ข้อแลกเปลี่ยนของงานอิสระ

หลายคนบอกว่างานอิสระหรือฟรีแลนซ์ช่างดี๊ดี
อยู่ไหนก็ทำงานได้ มีอิสระจะตายไม่ต้องขึ้นตรงกับใคร
อยากทำก็รับ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องรับ
ได้ทำสิ่งที่ชอบทุกๆวัน ทำงานก็เหมือนไม่ทำงาน
ฯลฯ

เอาความจริงมั๊ย? 
ความจริงจากมนุษย์ฟรีแลนซ์ที่ไม่เคยทำงานประจำจริงๆอย่างฉัน

ทั้งหมดข้างบนนั้น (อย่างน้อยก็ในกรณีของฉัน)
เรียกได้ว่าแทบจะผิดทุกข้อนะ 
ราคาที่แพงที่สุดของอิสรภาพในงานฟรีแลนซ์
คือ "เวลา"  
"เวลา" ที่เหมือนจะมีมากเพราะไม่ต้องทำงานประจำนี่แหละ
ที่เป็นสิ่งที่มนุษย์ฟรีแลนซ์อย่างฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา
คำพูดติดปากฉัน (และเพื่อนร่วมสายอาชีพอีกหลายคน) 
คือ "ไม่มีเวลาเลย"  ไม่ก็ "ช่วงนี้งานยุ่งมาก"

เพราะไม่ต้องทำงานประจำก็เลยไม่รู้ว่าควรจะหยุดตอนไหน กี่วัน
ปีที่แล้วฉันพยายามหยุด 1 วันต่อสัปดาห์ให้ได้
แต่ถามว่าหยุดของฉันคือหยุดจริงๆมั๊ย 
ตอบเลยว่า...แทบจะไม่เลยนะ

ถึงหยุดอยู่กับบ้านไม่มีสอน ฉันก็ยังต้องทำนั่นทำนี่
เพราะทำงานอิสระเลยต้องเหมาเองหมด
ดุจควบทุกตำแหน่งในบริษัท 
อะไรมันจะ one man show เบอร์นี้

ไหนจะอัพเดทตารางงาน ตอบอีเมล์ ทำบัญชี ทำใบเสนอราคา
ทำบิลเก็บเงิน ทำใบรับเงิน ทำตารางสอน เตรียมชีท 
ตรวจการบ้าน ดูสื่อต่างๆเพิ่มความรู้ ขับรถไปจัดการธุระปะปัง
ไม่รวมงานแปลที่วันอื่นสอนจนหัวหมุนไม่มีเวลามาทำอีกล่ะ
ไหนจะให้เวลากับครอบครัวอีกล่ะ
ไหนจะการนอนอืดไม่ขยับเพื่อ "พักฟื้นร่างกาย" อีกล่ะ

24 ชั่วโมงใน "วันคล้ายวันหยุด" ของฉันจึงหมดไปเร็วแบบไม่ทันตั้งตัวเลย

ก็เพราะไม่มีงานประจำเนี่ยแหละ ทุกวันเลยเหมือนวันทำงาน
เช่น ระหว่างนั่งจิบกาแฟ กำลังอัพรูป (ที่ฉันคิดว่า) สวยลงไอจี
ฉันก็อาจจะกลับสู่โหมดทำงานทันทีที่ลูกค้าติดต่อมา
เพราะทำงานอิสระเลยต้อง "ตามตัวได้" ตลอดเวลา
เนื่องจากไม่มีทางรู้เลยว่าลูกค้าจะติดต่อเข้ามาตอนไหน

หลายครั้งที่ตอบช้าก็ชวดงาน
ชวดงานก็ชวดเงิน
ชวดเงินก็...ตามนั้นแหละค่ะทุกคน

ดังนั้นถามว่าฉันขึ้นตรงกับใคร
ฉันก็จะตอบว่า "คุณลูกค้าที่รักยิ่ง" ของฉันไง

สมัยเรียนธุรกิจ อาจารย์เคยสอนประมาณว่า 
"It costs five times as much to attract a new customer, 
than to keep an existing one."
แปลว่า
"มันใช้ค่าใช้จ่ายมากกว่า 5 เท่าในการดึงดูดลูกค้าใหม่
เมื่อเทียบกับการรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้วเอาไว้"
ฉันเลยให้ความสำคัญกับลูกค้า
ซึ่งฉันมองว่าคือ "ผู้ให้โอกาส" ฉันมาก 

