นักโทษกับเรือนจำ ( ECT #1 )
อา... เล่าเรื่องการทำ ECT ดีกว่า 
ECT หรือ electroconvulsive therapy เป็นการรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า 
หมอบอกว่าจะให้ใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อเป็นวิธีสุดท้ายจริงๆ 
หมายถึงการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้ว และผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าขั้นรุนแรง 

ก่อนหน้านี้เรารักษามาหลายวิธีแล้วเหมือนกัน
เริ่มจากกินยา เพิ่มโดสยา เปลี่ยนยา ทำจิตบำบัด 
ไปจนถึงการทำ TMS (การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก)
ทุกอย่างไม่ได้ผลเลย จนหมอตัดสินใจส่งเราไปทำ ECT

เท่าที่อ่านมาแล้วก็ฟังจากหมอพูด 
เห็นว่า ECT คือการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านสมอง
ประมาณว่ามันจะไปกระตุ้นให้หลั่งสารเซโรโทนินหรืออะไรนี่ล่ะ
เอ่อ เรื่องวิชาการนี่เราก็ไม่ค่อยมั่นใจ ไม่พูดถึงแล้วกัน
เล่าเรื่องการทำ ECT ดีกว่า

ตอนแรกเรารักษาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
เป็นโรงพยาบาลทั่วไปที่มีแผนกจิตเวชนี่แหละ
แล้วพอหมอจะให้ทำ ECT ก็เลยต้องส่งต่อไปอีกโรงพยาบาล 
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลด้านจิตเวชโดยเฉพาะ และมีเครื่องมือครบถ้วนกว่า

ตอนที่ส่งตัวเราไป เราก็ไม่ได้ไปแบบเต็มใจนักหรอก
เราโดนจับมัด ฉีดยานอนหลับ ส่งขึ้นรถตู้ มีพยาบาลตามประกบ
ฟังดูแล้วเหมือนโดนลักพาตัวเลยเนอะ 5555
คือมันมีเหตุขลุกขลักนิดหน่อย เราเลยกลายเป็นโดนมัดแบบนั้น
เดี๋ยวมาเล่าก็แล้วกัน เอาเรื่อง ECT ก่อน

หมอที่โรงพยาบาลแรกบอกกับเราว่า การทำ ECT ไม่เจ็บหรอก
ถึงแม้จะเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้า แต่เราก็จะไม่รู้สึกตัว
เพราะหมอจะให้ยาสลบก่อน เราก็จะเหมือนหลับไป
ไม่เกร็ง ไม่ชัก ไม่เจ็บ ไม่น่ากลัวเลยสักนิด
ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่!

โอเค มันถูกบางส่วน...
เราไม่รู้สึกตัว เราไม่เจ็บ แต่มันน่ากลัวสำหรับเรา
เราจินตนาการภาพเอาไว้ค่อนข้างสวยหรูกว่าความเป็นจริงนิดหน่อย
ไม่สิ เราจินตนาการดีกว่าความเป็นจริงเยอะเลยล่ะ

ในความคิดคือเรานอนบนฟูกนุ่มๆ บนเตียง
มีผ้าคลุมเตียงลายโรงพยาบาลสีขาวสะอาดตา
เป็นห้องแอร์ อากาศเย็นสบาย
เราโดนวางยาสลบ นอนหลับไป แล้วก็ตื่นมาด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น

เอ่อ โอเค มันก็อาจจะไม่ได้ดีขึ้น
คือเราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะหายเศร้าหรอกนะ
เอาเป็นว่าเราไม่ได้คิดว่าพอตื่นขึ้นมาแล้วจะเป็นยังไง
แต่ก็คิดแค่ว่าการรักษาด้วยไฟฟ้าเนี่ย มันคงจะไม่น่ากลัวหรอก

ตัดภาพมาที่ความเป็นจริง...
งดอาหารและน้ำก่อนทำ จำไม่ได้แล้วว่ากี่ชั่วโมง
แต่น่าจะงดตั้งแต่สี่ทุ่ม แล้วก็เริ่มทำตอนเก้าโมงเช้า
เราอยู่ห้องพิเศษ ก็เป็นห้องแอร์ อาหารการกินสะดวกสบาย
คล้ายๆ ห้อง VIP อะไรประมาณนั้น
(ติดไว้อีกเรื่องแล้วกันว่าจะมาเล่าเรื่องห้องพิเศษ)

ที่จะบอกคือเราก็อยู่แต่ในตึกที่เป็นห้องพิเศษ ก็จะใส่ชุดผู้ป่วยสีฟ้า 
ก็เห็นทุกคนในตึกใส่ชุดสีฟ้ากันหมด ที่อยู่ก็เป็นห้องแอร์
แต่พอเราไปทำ ECT ซึ่งต้องไปทำรวมกับผู้ป่วยตึกอื่นด้วย
ก็เลยได้เห็นว่าที่ตึกอื่นไม่ได้ใส่ชุดสีฟ้าเหมือนเรา
ตึกอื่นที่ว่าก็คือผู้ป่วยห้องธรรมดา เป็นห้องรวม
แล้วทุกคนก็ใส่ชุดสีแดงตุ่นๆ สีหม่นๆ

