ประโยคสุดท้ายที่ค้างเติ่งอยู่บนผนังข้างที่สี่ระหว่างเรา
โลกนี้คือละคร 

โลกของเธอคือละครของเธอ มีตัวเธอเป็นนางเอก เรื่องราวเรียบง่ายไม่หวือหวา แม้บางเวลาอาจมีสีสันบ้าง แต่เธอพยายามซ่อนมันไว้ข้างหลังฉากที่คนดูอย่างเรามองไม่เห็น 

ส่วนฉันอยู่ในละครเดี่ยว เล่นคนเดียว บางครั้งต้องสลับรับบทผู้ร้ายที่โกรธเกรี้ยวไปเมื่อละครไม่ได้ดั่งใจ บางครั้งก็เป็นบทสร้างเสียงหัวเราะ (เธอจะเรียกมันว่าตัวตลกได้ไหมนะ ในเมื่อคนดูไม่ได้สนุกไปกับการแสดงหรือบทสนทนา เอาเถอะ เสียงหัวเราะเย้ยหยันก็เป็นเสียงหัวเราะแล้วกัน 55) ในบางครั้งฉันก็มองจากเวทีลงมาด้วยสายตาของตัวอิจฉา (วันนี้ใครมากับเธอนะ ท่าทางมีความสุขจังวุ้ย) 

บทเดียวที่ฉันไม่เคยได้เล่นคือบทพระเอกผู้สมหวัง ใครก็ตามที่เขียนบทไม่ได้ให้เราเกิดมาในบ้านผู้ดีเก่า แน่นอนฉันไม่ใช่คนดีอย่างนั้น ซึ่งเธอก็รู้ดี 

บนเวที มีฉากเป็นผนังอยู่สามด้าน ผนังด้านหลัง นั่นไงล่ะ อยู่ข้างหลังของฉัน เธอเห็นมันไหม 
ฉันแขวนรูปถ่ายเอาไว้เยอะแยะ รูปในอดีต นั่นรูปเพื่อนๆ ที่ทำงาน นั่นรูปถ่ายครอบครัว ข้างบนนั้นเป็นรูปอาหารที่เพิ่งไปกินมา และตรงกลางนั้นมีรูปหาดทรายที่เราเคยไปเที่ยวด้วยกันมาครั้งหนึ่ง ผนังข้างซ้ายและข้างขวามีหน้าต่างประตูรูช่อง ฉันเดินผ่านประตูตรงผนังด้านซ้ายเข้ามาในโลกใบนี้ ส่วนผนังข้างขวา ที่มีนาฬิกาเรือนใหญ่แขวนอยู่นั้นน่ะ เป็นทางที่ฉันจะออกไปเมื่อละครจบ 

ที่กั้นกลางระหว่างเรา เป็นผนังข้างที่สี่ แม้เธอจะมองไม่เห็น แต่มันก็มีอยู่จริง มันเป็นกำแพงที่กั้นไว้เพื่อความปลอดภัยของเราทั้งสองคน ฉันจะได้อยู่บนเวทีได้อย่างมั่นใจว่าเธอหรือคนจากโลกของเธอจะมารบกวนสมาธิในการแสดงของฉัน ส่วนเธอก็ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะกระโดดลงไปแล้วใช้มีดยาวในมือเสียบเข้าไปในร่างกายอันงดงามของเธอ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะถักเชือกป่านไปมัดคอเธอแล้วชักขึ้นไปบนขื่อคาน 

ไม่ต้องห่วงหรอก ฉากเหล่านี้มันไม่อยู่ในบทที่ฉันถืออยู่ และฉันก็ไม่เคยมีเจตนาเหล่านั้นด้วย 

นักแสดงอย่างเรามีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง คือเมื่ออยู่บนเวที เราต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครอยู่ในโลกของเรา คนที่เข้ามาดูเป็นเพราะเขาอยากมาดูว่าโลกใบนั้นเป็นอย่างไร 