เพราะไม่มีอะไรมารับรองได้ว่าลูกค้าใหม่จะเข้ามาหรือไม่
ดังนั้นลูกค้าที่ติดต่อมาจึงเหมือนคนที่หยิบยื่นโอกาสให้ฉันได้แสดงฝีมือ

ระหว่างจัดการงานที่ต้องส่งให้ลูกค้า
ฉันก็ต้องคิดเรื่องพวกนี้ไว้ตลอดเวลา
ว่า  my work must speak for me 
คืองานต้องดีเป็นเครื่องหมายการค้าให้ฉัน

ถ้าทำไม่ดีลูกค้าก็ say bye หรือไม่แนะนำต่อ 
ฉันก็แย่ไปเท่านั้น
ต่างกับองค์กรที่อาจจมีแผนกขายและแผนกการตลาด
มาแท็กทีมคอยช่วยกันคิดโปรโมตสินค้าหรือบริการของคุณ
ฉันไม่มีใครมาช่วยตรงนั้นเลยต้องพยายามให้ผลงานพูดแทน

ซึ่งนำมาสู่ประเด็นเรื่อง "อิสระในการรับงาน"
พูดกันตรงๆ ช่วงแรกๆที่ฉันเข้าสู่การทำงานอิสระ
ฉันมองว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เลือกงานเลยนะ
เพราะยังอยู่ในระยะตั้งไข่ 
หาเวทีแสดงกระบวนท่าให้โลกได้ประจักษ์

ดังนั้นงานเล็กงานใหญ่อะไรฉันต้องรับไปก่อน 
ถือเป็นการสร้าง brand awareness คือให้คนมารู้จักแบรนด์
หรือก็คือตัวฉันเองนั่นแหละ

แต่หลังจากอยู่ในวงการนี้มาสักพัก
บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดที่ฉันได้เรียนรู้คือ
It's okay to say no. 
เพราะถ้าโหมรับมาหมดเกินกำลัง
จะให้ผลเสียมากกว่าผลดีในหลายมิติมากๆ
เชื่อฉันเถอะ ฉันเจ็บมาเยอะกับเรื่องนี้ 
เพราะฉันปฏิเสธคนไม่เป็น หลายครั้งเลยรับงานเกินกำลัง
งานก็อาจออกมาไม่ได้มาตรฐานปกติของเรา
ซึ่งไม่ดีต่อทั้งเราและลูกค้าเลย

อีกประเด็นของงานอิสระคือเรื่องของ "ราคา"
เวลาเข้ามาใหม่ๆมันเป็นปริศนาระดับชาติที่ไม่มีคำตอบตายตัวมาก
เพราะบริษัทต่างๆที่ให้บริการเหมือนฉันก็จะตั้งราคาสูงได้เนื่องจากเป็นองค์กร
แต่ฉันซึ่งเป็นฟรีแลนซ์หน้าใหม่จะไปตั้งราคาขนาดนั้นก็คงไม่ได้

แต่ถ้าถามฉันในวันนี้ 
ฉันจะบอกว่า ให้ระลึกอยู่เสมอว่า 
"ราคา" ที่ตั้ง คุณกำลังจะแลกมันด้วย "เวลา"​
ซึ่งมันทำให้การตั้งราคากลายเป็นเรื่องที่ชัดเจนขึ้นมาก
อย่างน้อยก็สำหรับฉันนะ

อย่าลืมว่าเราต้องทำงานคนเดียว
ไม่มีใครมาเปลี่ยนกะ ไม่มีใครมาแทนที่เราในวันที่ล้มป่วย
วันที่เราขาดแรงบันดาลใจ ไม่มีอารมณ์จะทำอะไร
อกหัก รักคุด ทะเลาะกับที่บ้าน เจ็บข้อมือ 
ความดันต่ำ ปวดท้อง เป็นไข้ ปวดกระบอกตา ฯลฯ 
ล้วนไม่เป็นข้ออ้างให้เรา "ลาป่วย" ได้นะ

ดังนั้นเวลารับงานต้องคำนึงถึงทั้งเวลาและสภาพร่างกายด้วย
เราจะทำแต่งานแต่ไม่มีเวลาให้ครอบครัว เพื่อน คนรัก และคนรอบข้างก็ไม่ได้
หรือลืมให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน ชาร์จแบตยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย
ปัจจัยต่างๆล้วนส่งผลต่อไฟในการทำงานได้ไม่ต่างกัน

แน่นอนเรา (ส่วนใหญ่) เลือกทำงานอิสระเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบ
บางคนชอบเพราะเป็นความชอบส่วนตัว
บางคนชอบเพราะมันหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้

