น้ำลาย ( ECT #2 )
เรากวาดสายตามองทุกอย่างในห้องข้างนอกนั่นด้วยความอยากรู้
แต่ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกประหลาด
ห้องข้างหลังฉากกั้นนี่ใหญ่พอดู
มีเตียงวางเรียงกันประมาณ 30-40 เตียง แบ่งเป็นแถว แถวละ 7-8 เตียง
เป็นเตียงเหล็กเก่าๆ ดูไม่เงาวับเหมือนในห้องที่เราอยู่เลย
ทุกเตียงมีแต่ฟูกเปล่าสีเขียวเข้ม ไม่มีผ้าปูเตียง
ในห้องมีปรรยากาศทึมๆ แสงไฟสลัวๆ ผนังห้องเป็นสีเหลืองเก่าๆ
มีหน้าต่างพร้อมลูกกรงเหล็ก ด้านนอกเป็นต้นไม้รกครึ้ม
บนพื้นห้องมีถังเหล็กขนาดใหญ่วางอยู่ 3-4 ถัง
ขนาดถังสูงท่วมหัวเรา เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่านั่นคือถังออกซิเจน

พอมองทุกอย่างได้สักพัก พยาบาลก็เดินมายื่นป้ายชื่อให้เราหนีบไว้บนอกเสื้อ
แล้วก็บอกให้เราถอดแว่น อืม เราใส่แว่นสายตาน่ะ พยาบาลเป็นคนเก็บแว่นไว้
พอถอดแว่นแล้วทุกอย่างก็กลายเป็นภาพเบลอ เรามองโลกตรงหน้าไม่ชัดอีกต่อไป
(ที่จริงต้องถอดเสื้อชั้นในด้วย แต่พยาบาลที่ตึกบอกให้ถอดตั้งแต่อยู่ในห้องพักแล้ว)
จากนั้นพยาบาลก็บอกให้ถอดรองเท้า... เรามองพื้นปูนเปลือยตรงหน้าอย่างลังเล
มันไม่ใช่พื้นหินอ่อนแบบตึกที่เราอยู่ แถมยังไม่ใช่พื้นปูกระเบื้องแบบที่บ้าน
มันดูเหมือนพื้นปูนขรุขระที่เทราดถนนมากกว่า

อาการ OCD ทำให้เรารู้สึกขยะแขยงที่จะต้องถอดรองเท้า เพราะกลัวว่าเท้าจะสกปรก
แต่เห็นว่าทุกคนก็ถอดกันหมด เราก็เลยต้องถอดด้วย
พยาบาลประจำตึกเราเดินมาหยิบรองเท้าเราไปวางแยกไว้ให้ เพื่อไม่ให้ปนกับของตึกอื่น
ซึ่งก็ดีเหมือนกันนะ เพราะเราก็ไม่อยากสลับรองเท้ากับใคร
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เราว่าพยาบาลที่ตึกเราดูเป็นกันเองมากกว่าตึกอื่น
 
ระหว่างนั้นก็ดูเหมือนว่าจะต้องนั่งรอหมอมาทำ ECT ให้
พยาบาลอีกคนเดินมาหาเรา พร้อมกับบอกให้เรายื่นแขนออกไป
เราทำตามอย่างงงๆ ซึ่งเขาก็เอาผ้ามาผูกรอบข้อมือเราไว้ทั้งสองข้าง
เสร็จแล้วก็บอกให้เราเขยิบเข้าไปข้างหลังฉากกั้นมากกว่านี้
เหมือนกับว่าไม่ต้องการให้เราเห็นสิ่งที่อยู่หลังฉากกั้นนั่น

