จอมโกหกขาวผู้ยิ่งใหญ่
ผมว่าเราน่าจะรู้ๆกันดีอยู่แล้วว่า การ "โกหกสีขาว" หรือ "White lie" ซึ่งไม่ใช่ "ไว้ลาย" นั้นแปลว่าอะไร(เดี๋ยวๆไม่เกี่ยวกัน) 5555 กะจะไม่เล่นแล้วแต่ก็เล่นจนได้ เข้าเรื่องต่อดีกว่า สำหรับคนที่ไม่รู้ก็จะได้รู้เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ช่วงเวลานี้ วันนี้ วินาทีนี้เลยว่ามันคือการโกหกเพื่อความสบายใจของ...หรือหลีกเลี่ยงการทำร้าย...ด้วยการโกหกที่แสนหวานเย็นระรื่นหู และไอเจตนาของผู้โกหกนั่นแหละจะเป็นตัวกำหนดว่ามันคือการ "โกหกสีขาว" หรือเปล่า? ใช่ไหม? ใช่ป่ะ? ถ้าใช่ก็ไปต่อกันเลย..

ในโลกกลมๆที่ไม่กลมสักเท่าไหร่นี้ ยังไงก็ต้องยอมรับว่า การจะเข้าหากันเกือบจะทุกผู้ทุกนามย่อมมีหน้ากากที่จะรีบสวมใส่ก่อน ทันทีที่จะหันหน้าไปทักทายกัน "เฮ้ สวัสดี สบายดีก่อ้าย" แต่ก็อาจจะไม่เสมอไป แต่หน้ากากนั้นมีแน่ แต่ผมไม่ได้จะมาเขียนเรื่องหน้ากากนี่? หรือจะบอกว่าการโกหกก็คือหน้ากากหนึ่ง? 
ใช่แล้ว !!! ว้าวนายเก่งจังเลย !!!
โอ้ย ไม่หรอก นายก็ชมเกินไป (>_<)

เข้าเรื่อง..โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าการโกหกก็เป็นหน้ากากหนึ่งที่เราสวมใส่ประจำ หรือผมเองเนี่ยแหละที่สวมใส่บ่อยกว่ากางเกงในวิคตอเรียซีเครตเสียอีก(เดี๋ยวนะ เอ็งไม่เคยใส่เลยนะ และไม่คิดจะใส่ด้วย) อ้อ โอเคๆ เลิกเล่นๆ เรามาจริงจังวิชาการหาความรู้แบบห้องสมุดดีกว่า เราทุกคนเคยโกหก จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เราทุกคนที่เป็นโฮโมเซเปี้ยนที่ไม่ใช่โฮโมอิเรคตัสล้วนเคยทำมาแล้ว ไม่ว่าจะโกหกเพื่อตัวเองหรือเพื่อคนอื่น โกหกด้วยเจตนาดีหรือเจตนาร้าย โกหกเพื่อผลประโยชน์ หรือโกหกว่าไม่เคยโกหกเลย  หรือการบอกตัวเองให้เชืี่อแบบนั้นว่าเราไม่ใช่คนโกหกนั่นเท่ากับผมโกหกตัวเองแล้ว..

ใช่ ผมคือจอมโกหก จากนักโกหกมือสมัครเล่นสมัยเด็กประถมปอหนึ่งหัวเกรียนที่ดันโกหกเรื่องใหญ่ได้สำเร็จและทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายจบลงกลายมาเป็นจอมโกหกขาวผู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ อะไรทำให้ผมมาเขียนเรื่องนี้น่ะหรือ? เพราะผมตั้งใจจะเลิกเป็นไง ผมอยากจะซื่อตรงต่อคำพูด ความคิดและความรู้สึกผม ไม่ใช่ว่าผมจะเลิกโกหกไปเลย โดยส่วนตัวผมว่ามันเป็นไพ่ที่ผมยังต้องใช้ ถ้าจะเอาตัวรอดในยุคปัจจุบันนี้ แค่จะไม่ให้มันเป็นเกือบทั้งชีวิตของผมอีกต่อไป..เอาล่ะ มาดูกันว่ามันเริ่มยังไง..?

