ความทรงจำ ( ECT #3 )
เราเดินออกไปในห้องใหญ่นั่น พยาบาลชี้ให้เราเดินไปหยุดข้างเตียงริมผนัง 
แล้วก็ให้เราขึ้นไปนอนบนเตียง 
เบาะสีเขียวบางๆ แข็งๆ ทำให้เรานิ่วหน้านิดหน่อย 
ตามปกติแล้ว การนอนบนเตียงไม่ว่าที่ไหน ก็มักจะหันศีรษะเข้าหากำแพง
แต่อันนี้จะต้องหันปลายเท้าเข้าหากำแพง แล้วหันศีรษะมาทางปลายเตียง
แล้วพยาบาลก็เอาหมอนแข็งๆ มารองที่คอเรา

ไม่รู้จะเรียกว่าหมอนได้มั้ย เท่าที่สัมผัสมามันดูเหมือนถุงทรายมากกว่า
เป็นหมอนหนัง ด้านในหมอนไม่ใช่นุ่นหรือใยสังเคราะห์แบบที่คุ้นเคย
แต่เหมือนเป็นทรายหรืออะไรสักอย่างที่แข็งมาก
แล้วก็ไม่ได้เอาไว้หนุนหัว แต่เอาไว้ล็อคคอ
เพื่อบังคับให้ศีรษะตั้งตรงไม่ขยับไปไหน

จากนั้นพยาบาลก็เอาอะไรสักอย่างแข็งๆ มาใส่ในปากให้เรากัดไว้
เพื่อกันไม่ให้กัดลิ้นตัวเองระหว่างการทำ ECT
ส่วนผ้าที่พันรัดข้อมือ... เรารู้แล้วว่ามีไว้ทำไม
พยาบาลเอาผ้าอันนั้นไปผูกไว้กับเสาที่หัวเตียง
ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเราโดนมัดมือทั้งสองข้าง
ขยับหัวไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ เหมือนโดนตรึงให้อยู่กับที่
แล้วพยาบาลก็เอาสายออกซิเจนเล็กๆ มาสอดเข้าไปในจมูกเรา

เราพยายามมองรอบด้านเท่าที่จะทำได้ เห็นหมอคนหนึ่งเดินมาทางเรา 
ใส่เสื้อคลุมสีเขียว หมวกคลุมผมสีเขียว เหมือนอยู่ในห้องผ่าตัด
แถมยังมีผ้าปิดปาก แล้วก็ถุงมือยางอีกด้วย
ดูท่าทางน่ากลัวเข้าไปใหญ่
หมอเดินมาหยุดอยู่บนศีรษะ แล้วตอนนั้นเราก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาแถวขมับ
ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกัน อาจจะเป็นน้ำยาไม่ก็เครื่องมืออะไรสักอย่าง
แล้วเราก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย...



ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านไปนานแค่ไหน
เราลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองยังอยู่บนเตียงที่เดิม
เราเริ่มดิ้นเล็กน้อยเพราะรู้สึกอึดอัด
แขนทั้งสองข้างยังถูกมัดอยู่เหมือนเดิม
สายออกซิเจนก็ยังอยู่ในจมูกเหมือนเดิม
เราส่งเสียงประท้วงเพราะรู้สึกไม่สบายตัว แต่ก็ออกมาได้แค่เสียงอู้อี้

พยาบาลเดินมาสั่งว่าให้อยู่นิ่งๆ อย่าเพิ่งขยับ
แต่เราก็ยังดิ้นไปมาพยายามจะให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการนี่ให้ได้
พยาบาลก็เอาแต่บอกว่าให้อยู่นิ่งๆ ให้นอนพักก่อน
ซึ่งเราก็ไม่ได้ฟัง ตอนนั้นอยากจะออกไปจากที่นี่จะแย่อยู่แล้ว
การถูกมัดแบบนั้นมันไม่สบายตัวเอาซะเลย