เราก็ลังเลนิดหน่อย เพราะไม่อยากไปอยู่รวมกับคนอื่น
ระหว่างที่รู้สึกลังเลอยู่ ก็ได้ยินเสียงใครบางคนในกลุ่มผู้ป่วยไอออกมา แล้วก็ถุยน้ำลาย...
ถุยน้ำลายลงบนพื้นห้องนั่นแหละ อี๋... เรายิ่งรู้สึกขยะแขยงเข้าไปใหญ่
แล้วไม่ได้ถุยออกมาทีเดียวนะ หลายทีด้วย
เราชะงักความคิดที่จะเข้าไปรวมกลุ่มทันที 
เราไม่รู้ว่าจะเดินไปเหยียบเศษซากน้ำลายของใครตอนไหนหรือเปล่า
แล้วยิ่งไม่ได้ใส่แว่นด้วย มองก็ไม่เห็น อี๋ๆๆๆ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
พื้นก็สกปรก เก้าอี้นั่นก็จะสกปรกมั้ยไม่รู้ แล้วก็ยังมีคนอื่นอีก อี๋ ไม่เอาล่ะ

เรายืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
พยาบาลหันมาบอกเราอีกสองสามครั้งว่าให้เข้าไปข้างใน เป็นพยาบาลแก่ๆ ท่าทางดุๆ
คือพยาบาลก็พูดมีหางเสียงแหละ "กรุณาขยับเข้าไปด้านในด้วยค่ะ"
แต่ไม่ใช่การพูดจาอ่อนหวานไง น้ำเสียงแข็งกระด้างออกแนวบังคับ
แต่เราก็ยังไม่ขยับเขยื้อน ตอนนั้นรู้ตัวเลยว่าเราทำหน้านิ่งมาก
ในใจทั้งรู้สึกเกลียด รู้สึกกลัว รู้สึกเศร้า รู้สึกโมโห รู้สึกแย่ รู้สึกต่อต้าน
หลายความรู้สึกปนกันไปหมด

แต่มันแสดงออกมาด้วยใบหน้าที่เฉยชาติดจะชักสีหน้านิดๆ
แล้วก็คิดว่าพูดได้ก็พูดไป เราไม่ไปซะอย่าง ใครจะทำไม
ถ้าลองมาสั่งเรามากกว่านี้ เราจะอาละวาดให้ดู 
ซึ่งการวีนเหวี่ยงของเราก็ไม่ใช่ธรรมดาหรอก เรารู้ตัวว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองแค่ไหน
เราไม่ชอบให้ใครมาชี้นิ้วสั่ง ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ
ถ้าเราหงุดหงิดขึ้นมา ไม่ว่าใครก็เอาไม่อยู่ทั้งนั้น
ซึ่งถ้าเราอาละวาด เราอาจจะโดนคุมตัว จับมัด ฉีดยานอนหลับแบบที่เคยเจอ
แต่ก็ช่างเถอะ เรามีทางออกของเรา

ไม่รู้เหมือนกันว่าพยาบาลขี้เกียจพูดแล้ว หรือว่าอาจจะอ่านสีหน้าเราออก
ก็ไม่ได้สั่งให้เราขยับไปอีก เราเลยยังคงยืนอยู่ที่เดิม
มีพยาบาลอีกคนมาบอกเป็นระยะว่าให้เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย
ซึ่งสิ่งที่เขาพูดก็ไม่ได้อ่อนหวานเรียบร้อยเหมือนกันนั่นแหละ
ไม่รู้เหมือนกันว่าพยาบาลที่นี่ต้องคีพลุคแบบนี้กันทุกคนเลยเหรอ

ตอนที่มาบอกให้เข้าห้องน้ำน่ะ เขาพูด (ด้วยน้ำเสียงแข็งๆ) ว่า
"ไปขี้ไปเยี่ยวให้เรียบร้อย ส้วมอยู่ทางซ้ายมือ เยี่ยวอย่างเดียวนะ ห้ามกินน้ำ
ใครยังไม่เยี่ยว ระวังจะไปเยี่ยวแตกบนเตียงนะ"
เราฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว รู้สึกขุ่นในใจขึ้นมานิดหน่อย
ในความคิดเราคือมันไม่สุภาพน่ะ ไม่รู้สิ จะบอกว่ากระแดะ โลกสวย หรืออะไรก็ได้มั้ง
แต่เราไม่คิดว่าพยาบาลจะพูดกับผู้ป่วยแบบนี้ 
เขาไม่ได้พูดกับเราโดยตรงหรอก ก็พูดรวมๆ แต่เราก็ไม่ชอบอยู่ดี
แล้วที่บอกว่าอย่ากินน้ำในห้องน้ำนั่นอีก คิดแล้วก็อี๋ขึ้นมา ใครมันจะไปกิน แหวะ...
แต่ก็นะ... ที่นี่เป็นโรงพยาบาลจิตเวชนี่ อาจจะมีคนกินจริงๆ ก็ได้