ถ้ามาย้อนดูจริงๆผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าผมเริ่มโกหกครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะตั้งแต่ยังจำความไม่ได้เลยมั้ง แม้จะเค้าลางๆแต่ก็ไม่เคยชัดเจน ทั้งช่วงเวลาและเหตุการณ์ แต่ที่จำได้แม่นที่สุดก็คงจะเป็นการโกหกครั้งใหญ่ ตอนนั้นน่าจะปอหนึ่งนะ ซึ่งสมัยนั้นพวกผมยังต้องใช้ดินสอเขียนหนังสือกันอยู่ แต่การได้เห็นรุ่นพี่ปอสี่หรือปอห้าเนี่ยแหละมั้ง ผมจำไม่ค่อยได้แล้ว เค้าใช้ปากกาเขียนหนังสือกัน ก็เกิดอยากได้ลองมาเขียนบ้าง และก็มีเพื่อนคนหนึ่งดันมีความคิดนี้เหมือนกัน ลงเอยด้วยการที่เค้าชวนผมไปขโมยปากกาของรุ่นพี่ ซึ่งผมก็ตกลง (เลวมาก) อย่างเพิ่งด่าผมนะ อันที่จริงก็ด่าได้แหละ 5555 เพราะมันเป็นการกระทำที่เลวจริงๆ ปากกาในสมัยนั้นหนึ่งด้ามที่ทุกคนจะมีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆยิ่งเด็กชนบทที่ห่างไกลอย่างพวกผมด้วยแล้ว แต่ผมกับเพื่อนทำมันอย่างง่ายดาย แค่เดินเข้าไปในห้องเรียนของรุ่นพี่ตอนที่ทุกคนไปพักกลางวัน และหยิบปากกามาจากใต้โต๊ะ ก่อนจะเดินออกมาเหมือนแค่ไปหยิบของเล็กๆน้อยๆจากห้องเรียนตัวเอง ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น และไม่มีใครจับได้ คนร้ายตัวน้อยๆแบบพวกผมลอยนวลไปในวันนั้น แน่นอนผมเอาปากกานั้นไปลองเขียนใส่แผ่นกระดาษสมุดที่ผมฉีกมาจากหน้ากลางหลังจากที่ได้ปากกานั้นมาแทบจะในทันที มันกลับไม่รู้สึกวิเศษอย่างที่คิดเลยแฮะ และที่แย่กว่านั้น บ่ายวันนั้นตอนผมขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ แล้วเดินผ่านห้องเรียนของรุ่นพี่แล้วพบว่า รุ่นพี่กำลังจะโดนครูทำโทษเพราะไม่มีปากกาเขียนหนังสือ แม้รุ่นพี่เค้าจะพยายามจะอธิบายแค่ไหน อาจารย์ก็ไม่ฟังเหตุผลเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่อยากจะลงไม่เรียวที่ฝ่ามือของรุ่นพี่เสียเต็มทีเเล้วเท่านั้น ภาพนั้นติดตาผมและทำให้ผมไม่รู้สึกดีกับตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว เลยตัดสินใจยูเทิร์นร้อยแปดสิบองศา วกกลับไปที่ห้องทันทีแล้วบอกกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ผู้ชั่วร้ายว่า ผมเห็นผลของสิ่งที่เราทำ เราน่าจะเอาปากกาไปคืนรุ่นพี่เค้านะ แต่เพื่อนผมกลับกลัวจะถูกลงโทษเลยไม่ยอมเอาไปคืน จากตรงนี้ผมขอเล่าย่อๆเลยดีกว่า กลัวจะเบื่อๆกัน จากที่เพื่อนผมไม่ยอมคืนปากกา ผมเลยออกอุบายขโมยปากกานั้นมาจากเพื่อนแล้วเอาปากกาทั้งหมดที่ผมกับเพื่อนนั่นขโมยมาเอาไปฝังไว้ใกล้ๆห้องเรียนของรุ่นพี่ ซึ่งตามโรงเรียนชนบทสมัยนั้นห้องเรียนคือติดดินเลยครับ ไม่มีพื้นปู(หวังว่าจะนึกภาพออกนะ) โดยให้เห็นบางส่วนของปากกาโผล่มา เมื่อเรียบร้อย ผมก็เดินไปหารุ่นพี่ทันที เพราะผมรู้จักกับเค้านิดหน่อย(เค้าเคยขอหอมแก้มผม) แล้วบอกเขาว่าผมกับเพื่อน(คนที่ขโมย)เจอปากกาฝังอยู่ในดิน ไม่รู้ของใครเลยมาถามเผื่อพี่อาจจะรู้ พวกรุ่นพี่ก็ตาตื่นวิ่งไปดูกัน ผมก็ไปชี้จุดเกิดเหตุ พอขุดมาก็เจอปากกาของรุ่นพี่ทั้งหมด ผมได้เห็นสีหน้าดีใจและก็ปนสงสัยว่าใครมันทำแบบนี้ แน่นอนล่ะคนร้ายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางรุ่นพี่ และอีกคนมองมาจากที่ห่างๆด้วยความกลัว และรุ่นพี่ก็ต่างหันมาขอบคุณผมกัน แต่ผมก็บอกไปว่าคนที่พบปากกาอ่ะคือเพื่อนผม(คนที่ขโมย)ต่างหาก พวกรุ่นพี่จึงเดินไปขอบคุณเพื่อนผมที่กำลังยืนงงเต๊กอยู่ตรงนั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่นล่อไปตามที่ผมเล่นไว้(เห็นเเววมิจฉาชีพแต่เด็กเลยไหม 555555) 