ถ้ามันสนุกสนาน เขาก็อยากอยู่ดูนานๆ 

ถ้ามันน่าเบื่อ เขาก็อาจลุกกลับบ้านได้โดยไม่ต้องรอให้ละครมันจบ 

ผนังที่กั้นระหว่างเรา เป็นผนังข้างที่สี่ เราต้องทนุถนอมไม่ทำลายมัน 

บางครั้งละครของเธอกับละครของฉันก็มีบทที่ต้องมาเจอกันบ้าง นานแค่ไหนแล้วนะ เหมือนครั้งสุดท้ายจะเกือบสองเดือนที่แล้ว ช่างมันเถอะ ฉากนั้นมันจบไปแล้ว 

ตอนนี้ เธอวางบทบาทเป็นนักดูละครผู้ยิ่งใหญ่ มีละครมากมายให้เธอเลือกชม ฉันผู้อยู่บนเวทีของละครกระจอกๆ เรื่องหนึ่งที่แสงไฟแรงสูงแต่ราคาถูกสาดจ้าใส่ตา ฉันมองไม่เห็นหรอกว่าเธอแวะมาดูละครหรือเปล่า จากบนเวทีนี้ ผ่านผนังข้างที่สี่ พวกเธอล้วนเป็นเงาตะคุ่มๆ เหมือนกันไปหมด 

แน่ละ นั่นเป็นเพียงคำปลอบใจตัวเอง แค่เธอเข้ามาในโรงละคร ฉันก็ต้องรู้สึกได้ เสียงผมบ็อบของเธอสะบัดเบาๆ ฉันจำได้ กลิ่นโลชั่นที่เธอใช้ ฉันจำได้ 

วันนี้ เธอไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนดู ฉันรู้ 

บางครั้งการเชื้อเชิญให้คนดูมามีส่วนร่วมก็มีความสำคัญ อย่าแปลกใจที่บางทีฉันจะหันไปคุยกับพวกเธอตรงๆ บ้าง แต่เมื่ออยู่บนเวที ตัวละครอย่างพวกเรา ต้องทนุถนอมผนังข้างที่สี่ การไปทำลายกำแพงที่มองไม่เห็นนั้นบ่อยๆ ทำให้คนดูลำบากใจ พวกเธอมาดูละคร ไม่ใช่มาเป็นส่วนหนึ่งของละครของฉัน 

กระนั้น ฉันก็ทำให้ผนังข้างที่สี่หายไปบ่อยๆ โดยเฉพาะกับเธอคนที่ฉันอยากชวนมาขึ้นเวทีเดียวกันบ่อยๆ 

นักแสดงอย่างเรา ต้องไม่ให้ผนังศักดิ์สิทธิ์นี้หายไป 

เมื่อฉันไม่ระวัง เธอจึงระแวง เพราะเธอไม่ได้อยู่ในละครของฉัน เธออยู่ในละครของเธอ บทของเธอคือนักดูละครผู้ยิ่งใหญ่ 

ฉันลืมไป ว่าผนังของเธอยังมีอยู่ ข้อความที่ส่งหาเธอ จึงยังค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ กลางกำแพงฝั่งนั้น ที่ตอนนี้เธอโบกปูนทับไปแล้ว  

ตอนนี้เธอไม่อาจข้ามกำแพงนั้นมา และฉันก็ไม่อาจข้ามกำแพงนั้นไป 

ประโยคสุดท้ายที่เขียนไปหาเธอมีร่องรอยถูกเปิดอ่าน แต่มันค้างอยู่เช่นนั้นมานานกว่าเดือน  

นี่สินะคือบทลงโทษของนักแสดงที่ไม่รู้จักกาละเทศะ ไม่ยอมแสดงบทของตัวเอง 

สำหรับฉัน กำแพงนั้น กลายเป็นพร็อพถาวรในละครของฉัน ประโยคนั้นมันยังคาอยู่ตรงนั้น เอาไว้เตือนใจไม่ทำลายผนังข้างที่สี่กับใครอีก


SHARE
Writer
nawtpal
Lost boy
in search of a golden girl

Comments

Pumkinz
6 months ago
เราเป็นนักแสดงทีีชอบทำอะไรตามใจ 5555 โบกปูนไปเถอะ ตามสบาย เราจะได้รู้ตัว
Reply