หมู่บ้านเพนกวิ้น



นักล่าความฝันที่เหนื่อยล้ากับการตามหาความฝันที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนในดินแดนแห่งนี้ เขากลับมายังที่พักพิงอันเงียบเหงาและไร้ชีวิตชีวา เพียงเขาย่างกรายเข้ามาในห้อง เสียงสายฝนที่ตกกระทบหลังคาได้ดังก้องไปทั่ว เสียงน้ำเซาะปูนดั่งตั้งใจจะเซาะเข้าไปเสียดแทงขั้วหัวใจ 


บัดนี้นักล่าฝันได้กลายเป็นเพียงมนุษย์ที่หมดพลังในการจะค้นหาความฝันต่อไป ในใจมีเพียงแต่ความสับสนวุ่นวาย และไร้ที่พึ่ง หวังเพียงแววตาจะจะมองไปแล้วได้กำลังใจให้หายเหนื่อยเหมือนเป็นที่หลบพายุฝนในวันที่หนาวเหน็บ แต่กลับไม่มีแววตาใดในที่แห่งนี้ มีเพียงตัวคนเดียว เราผู้เดียวเท่านั้น


สายฝนที่โหมกระหน่ำเข้ามาก่อให้เกิดความรู้สึกโหยหาถึงสิ่งที่จากมาและขาดหายไปนาน หมู่บ้านเพนกวิ้นอันอบอุ่นที่เราละทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อตามหาโลกกว้าง

..........คิดถึงบ้านกันไหมครับ ?

 

“บ้านไม่มีความหมาย ในวันที่ฉันเดินมาตามความฝัน มันช่างแสนไกล.......”
 

เสียงเพลงดังแว่วมาชวนให้นึกย้อนเวลากลับไปถึงอดีตที่ผ่านมา หลาย ๆ คนคงเข้าใจความรู้สึกท่อนแรกของเพลงนี้เป็นอย่างดี ย้อนกลับไปในช่วงเวลานาทีที่เหล่าเราผู้เดินทางไกลตัดสินใจที่จะออกเดินทาง ในวินาทีนั้นในห้วงความคิดมีเพียงสิ่งเดียวที่คิดคือ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะออกไปเผชิญโลกกว้าง เราพร้อมแล้วที่จะออกไปตามหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ สิ่งที่มีพลังขับคลื่อนเราให้ทำสิ่งต่างๆได้....สิ่งที่เรียกว่าความฝัน 


หลังจากที่ผมเริ่มใช้ชีวิตอย่างคุ้นชิน ยอมรับได้กับสิ่งที่เป็นไป พยายามมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้น การกระทำสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่ที่ผมต้องทำจากการตัดสินใจเลือกของผมเอง สิ่งที่ไม่เคยหายไปจากใจไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ คือความคิดถึง ความโหยหา สิ่งที่เราจากมา



ครับผมคิดถึงบ้าน คิดถึงเวลาตอนเย็นที่ได้มีเวลานั่งกินข้าวกับพ่อแม่และน้องสาว คิดถึงหมาที่ชอบมากวนใจที่เตียงตอนเช้า คิดถึงกลิ่นดินกลิ่นฝนที่ตกตอนผมนั่งอยู่หลังบ้าน


ความสุขความทรงจำมากมายมันล้นทะลักอยู่ในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ไม่ดีนัก วันที่เลวร้าย วันที่ทำข้อสอบไม่ได้ วันที่ทะเลาะกับเพื่อน วันที่ทำโปรเจ็คไม่ผ่าน วันที่ต้องผิดหวังเพราะรักข้างเดียว หลายๆครั้งเราพ่ายแพ้ให้กับความเป็นไปของโลก ผมได้ยินอยู่เสมอกับคำว่า โลกนี้มันโหดร้าย แท้จริงแล้วโลกอาจไม่ได้โหดร้ายทารุณกับเรามากเท่าที่เราคิด เพียงแต่บางครั้งเมื่อเราอยู่ในจุดที่ไม่ลงตัว ในสถานที่ที่ไม่ใช่ ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เราก็มักพบกับสิ่งที่เราไม่ได้เตรียมใจและคาดหวังไว้ ความผิดหวังที่เราเจอทำร้ายจิตใจเราให้เราเจ็บปวด

ท้องฟ้าที่เราเห็นเป็นผืนเดียวกับที่บ้านไหม

ดวงจันทร์ที่เห็นเป็นดวงจันทร์ดวงเดียวกับที่บ้านหรือเปล่า

หากเป็นสิ่งเดียวกัน เหตุใดฉันจึงคิดถึงมันเหลือเกิน
 
ในขณะที่ผมอยากจะกลับบ้านเหลือเกิน แต่ผมรู้ว่ามีหลายคนที่เฝ้าหวังรอดูความสำเร็จของเราอยู่เช่นกัน ผมจะบอกพวกเขาอย่างไรว่าในใจของผมมันคิดว่า ความฝันที่ผมหาอยู่มันเลื่อนลอยไม่มีอยู่จริง ผมจะมองตาพวกเขาอย่างไรเมื่อผมกลับไปโดยที่ไม่สามารถคว้าอะไรได้เลย

ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็คงมีความรู้สึกนี้เข้ามากระแทกในใจอยู่บ่อยครั้ง ผมเองก็มีความรู้สึกนี้รายรอบหัวใจอยู่เสมอ มันทำให้เราทรมาน จะกลืนก็ไม่เข้า จะคายก็ไม่ออก ไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี จะสู้ต่อไปก็กำลังเดินไปบนทางที่ว่างเปล่า จะย้อนกลับไปก็ไม่ได้

จนกระทั้งวันหนึ่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เสียงของแม่ที่สอดผ่านสัญญาณเข้ามาในหูด้วยการถามสารทุกข์สุขดิบทั่วไป ผมตอบคำถามด้วยคำตอบสั้นๆปกติทั่วไป



เสียงจากต้นทางดังมาว่า



“เหนื่อยมั้ย เรียนมีความสุขหรือเปล่า พักบ้างนะ ถ้าไม่ไหวก็กลับมาบ้านเรานะ”
 

 
SHARE
Written in this book
The Journey of December Pollen
เราล้วนโหยหาที่ยึดเหนี่ยว

Comments