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นอำนาจของการโกหกว่ามันทำอะไรได้มากแค่ไหน มันพลิกสถานการณ์ได้ จากร้ายให้เป็นดีหรือจากดีเป็นนรกเลยก็ได้ ผมไม่อาจจะเรียกการโกหกนี้ว่าการโกหกสีขาวได้เพราะมันไม่ใช่ แต่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นไปสู่การโกหกสีขาวเท่านั้น ด้วยนิสัยสมัยเด็กยันปัจจุบันแม้จะเหลือน้อยเต็มที แต่ผมค่อนข้างเป็นคนเห็นใจคน และแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากๆ อาจจะด้วยความอ่อนไหวทางอารมณ์ของตัวเองด้วยที่กลัวจะไปทำร้ายความรู้สึกของคนที่ผมมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ผมจึงเลือกที่จะโกหกเสมอๆเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ มีความหวัง มีกำลังใจ หากต้องการความจริงจะแทบไม่ได้จากผมเลย เพราะผมยึดอยู่ลึกๆว่า ถ้าความจริงทำร้ายคนอื่น ผมก็จะไม่พูดมัน..

ผมโกหกบ่อยมาก ผมโกหกทุกวัน ทุกวันนี้ถ้าผมจะโกหก ผมจะทำได้เนียนมากและแทบทุกคนพร้อมจะเชื่อผม ทั้งแม่ เพื่อน อาจารย์หรือคนแปลกหน้าก็ตาม นอกจากเพื่อความสบายใจของคนอื่นแล้ว ก็เพื่อตัวเอง เพื่อให้ผมดูน่าสนใจ เพื่อทำให้คนอยากเป็นเพื่อนกับผม เพื่อสร้างสีสันให้แก่บทสนทนาในกลุ่มเพื่อน เพื่อหลอกเอาข้อมูล เพื่อให้คนสองคนเข้าใจกันหรือหันมาดีต่อกัน เพื่อความน่าเชื่อถือ เพื่อความเห็นใจ เพื่อการเอาชนะ เพื่อความสนุก เพื่อสร้างความประหลาดใจ เพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ล้วนแล้วอยู่ภายใต้เจตนาที่ผมอาจจะหลอกตัวเองว่าเป็นเจตนาที่ดี ไม่ทำร้ายใคร แต่มันก็คงจะไม่ใช่ ลึกๆผมรู้แต่ก็กลัวที่จะยอมรับมันเสียแล้ว..

เทคนิคในการโกหกของผมนั้นมีมากมาย(ซึ่งขอไม่บอกทั้งหมด) แต่หลักๆแล้วคือการโกหกด้วยความจริง โกหกด้วยสิ่งที่เป็นไปได้ สิ่งที่อาจจะเป็นความผิดพลาดทั่วไปของมนุษย์ การโกหกถ้ามันมีเค้าความจริงอยู่ มันจะเนียนมาก โคตรเนียนเลย เราต้องรู้จริงในบางอย่างที่เราจะโกหกด้วย และยิ่งถ้าเราเชื่อคำโกหกของตัวเองไปด้วย มันจะกลายเป็นอะไรที่เกือบจะสมบูรณ์แบบเลย แต่ติดที่ผมไม่เคยเชื่อคำโกหกตัวเอง เพราะไม่เคยเชื่อเลยรู้สึกตัวตลอดเวลา แม้บางช่วงในขณะโกหกจะรู้อิงไปกับมัน แต่ก็รู้อยู่เสมอว่ามันว่างเปล่าแค่ไหน และวันหนึ่งฟ้าสวรรค์ก็ได้ส่งคนๆหนึ่งมาตบหน้าผมคว่ำกลางตลาดนัด เขาคนนั้นเป็นภาพสะท้อนของผม เข้ามาด้วยปัญหาเสพติดการโกหก จนเริ่มแยกความจริงกับเรื่องโกหกไม่ได้ รู้สึกเหนื่อยแต่ก็ไม่สามารถหยุดได้ เพราะถ้าหยุดโกหกเขามีความกลัวที่ว่าเขาจะต้องโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครสนใจตัวตนจริงๆ ที่เขาคิดว่าน่าเบื่อและไม่น่าสนใจ ภาพตอนนั้นของเขาก็คือภาพของผม แม้ผมจะไม่เคยเหนื่อยหรือแยกมันไม่ออก แต่วันหนึ่งผมอาจจะกลายเป็นแบบเขาก็ได้ ใครจะไปรู้ แต่ที่แน่นอนผมโกหกเขากลับไป..

