กระทงดอกไม้สอนชีวิต
หนุ่มน้อยส่งภาษาถิ่นที่ยังดังก้องในหู มีเพียงไม่กี่คำที่ฟังเข้าใจได้ "Flower Flower 10 Rupee 10 Rupee" เขาทั้งพูด ทั้งเดิน ทั้งวิ่ง แทบจะไม่มีช่วงระยะหายใจ เดินล้อมหน้าล้อมหลัง แม้ข้าพเจ้าจะเร่งฝีเท้าก้าว เขากลับขยับขาเร่งเร็วยิ่งกว่า ตัวข้าพเจ้าเอง
เข้าใจเป้าประสงค์ของหนุ่มน้อย แต่เหตุการณ์กลับเป็นช่วงน่าจดจำ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจบางสิ่ง ที่วิถีชีวิตต้องเรียนรู้ต่อไป ช่วงเวลาหนึ่งของการเดินทางสู่เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย ใครใครหลายคนบอกว่า    ใครได้มีโอกาสเยือนสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นบุญยิ่งนัก  ที่แห่งนี้  ณ แม่น้ำคงคงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นแม่น้ำสายสำคัญ ที่มีเรื่องราวเล่าขานต่อๆกันมา 

ข้าพเจ้าเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านก็คงเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างใช่มั้ยคะ ?

ภาพถ่ายการเผาศพ ริมแม่น้ำคงคาตามความเชื่อของคนฮินดูที่ข้าพเจ้าเห็นตามสื่อต่างๆ ภาพวาดสถานที่ บรรยากาศ และ พิธีกรรมในจินตนาการของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าหาโอกาสมาเยือน เพื่อให้เห็นความจริงด้วยสองตาตัวเอง  คาดหวังว่าอยากเก็บเป็นความทรงจำช่วงหนึ่งของชีวิต 

แต่ทุกคราที่ข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องราวการเดินทางสู่แม่น้ำคงคงมหานที 4000 ปี    
ข้าพเจ้ากลับจดจำหนุ่มน้อยผิวดำสนิท ตาคมเข้ม ร่างเล็ก ตัวสูงไม่ถึงเอว รองเท้าก็ไม่ใส่ บวกกลิ่นตัวฟุ้งราวกับไม่ได้อาบน้ำมาไม่น้อยกว่าสัปดาห์ ที่ทำให้หัวใจข้าพเจ้ายอมแพ้ใจหัวใจข้าพเจ้ายอมแพ้ใจข้าพเจ้าพบเขาที่นี่ หนุ่มน้อย สัญชาติอินเดีย 

ทันทีที่รถมาถึงลานจอดรถปากทางเข้าท่าเรือแม่น้ำคงคา  ทั้งๆที่รถยังไม่ทันจอดดี    ข้าพเจ้ามองลงมาจากหน้าต่างรถบัส เห็นกลุ่มผู้คนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีซีด สภาพดูเก่าเหมือนถูกใช้งานมาอย่างหนักซ้ำแล้วซ้ำอีก  ในมือถือตะกร้ากระทงดอกไม้ มีทั้งเด็กโต และเด็กเล็ก วิ่งกรูเข้ามารอที่ประตูรถ 

คุณผู้อ่านลองคิดตามกันสิคะว่า   ภาพอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากประตูรถเปิดออก และผู้โดยสารอย่างข้าพเจ้าก้าวเท้าลงจากรถ 

"กระทงดอกไม้สักการะแม่น้ำคงคง และไม้ขีดไฟทางคณะ จัดให้ทุกคนเรียบร้อยแล้วนะ"  เสียงตะโกนลอยตามลมมา​   ก่อนที่ข้าพเจ้าจะก้าวลงรถเท้าสัมผัสพื้นดินดินแดนพาราณสีแห่งนี้       

ภาพที่เกิดแบบไม่ต้องสงสัย  กลุ่มเด็กขายกระทงดอกไม้กลุ่มนั้น   จับตา จ้องเป้าหมาย วิ่งรี่เข้าไปทำหน้าที่ของตนเอง  

ผู้มาเยือนได้ยินเพียงประโยคภาษาอังกฤษประโยคเดียวที่เปล่งออกมา “Flower Flower 10 Rupee”
ระยะทางเดินเท้าจากทางเข้าจนไปถึงท่าเรือแม่น้ำคงคาใช้เวลาเดินประมาณกว่า 10 นาที​  เด็กๆหลายคนถอดใจแล้วหยุดกำลังกายที่จะก้าวเท้าตาม  เพราะก้าวตามมากเท่าไหร่ ก็เหมือนว่าผู้มาเยือนก็ก้าวเท้าหนีเท่านั้น บวกกับสภาพสกปรก กลิ่นตัวของเด็กๆ  ทำให้บางคนแสดงกิริยารังเกียจ ออกมาโดยไม่รู้ตัว 

ข้าพเจ้าคิดพียงว่าพวกเขาคงประสบจนชินชา มีประสบการณ์เรียนรู้ว่าควรเปลี่ยนเป้าหมาย และ ทำหน้าที่ของตนเองต่อไป

ข้าพเจ้าก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ตกเป็นเป้าหมายของเด็ก 3-4 คน หนึ่งในนั้นคือเขาคนนี้ หนุ่มน้อยในชุดสีกรมท่าเทา สภาพมอมแมม  เขาเป็นคนเดียวที่เดินแบบเกาะติดข้าพเจ้าจนมาถึงท่าเรือ  