แล้วในที่สุดก็เหมือนว่าพยาบาลจะรำคาญ เลยมาแก้มัดที่ข้อมือให้เรา
พร้อมกับเอาสายออกซิเจนออกไป แล้วก็ที่กัดอยู่ในปากด้วย
เราลุกพรวดขึ้นมานั่ง มองไปรอบด้านด้วยความหวาดระแวง
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น
ด้วยความที่เรายังไม่ได้ใส่แว่น เลยทำให้ภาพตรงหน้าเป็นแค่ภาพเบลอๆ
เรายิ่งรู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่

เรารู้สึกได้ว่าตอนนั้นตัวเองคงทำท่าเหมือนกระต่ายตื่นตูม
ตกใจกลัวแล้วก็ระแวงไปหมด
พยาบาลเดินมาบอกอีกครั้งว่าให้เรานอนลงไปก่อน
เราถามหาแว่นของเราว่าอยู่ที่ไหน พยาบาลอีกคนก็เอามาให้แล้วสั่งให้เรานอนอีก
พอใส่แว่นแล้วก็เหมือนทุกอย่างจะดีขึ้นนิดหน่อย
เรานอนลงตามที่สั่ง แล้วก็ทบทวนตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่น่าแปลกที่วินาทีนั้นเรากลับจำอะไรไม่ได้เลย
เราไม่รู้ว่าเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เรามาทำอะไรตรงนี้ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น
บนร่างกายเรามีแต่เหงื่อเต็มไปหมด เหมือนเราไปวิ่งมาสักสิบกิโลฯ
คือมันก็ไม่ได้มีอาการหอบหรือเจ็บอะไร แต่แค่มีเหงื่อออก

เวลาผ่านไปสักพัก พยาบาลก็มาประคองให้เราลุก บอกว่าจะพากลับไปที่ตึก
เราขยับลงมาจากเตียงด้วยอาการเซเล็กน้อย
พยาบาลเอารองเท้าแตะสีชมพูของเรามาวางไว้ให้ พร้อมทั้งเอาป้ายชื่อคืน
เราใส่รองเท้าแล้วก็เดินออกจากตึกน่ากลัวนี่
มีรถตู้มารอรับเรากลับไปที่ห้องพักของเรา
เราไม่รู้ว่าผู้ป่วยตึกอื่นกลับกันยังไง หรือว่าตึกตั้งอยู่ตรงไหน
แต่เราก็เห็นมีรถตู้แค่คันเดียว และในรถตู้นั้นก็มีแค่คนจากตึกห้องพิเศษที่เราอยู่

พยาบาลบอกว่าตอนขาไปเดินไปได้ แต่ขากลับให้นั่งรถจะดีกว่า
เพราะผู้ป่วยที่ผ่านการทำ ECT จะรู้สึกเพลีย
เราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเพลียอะไรขนาดนั้น แต่นั่งรถก็ดีกว่าเดินอยู่แล้ว
พอกลับไปถึงห้องเราก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เพราะชุดเก่าเต็มไปด้วยเหงื่อ
ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมง
พยาบาลบอกให้เรานอนพักไปก่อน เดี๋ยวอาหารเที่ยงมาแล้วจะมาเรียก
เราขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วก็หลับไปอย่างไม่รู้ตัว

THE END

เรื่องทั้งหมดก็มีแค่นี้แหละค่ะ 5555
เราไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่เราเขียนก็จะเป็นแค่อารมณ์และความรู้สึกที่เราได้พบเจอ
มันก็เลยไม่มีบทความทางวิชาการอะไรนัก

เราทำ ECT ไปทั้งหมด 6 ครั้ง
โดยแบ่งเป็นทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง คือวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์
เราแอดมิทที่โรงพยาบาลนี้เกือบเดือน เพราะต้องรวมเวลาสังเกตอาการด้วย
ที่เล่าไปทั้งหมดนี่คือความรู้สึกในครั้งแรกที่ทำ ECT
อีก 5 ครั้งที่เหลือก็รู้สึกไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่หรอก
แค่อาจจะกลัวน้อยลงนิดหน่อย

อ้อ แล้วก็... หลังทำมันจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัวบ้าง
จริงๆ ก็ไม่บ้างหรอก มันปวดมากกก จนต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อ
มีอาการงงๆ เบลอๆ มึนหัว ปวดหัวบ้างนิดหน่อย แต่สักพักก็ดีขึ้น
มีอาการปวดตามตัวนี่แหละที่ค่อนข้างหนัก

