามฉันได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆตลอด
และยิ่งทำให้ฉันต้องถ่อมตัว 
เพราะมีอะไรที่ฉันไม่รู้เต็มไปหมด
กลับบ้านมาก็ต้องเสพข้อมูลที่หลากหลายยิ่งกว่าเดิม
ฉันจะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้เป็นอันขาด

ทุกครั้งที่ไปก็เหมือนได้ไปเข้าชั้นเรียน 
ได้ฟังเรื่องราวใหม่ๆ
บางทีทำงานทั้งวันแต่รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปแป๊บเดียว! 

ความท้าทายของงานล่ามคือการทำงานซ้อนการทำงาน
คือระหว่างล่ามจะใช้ทักษะการฟัง จับใจความ มีสมาธิ
แล้วค่อยเรียบเรียง ถ่ายทอดเป็นอีกภาษา 
ดังนั้นจะต้องใช้การประมวลผลสลับภาษาอยู่ตลอดเวลา

พอถ่ายทอดแล้วต้องมีการมอนิเตอร์ตัวเองด้วย
ว่าพูดรู้เรื่องมั้ย สื่อออกไปตรงกับต้นทางแค่ไหน

ถ้าติดคำไหนก็ต้องมีส่วนหนึ่งที่สมองสั่งมือให้เขียน
เพราะถ้าเจอครั้งหนึ่งก็อาจมีอีกหลายครั้งตามมา

ระหว่างนั้นหูก็ฟังเสียงประโยคต่อไปแล้ว
เพราะข้างนอกไม่มีใครรู้หรอกว่าล่ามกำลังผ่านกระบวนการทั้งหมดนี้อยู่

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเสร็จในเวลาไม่กี่วินาที
ไม่งั้นจะดีเลย์ ถ้าดีเลย์ก็จะพลาดเนื้อหา
ถ้าพลาดเนื้อหาก็แปลไม่ได้ครบ

สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างคือล่ามก็ต้องทำงานเป็นทีม
เราต้องช่วยกัน ต้องอ่านทางคู่ล่ามของเราด้วย
ไม่ว่าต่างคนจะมาจากตรงไหน
แต่ตอนนั้นตรงนั้นเราคือคู่หูกัน
เพราะงั้นต้องทำงานประสานกัน
คำไหนที่อีกคนคิดนาน
หรือนึกไม่ออกก็ต้องคอยฟังไปด้วยกัน 
แล้วช่วยกันหาให้อีกฝ่าย

การทำงานล่ามยังสอนให้ฉันเรียนรู้ที่จะฟังเสียงตัวเอง
เราต้องพักผ่อนให้มาก ต้องฝึกสมาธิ 
ต้องรู้ว่าถึงลิมิตของเราตรงไหน
อะไรที่ไม่รู้ต้องถามให้กระจ่าง เช็คให้เข้าใจ
ต้องยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดอยู่เสมอ 
เพราะล่ามไม่ใช่ผู้วิเศษ
เราคงไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่อง ใช้คำได้ถูกต้องทุกอย่าง
แต่เราต้องไม่หยุดเรียนรู้ว่าเราไม่รู้อะไร :) 

4. ข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆสำหรับงานล่าม

และถึงคนที่อ่านมาถึงตรงนี้และอาจทำงานล่ามอยู่ในปัจจุบัน 
ฉันขอฝากเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆที่อาจเป็นประโยชน์ไว้ 
แต่ออกตัวก่อนว่าฉันยังไม่เก่ง ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ ยังแปลพลาดอยู่บ่อยๆ
เพียงแต่ฉันลองเอาไปใช้เองแล้วคิดว่ามันดีจริงๆ

1. ก่อนเข้าล่ามให้ shadowing ไปก่อน
เป็นการวอร์มสมาธิแล้วก็กล้ามเนื้อปาก
ตอนนี้ใช้เรื่อง Pride and Prejudice ของ Librivox
https://www.youtube.com/watch?v=eVHu5-n69qQ
เพราะพูดเร็ว ทำให้ต้องฟังเร็ว เลียนเสียงเร็ว เป็นการวอร์มอัพที่ดี

2. ฉันเป็นพวกทานอิ่มเกินแล้วไม่ดี (ขี้ง่วง)
ดังนั้นมื้อเช้ากินพอประมาณ
ให้ทำงานสักพักแล้วมีหิวบ้างเป็นการกระตุ้นร่างกาย

3. ไปก่อนเวลาให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีจะทำให้ไม่ลน

4. ฟังคู่ล่ามแล้วจดไปด้วย จดหมดเลย
ศัพท์ไหนที่ได้ยินต้นทางแล้วนึกปลายทางไม่ออก
หรือใช้เวลาคิดนาน แสดงว่ายังไม่ auto พอ
ก็จดเข้าไป ยิ่งจดเยอะยิ่งเป็นการรักษาระดับความ active ของสมอง

5. การได้เนื้อหาข้อมูลก่อนล่ามคือนิพพาน
แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาข้อมูลในเรื่องนั้นเอาไว้
แล้ว "เก็งคำศัพท์" ไปทำงาน

ฉันเคยแม้กระทั่งใช้ feature ในโทรศัพท์
อ่านเอกสารที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องล่ามให้ฟังเพราะฟังเป็นเสียงจำง่ายกว่าอ่านเอง
คิดว่าตรงกับการช่วยกระตุ้นสมอง
ให้ดึงคลังความรู้เรื่องนั้นออกมาก่อนจะต้องเรียกใช้จริง

6. อย่าลืมติดตามประเด็นต่างๆที่อาจเกี่ยวข้องกับงานที่ไปล่ามด้วยนะ
เช่น ช่วงนี้ฉันได้ล่ามเรื่องที่เกี่ยวกับอาชญากรรมและการก่อการร้าย ซึ่งมีข่าวเหตุการณ์ตรงนั้นตรงนี้เกือบทุกวัน ดังนั้นตอนเช้าวิทยากรเลยจะมีตัวอย่างใหม่ๆมาคุยกัน ดังนั้นถ้าเราพอจะรู้ข้อมูลคร่าวๆก็จะสามารถ "เติมคำในช่องว่าง" ได้ถ้าหากฟังไม่ชัดหรือฟังไม่ทัน 

ทุกวันนี้ก่อนล่ามฉันก็จะเตรียมตัวประมาณนี้
แม้งานล่ามจะไม่มีมาบ่อยๆ แต่ฉันก็สนุกมากๆทุกครั้ง
ขอบคุณทุกโอกาสที่เข้ามา
ฉันสัญญาว่าจะต้องเก่งขึ้นกว่านี้ให้ได้นะคะ!

ด้วยรัก
จากล่ามตุ้ยนุ้ย

บันทึกเมื่อ 20 มิถุนายน 2560, 10:30 PM

SHARE
Writer
Gentlediary
Language enthusiast
ความคิด I ความสนใจ I ความทรงจำ IG: Eve.piri

Comments

Ailin_n
1 year ago
อ่านแล้วมีแรงสู้พัฒนาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในตู้ได้บ้างเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะคะ
Reply