เราเข้าห้องน้ำมาจากที่ห้องพักของเราแล้วตั้งแต่ก่อนออกมา เลยไม่คิดจะเข้าที่นี่อีก
แล้วเราก็ไม่ได้กินอะไรนอกจากกลืนน้ำลายตัวเอง เลยไม่มีอะไรให้ปวด
แถมห้องน้ำในนั้นจะสกปรกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราไม่มีทิชชูเปียกด้วย ทิชชูเฉยๆ ก็ไม่มี
รองเท้าแตะก็ถอดออกไปแล้ว ถ้าเดินเท้าเปล่าเข้าไปมันก็คงจะน่าขยะแขยงนิดๆ
พื้นเปียกๆ ลื่นๆ ที่ไม่รู้จะมีอะไรบ้าง ได้ทำความสะอาดบ่อยแค่ไหน
แว่นก็ไม่ได้ใส่ บางทีอาจจะไปเจอน้ำลายใครไม่รู้อยู่ในนั้นก็ได้
คิดแล้วก็ขนลุก รู้สึกเบ้ปากอยากจะอ้วกขึ้นมา 
รวมๆ แล้วก็ยืนเฉยๆ ตรงนี้ละกัน

จนเวลาผ่านไป...
คิดว่าคงไม่นานหรอก แต่ก็นานอยู่ในความคิดเรา
พยาบาลเริ่มเอาแฟ้มของผู้ป่วยแต่ละคนมาเรียง 
เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเขาเรียงลำดับยังไง
แล้วเขาก็มาเรียกชื่อผู้ป่วย 3-4 คนที่อยู่ด้านใน บอกให้ออกไปได้เลย
อ่า... เริ่มแล้วสินะ

เราพยายามชะโงกหน้าดูหลังฉากกั้นว่ามันเกิดอะไรขึ้น เผื่อจะได้เตรียมใจ 
แต่ก็มองอะไรไม่เห็นเลย เราถอดแว่นไปแล้วนี่...
นึกเจ็บใจตัวเองที่สายตาสั้นก็ตอนนั้นแหละ
เราเห็นแค่ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นเดินไปที่เตียง แล้วนอกนั้นก็เห็นเป็นภาพเลือนราง
เราไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน 
ในเมื่อภาพต่างๆ ที่เห็นตรงหน้ามันไม่เหมือนที่จินตนาการไว้
เราก็ไม่คิดว่าการทำ ECT มันจะสวยงามแบบที่คิดไว้เหมือนกัน
ผู้ป่วยค่อยๆ ทะยอยกันออกไปเรื่อยๆ ตามที่พยาบาลเรียก
จนในที่สุดก็มาถึงชื่อเรา...

น้ำลายบนพื้นนั่น อาจน่ากลัวน้อยกว่าการช็อกไฟฟ้าก็ได้นะ


... ขอโทษนะคะที่ไม่อาจจบในพาร์ทนี้ได้ ...
แต่อยากเล่าให้ครบถ้วนมากที่สุด เท่าที่ความทรงจำจะเอื้ออำนวย
ยังไงก็เจอกันพาร์ท 3 ค่ะ :)


SHARE
Writer
21JAN
hopeless girl
"ฉันฆ่าตัวตายในความคิดเสมอ"

Comments

BlankD
2 years ago
น่าสนใจ
Reply
21JAN
2 years ago
ขอบคุณค่ะ เราก็พยายามเล่าเท่าที่เราจำได้ เผื่อจะมีคนสนใจวิธีการรักษาอันนี้