ตั้งแต่วันนั้นจนทุกวันนี้ผมตั้งใจจะโกหกให้น้อยลง และทำได้จริงๆแม้จะค่อยๆเป็นค่อยๆไป เพราะการโกหกเป็นหน้ากากเดียวที่ผมถือมาตลอดชีวิตมันจึงคงจะเป็นการยากถ้าผมจะโยนมันทิ้งไปเลย ผมจึงขอแค่เวลาในการค่อยๆแกะมันออก ทีละชิ้นทีละส่วน ค่อยๆเผยใบหน้าที่แท้จริงของผม มันอาจจะไม่ใช่ใบหน้าที่สวยงามนัก แต่มันคือผม เป็นสิ่งที่ผมเป็น นั่นน่าจะพอแล้ว แต่ผมจะยังคงเก็บหน้ากากบางส่วนไว้  เพื่อการเอาตัวรอด ผมจะไม่จริงใจหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์จนกว่าผมจะเชื่อมั่นอีกครั้ง..

ตั้งแต่ผมมาเขียน storylog ผมพูดความจริงผ่านการเขียนมามากกว่าที่ผมทำในชีวิตจริงเสียอีก และผมหวังว่านี่จะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงผมให้เป็นอีกคน สละคราบจอมโกหกขาวผู้ยิ่งใหญ่ สู่อะไรสักอย่างที่จักรวาลอยากให้ผมเป็น ตอนนี้รู้สึกเปลือยเปล่าชอบกล เหมือนถอดเสื้อผ้าตัวเองออกเสียโล่งโจ้ง เพราะงั้นผมต้องขอตัวก่อนแล้วล่ะ..

จนกว่าจะพบกันใหม่

บ๊ายบาย



SHARE
Writer
JoeyNineteen90
Astronaut
จักรวาลแห่งความ(ไม่)ลับ

Comments

July_Moon
2 years ago
เพื่อนสนิทของเราเคยถามเราว่า "ฉันไม่รู้ว่าอันไหนกันแน่คือใบหน้าที่แท้จริงของตัวเอง"
เธอโกหกเพื่อเอาตัวรอด เพื่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น โกหกจนตัวเองเริ่มไม่แน่ใจ จนเริ่มหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ แต่เราเข้าใจเธอนะ... เพราะอย่างน้อยกับเราเธอก็ไม่เคยใส่หน้ากากนั้นเข้าหา หวังว่าคุณเองจะค่อยๆ ปลดเศษเสี้ยวหน้ากากจนพบตัวเอง และคนที่ยอมรับอย่างที่คุณเป็นโดยไม่ตั้งคำถามในสักวัน :)
ก็นะ... โกหกสีขาวมันมีทุกคนล่ะ เก่งไหมก็อีกเรื่องหนึ่ง
Reply
JoeyNineteen90
2 years ago
เข้าใจความรู้สึกนั้นเลยครับ การที่เราไม่รู้ตัวตนเราจริงๆแล้วคืออะไร ผมก็หวังว่าจะเจอกับมันเร็วๆนี้ ผมจะได้เริ่มทำความรู้จักกับตัวตนจริงๆของตัวเองเสียที ขอบคุณมากๆนะครับ สำหรับข้อความดีๆนี้ :)
July_Moon
2 years ago
อย่างน้อยก็หยิบมาเล่าได้น่าสนใจนะคะ
เราเป็นกำลังใจให้สำหรับการค้นหาจุดพอดีของตัวคุณเองค่ะ :)