มีคนมาทำ ECT เยอะมาก น่าจะประมาณ 30 คนต่อวันได้ล่ะมั้ง
คือมันมีการทำหลายรอบน่ะ เพราะหมอคงทำให้ทุกคนในวันเดียวไม่ไหว
แล้วก็จะแยกชายหญิงด้วย ตอนที่เราไปก็เลยจะเจอแต่ผู้หญิง

เราที่โดนขังอยู่แต่ในตึกห้องพิเศษที่มีผู้ป่วยแค่ 3-4 คน
ก็ไม่นึกว่าจะเจอคนเยอะขนาดนี้
เราก็ลืมไปว่านี่เป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง ก็ต้องมีคนเยอะเป็นธรรมดา 
นี่คงเป็นส่วนหนึ่งจากผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้นเอง เพราะยังมีผู้ป่วยอีกมากที่ไม่ต้องทำ ECT 
ต่างจากโรงพยาบาลแรกที่เรามา ซึ่งมีผู้ป่วยทั้งแผนกแค่ 7-8 คน

พยาบาลพาเรามาจากตึกพิเศษที่เราอยู่ เดินมาจนถึงอีกตึกหนึ่ง
ใช้เวลาในการเดินประมาณ 5 นาที 
น่าจะใช้นะ.. เราก็กะเอา เพราะไม่มีนาฬิกา แต่มันไม่ไกลเท่าไหร่
ด้านหน้าของตึกมีลักษณะเก่าๆ โทรมๆ ดูเหมือนเป็นตึกร้างมากกว่า
คุณคิดภาพตึกร้างไว้ยังไง ก็แบบนั้นแหละ

พอเดินเข้าไปด้านใน อ่า... เก่าพอกับข้างนอก
เป็นตึกที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย ไม่มีแอร์ ทุกอย่างดูโทรมมาก
มีซี่เหล็กขึ้นสนิมกั้นไว้ในส่วนที่เป็นหน้าต่าง เพื่อไม่ให้ใครออกไปได้
ประตูไม้เก่าๆ ที่ถูกล็อคอย่างแน่นหนา เปิดทีก็ดังเอี๊ยดอ๊าด
ถ้าเดินมาคงเดียวตอนกลางคืน จะต้องคิดว่าเป็นตึกผีสิงแน่ๆ
เราเริ่มลังเล แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ผ่านประตูหน้าเข้าไปแล้ว ก็ยังต้องเดินลึกเข้าไปอีก ผ่านประตูกั้น 2-3 ชั้น
ข้างในมีผู้ป่วยจากตึกอื่นมารออยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับพยาบาลอีกหลายสิบคน
ผู้ป่วยเกือบ 30 คนในชุดสีแดงตุ่นๆ หันมามองเราในชุดสีฟ้าแปลกตาที่เดินเข้ามาทีหลัง
ทุกคนมีผ้าอะไรบางอย่างพันรัดข้อมือเอาไว้
บรรยากาศ ลักษณะท่าทางของทุกคนที่นั่น บวกกับชุดสีแดงอันนั้น
ทำให้ทุกอย่างดูออกมาไม่ต่างกับอยู่ในคุกเลย
เหมือนคุกแบบคุกจริงๆ ยิ่งกว่าตอนแรกที่เราก่นด่าห้องพิเศษของตัวเองว่าคุก
พอมาเทียบกับที่นี่แล้ว ห้องพิเศษของเราเหมือนกับการอยู่คอนโดหรูๆ เลยล่ะ

เราถูกพาไปยังมุมในสุดของห้อง ซึ่งมีฉากกั้นระหว่างมุมนั้นกับห้องข้างนอก
มีเก้าอี้ไม้ตัวยาวสองตัววางเรียงอยู่ในมุมนั้น และผู้ป่วยในชุดสีแดงก็นั่งอยู่เต็มไปหมด
เรายืนเงอะงะไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหนดี ไม่อยากไปรวมกลุ่มกับคนอื่นด้วย
พวกเขาดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก...
และด้วยนิสัยหวาดระแวงของเรา ทำให้เราไม่อยากอยู่ใกล้หรือสุงสิงกับใคร
เราเลยเลือกที่จะยืนห่างจากทุกคนออกมา และอยู่ใกล้กับฉากกั้นมากที่สุด

รู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากนักโทษที่อยู่ในเรือนจำเลยแม้แต่น้อย


... คือว่า มันชักจะยาวไปแล้วแฮะ ...
ตัดแบ่งดีกว่า ขอไปเล่าต่อพาร์ท 2 แล้วกันนะคะ


SHARE
Writer
21JAN
hopeless girl
"ฉันฆ่าตัวตายในความคิดเสมอ"

Comments