เท่าที่ศึกษามา การช็อกไฟฟ้าจะทำให้ร่างกายเกิดการชักทั้งตัวแบบเกร็งและกระตุก
นั่นเลยเป็นที่มาของอาการปวดเมื่อยและเหงื่อออก 
รวมถึงเป็นเหตุผลที่ต้องมัดไว้และใส่ที่กันการกัดลิ้น

เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านสมอง ผู้ป่วยจะหมดสติทันที 
จากนั้นจึงตามมาด้วยการชัก ซึ่งประกอบด้วยการเกร็งประมาณ 10 วินาที 
แล้วตามมาด้วยการกระตุกซึ่งนานกว่า และการหยุดหายใจ
ก็เลยต้องใส่สายออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจ

หลังจากฟื้น ผู้ป่วยอาจสับสนหรือไม่ค่อยรู้สึกตัวอยู่ชั่วระยะหนึ่ง 
จึงต้องมีผู้ดูแลจนกว่าจะรู้สึกตัวดี
รวมทั้งบางทีอาจมีอาการความจำเสื่อมร่วมด้วย
แต่เห็นว่าอาการนี้ขึ้นกับเฉพาะบุคคล
บางคนอาจเกิดการสูญเสียของสมอง ทำให้ความทรงจำหายไปถาวร
บางคนอาจมีอาการความจำหายไปในระยะสั้นๆ พอสักพักก็กลับมาจำได้เหมือนเดิม
หรือบางคนอาจมีความทรงจำบางส่วนหายไป และบางส่วนก็ยังอยู่

เราคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นแบบที่สอง
คือหลังจากทำ ECT เสร็จแล้ว ตื่นขึ้นมาจะค่อนข้างเบลอและสับสน
เหมือนความจำหายไปชั่วขณะ แต่พอสักพักก็จำได้
แต่เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแบบที่สามด้วยมั้ย นั่นคือความจำบางส่วนหายไป
เพราะบางครั้งเราก็คิดว่าเหมือนตัวเองลืมอะไรบางอย่างไป
แต่นึกไม่ออกว่าลืมอะไร
ก็นั่นล่ะ... เพราะเราลืมไปแล้ว เราเลยไม่รู้ว่าเราลืมอะไร

หลังจากออกจากโรงพยาบาล เรามีอาการหลงๆ ลืมๆ บ้างเล็กน้อย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะการทำ ECT หรือเพราะเราขี้ลืมเอง
หรืออาจเพราะอาการซึมเศร้าที่ทำให้เราไม่มีสมาธิ จำอะไรไม่ค่อยได้

เราไม่อาจบอกได้ว่าตอนนี้ตัวเองอาการดีขึ้นหรือยัง
เราคิดว่าเราก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม
เศร้าบ้าง เฉยชาบ้าง และยังคิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนเดิม

เราคงไม่สามารถพูดได้ว่าการรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้าแบบนี้มันดีหรือไม่ดี
เราไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนนะ เรื่องนี้อยู่ในการตัดสินใจของหมอและตัวผู้ป่วยเอง
บางรายก็ทำแล้วอาการดีขึ้น หายเป็นปกติ
บางรายก็ทำแล้วมีความเสี่ยงต่ออาการต่างๆ มากขึ้น
บางรายก็ทำแล้วเหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลง

ถือซะว่าเรามาเล่าประสบการณ์ให้ฟังก็แล้วกันค่ะ ^O^
คงมีคนจำนวนไม่มากที่เคยผ่านการรักษาด้วยไฟฟ้ามาแบบเรา
ให้ประสบการณ์ของเราเป็นการเปิดโลกให้เห็นอีกมุมหนึ่งของการรักษาทางจิตเวช

ขอบคุณทุกคนที่รับฟังนะคะ

SHARE
Writer
21JAN
hopeless girl
"ฉันฆ่าตัวตายในความคิดเสมอ"

Comments