คนหาปลากับคนเข็นผัก
นักการตลาด คือ นักหาโอกาส

ผมไม่แน่ใจว่ามีคำนิยามอื่นมากกว่านี้อีกไหม แต่คำนิยามนี้มาจากหัวหน้าของผม ซึ่งเรียกทีมมาปรับวิธีคิดต่อการทำงาน รวมถึงข้อคิดในการปรับองค์ความรู้วิชาชีพมาใช้ในชีวิตอย่าง 4 P (Product Price Place Promotion) อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเทคนิคเบื้องต้นของการตลาดสมัยก่อนก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นพื้นฐานต่อการคิดงานอยู่พอสมควร

“ทุกคนมีราคาที่เหมาะสมต่อการว่าจ้างนะ หากเปรียบตัวเราเองเป็นโปรดักส์หนึ่งชิ้น เราอยากเป็นโปรดักส์ที่ดีหรือเปล่าล่ะ...แน่นอนทุกคนอยากเป็น โดยเฉพาะตอนเข้ามาสัมภาษณ์งาน” หัวหน้าพูด

“การแต่งตัวให้ดี มีโปรไฟล์ดี พรีเซ้นท์ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการทำให้ราคาของตัวเราเขยิบขึ้น เพราะมันดูมีคุณค่าตั้งแต่แรกเห็น พอผู้ว่าจ้างเห็นและสัมผัสได้จากผลงานที่เคยทำ เขาก็อยากรับเข้าทำงานตามราคาที่เราเสนอไป หรือท้าทายมากกว่านั้น บางคนอาจทำโปรโมชั่นขึ้นมาเองคือ ขอราคาแค่ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าพิสูจน์ผลงานได้ ขอเงินคือทั้งหมดสองเท่า แบบนี้ก็ได้ท้าทายดีออก”

หัวหน้าเรียกพวกเรามาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและพยายามกระตุ้นให้พวกเราสู้กับความคิดให้มากกว่านี้ ถึงแม้บรรยากาศรวมๆ จะเต็มไปด้วยความตึงเครียดเล็กน้อยก็ตาม แต่ประสบการณ์ของหัวหน้าที่ได้ถ่ายทอดออกมาสอนพวกเรา ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องกลับมาเขียนบันทึก

นักการตลาดต้องหัดเป็นนักหาโอกาส ถ้าเราไม่หาโอกาสหรือไม่เรียนรู้เพื่อทำให้ดีขึ้น เราก็เป็นเพียงคนเข็นผักคนหนึ่งที่ทำงานรับค่าจ้างในตลาดไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 
แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าเราอยากเป็นเจ้าของแผงขายผัก การเข็นรถผักของเราในแต่ละวันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การเข็นแต่ละครั้งของเรานอกจากจะได้ค่าจ้างแล้ว เราจะเป็นนักสังเกตว่าเจ้าของแผงผักเขาทำอะไร เขาบริหารผักอย่างไร เขาขายผักอย่างไร นั่นแหละคือการเริ่มลับอาวุธทีละนิดๆ

พี่เองก็เคยเป็นคนเข็นผัก จนเริ่มตั้งเป้าและปรับวิธีคิด แน่นอนว่าแรกเริ่มไม่มีอะไรง่าย เตือนตัวเองไว้ว่าเหนื่อยแน่นอน แต่มันก็เป็นความเหนื่อยที่เราตั้งใจให้มันเกิด เราเข็นผักไปเข็นผักมาได้รับค่าเหนื่อยวันละสิบบาท เป้าหมายของเราอยากเป็นเจ้าของแผงผัก

จนวันหนึ่งเราพบว่าผักขายไม่หมด เราเห็นช่องโหว่นี้จึงรับมาขายต่อ มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีก นี่แหละคือตัวอย่างโอกาสที่เราควรมองหาและลองทำซะ หัดบ่อยๆ เราอาจเป็นเจ้าของตลาดเลยก็ได้ นั่นเพราะเราจะเห็นโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ

รองลงมาคือการวางแผน โลกเดี๋ยวนี้มันหมุนไปเร็วมาก หมุนไปจนกระทั่งบางทีแผนที่เราวางไว้อาจเป็นเพียงเศษกระดาษที่บรรจุความคิดเอาไว้เมื่อไม่กี่นาทีก็สามารถกลายเป็นตำราเก่าได้เลยทีเดียว ดังนั้น แผนการบุกต้องรวดเร็ว ยืดหยุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

หัวหน้ายกตัวอย่างว่า หากเราตั้งเป้ามาจับปลาจำนวนเท่านี้ ตามระยะเวลาที่กำหนด นี่คือแผนที่เราวางไว้ ทว่าบังเอิญวันนั้นกลับเป็นวันที่ปลาเยอะที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เรายังจะจับปลาตามที่เราวางแผนไว้อีกอยู่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นนอกแผนการอยู่เสมอ และเราต้องตัดสินใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไร

แน่นอนว่าเราต้องปรับแผนใหม่คือการจับปลาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำถามต่อมาคือ ปลาเยอะขนาดนี้ไม่กลัวเน่าเหรอ เมื่อเกิดปัญหาแบบนี้นอกแผน ความคิดสร้างสรรค์จึงมีเสน่ห์ในการนำเข้ามาแก้ไขปัญหา เช่น เราได้ปลาสดมาเยอะ แต่กินไม่หมดทำอย่างไรดี

กลวิธีอย่างการหมักเพื่อรักษาอาหารจึงเข้ามาช่วยแก้ไข นอกจากจะเก็บไว้กินเองแล้ว ยังสามารถนำไปจัดจำหน่ายได้ด้วย นี่คือตัวอย่างของแผนการที่ต้องเปลี่ยนไปตามกระแสโลกพ่วงด้วยการแก้ไขด้วยความคิดสร้างสรรค์

บ่ายวันนั้นเรานั่งฟังหัวหน้าทั้งสอนและกระตุ้นมุมมองหลายๆ ด้าน ทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกัน แม้รวมๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียกเข้าไปตำหนิ แต่หลังจากออกมาจากห้องประชุม ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มค่ามาก เราได้ข้อคิดจากบุคคลที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย รวมถึงวิธีคิดที่น่าสนใจ และตัวอย่างที่ชัดเจน จนให้ความรู้สึกเหมือนเรากลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งก็ว่าได้

ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นนักการตลาดได้ ทั้งที่ไม่ได้ทำอาชีพนักการตลาด เราเป็นได้ทันทีที่เรามีความต้องการอยากเป็นเจ้าของแผงผัก หรือเจ้าของตลาดสักที่ที่อยากได้ เมื่อเรามีเป้าหมาย เราจะพยายาม สังเกตการณ์ และทดลอง จนเกิดผลลัพธ์ผิดบ้างถูกบ้าง อย่างน้อยผลลัพธ์เหล่านั้นก็จะค่อยๆ สอนเรา ให้กำลังใจเรา เหมือนกับคนเข็นผักที่กลายเป็นเจ้าของตลาดได้ หรือคนจับปลาที่หัดปรับแผนและใช้ความคิดมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ยุคนี้คือยุคของทุกๆ คน 
ยุคแห่งโอกาสสำหรับนักแสวงหาผู้ไม่ย่อท้อ และไม่ท้อถอย
SHARE
Writer
CreativeSalary
Normal Employee
FB Page: CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน

Comments