ปัญหาคือ เมื่อคุณนำสิ่งที่ชอบมาเป็นงาน
สิ่งที่คุณชอบจะเปลี่ยนสถานะไปทันทีนะ

แต่ก่อนอาจจะชอบเพราะมันช่วยให้ผ่อนคลายจากเรื่องต่างๆ
แต่เมื่อมันเป็นงาน คุณก็ต้องจริงจังกับมัน
จนบางครั้งคุณลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่เราชอบ

ดังนั้นมันจะมีเส้นบางๆตรงนี้ที่เราต้องคอยระวัง
ต้องหมั่นเติมเชื้อเพลิงให้กำลังใจตัวเอง

สำหรับฉัน การเพิ่มพลังให้ตัวเองคือ "การพักผ่อน"
แต่คิดไปคิดมา ฉันแทบไม่ได้ "พักผ่อนจริงๆ" 
มานานเท่ากับระยะเวลาที่เป็นฟรีแลนซ์นี่แหละ

ไม่ว่าจะไปฮ่องกง กระบี่ แพร่ บาหลี พม่า กัมพูชา มาเลเซีย กรุงเทพ ฯลฯ
ฉันก็ไม่วายกระเตงแล็ปทอปไปด้วยเหมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 
เพราะงานไม่เสร็จ จบงานนั้นฉันก็รับงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ฉันเลยมีแต่ "วันคล้ายวันหยุด" แต่ไม่เคยหยุดคิดเรื่องงานเลยสักวัน

ที่ฉันตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ 
เพราะฉันได้คุยกับเพื่อนสนิทที่มาค้างด้วยกันเมื่อคืนวันเสาร์
ทั้งสองคนทำงานประจำ คนหนึ่งเป็นหมอ อีกคนเป็นทันตแพทย์
และต่างฝ่ายต่างมีมุมมองแบบหนึ่งต่อสายอาชีพของอีกฝ่าย
เช่น หมอทำงานหนัก ส่วนฟรีแลนซ์น่ะมีอิสระกว่าเยอะ
อะไรเทือกๆนั้น

คืนนั้นฉันมองเพื่อนหมอของฉันหลับใหลอย่างแสนสบายในตอนตีสองอย่างอิจฉา
เพราะฉันยังไม่ได้อาบน้ำและยังคงฟันฝ่าแปลงานให้ลูกค้าอย่างขมักเขม้น
กว่าจะได้นอนไก่ก็ขันแล้ว (เหมือนเคย)
แถมงานก็ยังไม่เสร็จ ต้องตื่นมาปั่นๆต่ออีก (เหมือนเคย)

ฉันว่าทุกงานก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในแบบของมันนะ
งานประจำก็เช่นกัน
งานอิสระก็เช่นกัน
สุดท้ายแล้วมันคือการประเมินทั้งข้อดีและข้อเสียก่อนจะตัดสินใจ
หนังสือบางเล่มจะบอกให้คุณออกจากงานประจำ
หนังสือบางเล่มจะบอกให้คุณทำงานประจำต่อไป

ไม่ว่าจะทางไหนล้วนมีทั้งสองด้าน

สำหรับฉัน แม้จะต้องเผชิญกับทั้งหมดที่กล่าวมา
แต่ฉันไม่เคยเสียใจ
เพราะแม้จะลุ่มๆดอนๆ 
แต่สิ่งที่ได้คือ "อิสรภาพ" ในการได้ออกแบบชีวิตของตัวเอง

มันไม่ได้สวยหรูหรอก 
แต่การจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ของอะไรสักอย่าง
ก็แค่ไม่เหมาะกับเงื่อนไขในชีวิตฉัน

บางวันฉันอยากนั่งอยู่ที่บ้าน ทำงานในชุดนอน
บางวันฉันอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปสอนในร้านกาแฟ
บางวันฉันอยากทำงานตอนกลางคืนดึกๆเพราะมันเงียบดี
บางวันฉันอยากแว้บเถลไถลไปจิ๊กตัวแม่จากที่ทำงานไปช้อปปิ้งเป็นเพื่อนกัน
ทั้งหมดนี้คงยากถ้าฉันทำงานประจำ

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจ
ฉันอยากให้คุณคุยกับตัวเองให้มากๆ เข้าใจพื้นฐานตัวตนของตัวเอง
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการที่เรา "หมดรัก" ในความชอบของตัวเอง
เพียงเพราะเรานำมันมาสร้างรายได้ เปลี่ยนความชอบมาเป็นงาน
ทำให้มันกลายเป็นบ่วงรัดรึงตัวเราไป 