เขาส่งภาษาถิ่นที่ยังดังก้องในหู  มีเพียงไม่กี่คำที่ข้าพเจ้าฟังเข้าใจได้ “ Flower Flower 10 Rupee 10 Rupee”  เขาทั้งพูด ทั้งเดิน ทั้งวิ่ง แทบจะไม่มีช่วงระยะหายใจ เดินล้อมหน้าล้อมหลัง  แม้ข้าพเจ้าจะเร่งฝีเท้าก้าว เขาขยับขาเร่งเร็วยิ่งกว่า  เรามีบทสนทนากันแบบต่างคนต่างพูด เสมือนสื่อภาษาแบบไม่เข้าใจกัน ระหว่างทางก่อนถึงท่าเรือแม่น้ำคงคา  

ข้าพเจ้าหยิบกล้อง และชู 1 นิ้วใส่หน้าเขา  เพื่ออยากสื่อความหมายว่าขอรูปนึงนะ “ May I have your photo? ” ข้าพเจ้าพูดไปโดยไม่ฟังคำตอบ ตอนนั้นนิ้วก็กดชัตเตอร์ไปแล้ว 

เขาขายได้แล้ว เขาทำสำเร็จ ข้าพเจ้าดีใจแทนเขา และหยิบเงิน 10 รูปีส่งให้   มือรับกระทงดอกไม้​ 

แต่เขากลับไม่มีทีท่าดีใจ และไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าสีเข้มสักนิด เขารีบหยิบยื่น “กล่องไม้ขีด” และพูดรัวเร็วจับใจความได้ว่า " อีก 10 รูปี" จ้องมองข้าพเจ้า ในแววตาเขามีภาพข้าพเจ้า ขึ้นตัวอักษรว่าความหวังอยู่    ข้าพเจ้ายอมแพ้ใจ ยิ้มและยื่นให้อีก 10 รูปี  รับกล่องไม้ขีดและวางลงบนกระทงดอกไม้ในมือ 

เขาหันหลังกลับวิ่งอย่างเร็วสุดชีวิต มุ่งหน้าไปที่ทางเข้าท่าเรืออีกครั้ง สำหรับข้าพเจ้าที่เขาทำ เป็น ความพยายามสู้ชีวิตในแบบฉบับของเขา

ทันเวลาพอดี ข้าพเจ้าคว้ากล้องที่คล้องคอ มือหมุนหันหน้ากล้องไปที่เขาทันควัน คราวนี้นิ้วขยับเร็ว กดชัตเตอร์รัว ๆ  เหมือนหัวใจข้าพเจ้าตอบรับ และสั่งการตัวเองว่าอยากเก็บเขาไว้ในความทรงจำ 

ความคิดมากมายไหลเข้ามาในหัวสมองและหัวใจของข้าพเจ้า   ในเวลานั้นเท้าก้าวลงเรือในมือถือ 2 กระทงดอกไม้   ไม่นานนักเรือก็ล่องตามลำน้ำเพื่อพาข้าพเจ้าและคณะไปเห็นภาพพิธีกรรมเผาศพมนุษย์ ร่างไร้วิญญาณ แต่ภาพนั้นกลับไม่ตีตราน่าจดจำตามความตั้งใจแรกก่อนมาที่นี่เลย 

ข้าพเจ้าคิดถึงแต่หนุ่มน้อย ร่างมีชีวิต กับสิ่งที่เขาต้องเผชิญให้อยู่รอด บนต้นทุนชีวิตที่น้อยเหลือเกิน ในดินแดนแห่งนี้
กระทงดอกไม้ที่ข้าพเจ้าแลกมาด้วยเงินเพียง 10 รูปี หรือ 5 บาทนั้น เป็นบทเรียนสอนชีวิต ว่าอย่ามัวแต่น้อยเนื้อต่ำใจโทษโชคชะตา ต้นทุนชีวิตไม่ได้เป็นเข็มทิศแห่งความสำเร็จ  ลองคิดถึงชีวิตผู้คนรอบตัวเรา หลายคนที่มีฐานะยากจนประสบความสำเร็จสูงสุดได้ แต่หลายคนที่ครอบครัวร่ำรวย กลับทำอะไรไม่เอาอ่าวสักอย่าง 
IN​ 2019​_priceless experience
Credit Photo : narina


SHARE
Writer
NariNa
Writer vs Dream
_ Find to Found A day _

Comments

girlwithsmile
27 days ago
ขอบคุณที่ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เราคิดถึงช่่วงเวลาที่ไปอินเดียมาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และก็พบเด็กหญิงคนหนึ่งที่ขายดอกไม้ให้ เราเห็นความฉลาด ความพยายามมากๆของเขา จนเราอดเอ็นดูและช่วยอุดหนุนไปไม่ได้ เราเกือบลืมเรื่องราวดีๆในครั้งนั้นแล้ว จนได้มาอ่านเรื่องของคุณค่ะ💚
Reply
NariNa
27 days ago
เคยมีประสบการณ์​และรู้สึกอย่างเดียวกันใช่มั้ยคะ​ ต้นทุนชีวิตเค้าช่างน้อยนัก​
khwanjai
27 days ago
เป็นงานที่เขียนดีมากคะ

Reply
NariNa
27 days ago
ขอบคุณมากค่ะ
SaaSky
19 days ago
ขอบคุณ เรื่องราวดีจัง
Reply
NariNa
18 days ago
ขอบ​คุ​ณ​ค่ะ❤️