ส่วนตัวฉัน ที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวด้านบนทั้งหมดนั้น
ก็เพราะฉันบกพร่องเรื่องการจัดการเวลานั่นเองค่ะ 
ฉันไม่โทษใครเลย

สิ่งสำคัญที่คนที่อยากทำงานอิสระควรจะมี
คือ ความสามารถในการจัดการเวลา
เพราะคุณจะต้องเป็นบุคลากรที่ทำทุกอย่างจริงๆ
และคุณจะมี "เส้นตาย" เป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อไปเลย

ล่าสุดฉันอ่านหนังสือเรื่อง "ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลแค่ใช้เวลาให้เป็น"
โดยคุณมาโคโตะ อิโต
มีประโยคหนึ่งที่กินใจมากคือ
ผมคิดว่าคนที่รู้สึกว่าตนเองถูกจำกัดอะไรต่อมีอะไรด้วยเวลา นั้นก็คือคนที่พยายามใช้มันอย่างบ้าคลั่งโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันอย่างแท้จริง และคนที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลาก็คือคนที่ไม่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิต
ดังนั้นวินัยในการทำงานและการจัดการเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้
แม้จะบกพร่องเรื่องนี้เท่าใด แต่ฉันก็จะพยายามทำให้ดีขึ้น
ก็ทำยังไงได้ ฉันดันตกหลุมรักการเป็นฟรีแลนซ์ไปแล้วนี่เนอะ :)

ที่อยากจะเพิ่มคือสิ่งฉันคิดเมื่อเดือนที่แล้ว
เป็นสิ่งละอันพันละน้อยที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างทำงานอิสระมาตลอดสี่ปี

1. โอกาสมีค่าที่สุด

2. ถ้ายังไม่มีโอกาส จงหมั่นเรียนรู้ ไปเจอคนในแวดวง เอาตัวเข้าไปคลุกวงใน อะไรอาสาได้ก็ทำ ขอแค่ได้ลอง!

3. ถ้ามีโอกาสเข้ามา จงคว้าเอาไว้ เพราะไม่บ่อยที่มันจะเกิดขึ้นซ้ำ

4. ต่อให้ไม่ถนัด กลัว กังวลแค่ไหน ก็คว้าเอาไว้

5. ทำเหมือนงานนี้จะเป็นงานสุดท้าย และหมั่นขอบคุณทุกโอกาสที่เข้ามา

6. ประเมินตัวเองอยู่เสมอ ทำดีแค่ไหน ทำแย่ตรงไหน ต้องแก้ตรงไหน

7. อย่ามีอีโก้ อีโก้ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น อย่าเอาอารมณ์และตัวตนไปผูกกับงาน

8. ไม่รู้อะไรก็ถาม ถามเพราะไม่รู้ดีกว่าผิดเพราะทู่ซี้

9. สร้างพาร์ทเนอร์ที่ดี เพราะเราอยู่คนเดียวไม่ได้

10. อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันไป

หวังว่าจะช่วยให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้นนะคะ

ด้วยรัก
จาก...ฟรีแลนซ์ที่กำลังต้องทั้งปั่นและแก้งานให้ทันส่งลูกค้า

บันทึกเมื่อ 13 มิถุนายน 2560, 2:23 AM
SHARE
Writer
Gentlediary
Language enthusiast
ความคิด I ความสนใจ I ความทรงจำ IG: Eve.piri

Comments

PLAWHAL
2 years ago
ขอบคุณมากๆนะคะที่บันทึกไว้ให้รุ่นน้อง(ที่คิดว่าจะเป็นฟรีแลนซ์)ได้อ่าน แถมยังได้เห็นcase study การสร้างแบรนด์อีก
Reply
Gentlediary
2 years ago
ยินดีค่าาา ขอบคุณที่แวะมานะคะ 😊🙏🏻
Paengy
2 years ago
ดีค่ะ พึ่งจบและเริ่มทำงานประจำ แต่รู้สึกอึดอัดอยากไปทำฟรีแลนซ์ ก็ได้รู้มุมมองใหม่เข้ามาพิจารณา อยากถามว่าเราจะทำได้มั้ยถ้าจะทำฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเสริม
Reply
Gentlediary
2 years ago
อีฟว่าถ้าจัดการเวลาได้ก็ลองเลยค่ะ :) แต่ค่อยๆรับ คืออย่าเพิ่งรับงานใหญ่ รับตามที่เวลากับกำลังเราได้แหละเนอะ มีหลายคนที่รับฟรีแลนซ์เป็นงานเสริม แต่อย่าให้กระทบงานประจำเน้ออออ
Paengy
2 years ago
ขอบคณค่ะ