เรื่องสั้นส่งประกวด
อยู่ๆเอ้ก็ถามผม

“มึงว่าที่เค้าบอกว่าประกวดเรื่องสั้นไม่จำกัดแนวนี่จริงป่าววะ” แน่นอนว่าผมงง ผมไม่ได้ตอบอะไรเอ้ไป แต่สีหน้าอันงวยงงของผมคงชัดเจนจนเอ้ต้องอธิบายต่อ

“มึงลองคิดตามนะ อย่างเวลาประกวดหนังสั้น มันก็จะมีพวกหนังสั้นแปลกๆ แนวทดลอง หรือพวกที่ชอบแช่กล้องเป็นหนังพี่เจ้ยปนๆมาด้วยใช่ปะ หรืออย่างภาพวาดมันก็ยังมีแนวแอ็บสแตร็ก แต่อย่างงานวรรณกรรมเนี่ยมันจะทดลองยังไงวะ”

ผมพยักหน้าเบาพลางส่งเสียงอืมในลำคอ แต่จริงๆแล้วผมยอมรับว่าผมยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เอ้พูดนัก แต่ก็พยายามจะคิดตามอยู่ซึ่งผมก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไมผมต้องพยายามคิดตามสิ่งที่มันพูดด้วย แถมพี่เจ้ยนี่ใครผมก็ไม่รู้จัก ผมรู้สึกว่าเอ้มาชวนผมคุยผิดเรื่องเสียแล้ว หรือไม่ก็ชวนคุยผิดคน

แต่คิดอีกทีมันชวนไม่ผิดคนหรอก คนที่คุยกับเอ้ได้ก็น่าจะมีผมคนเดียว

“แล้วอีกอย่างนะ...” เอ้คงเห็นว่าผมยังฟังมันอยู่จึงพูดต่อ หรือจริงๆมันอาจจะไม่ได้ใส่ใจผมเลยก็ได้ “...แล้วสมมติว่าถ้ากูอยากจะเขียนเรื่องสั้นแนวทดลองจริงๆซึ่งมันคงอ่านไม่รู้เรื่องตามประสางานเอ๊กเพอริเมนตัล มันก็แทบจะไม่มีโอกาสชนะป่าววะ”

“สรุปคือมึงจะเขียนเรื่องสั้นส่งประกวด” ผมถามมันไปอย่างนั้นเพราะหวังว่าจะคุยกันรู้เรื่องขึ้น อย่างๆน้อยๆมันก็ต้องตอบคำถามของผม แล้วผมจะได้ถามมันอีกทีว่ามีอะไรให้ช่วยจะได้ปิดประเด็นนี้ไปซะที

“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเว้ย”

ผมคิดในใจว่า “ห่าเอ๊ย” แต่ไม่ได้พูดออกมา

“คือมันไม่ได้สำคัญหรอกว่ากูจะเขียนส่งประกวดหรือเปล่า” เอ้มีเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “แต่มันอยู่ที่ธรรมชาติของการส่งประกวดมันไม่ได้ “ไม่จำกัดแนว” อย่างที่เค้าว่าจริงๆ” เอ้พูดพลางยกมือทำท่าเครื่องหมายคำพูดตอนที่พูดคำว่า “ไม่จำกัดแนว” ด้วยซึ่งดูน่าหมั่นไส้นิดๆ

“ถ้ามึงไม่ได้ส่งประกวดแล้วมึงจะเดือดร้อนทำไมวะ” ผมคิดประโยคนี้ไว้ในใจแต่ตัดสินใจที่จะไม่พูดเพราะดูเป็นการชวนทะเลาะไปหน่อย ผมก็ไม่ค่อยชอบมีเรื่องกับใครเสียด้วย นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่เอ้มาเป็นเพื่อนผมก็เป็นได้

“เออ แล้วมึงคิดว่าไง” ผมเลือกประโยคกลางๆปลายเปิดแบบสุดๆเพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไร อย่างน้อยก็คิดว่าถ้ามันได้พูดสิ่งที่ต้องการแล้วมันคงเลิกพูดไปเอง

“คือกูก็ไม่แน่ใจนะว่าจริงๆแล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน”

อ้าว สัส!

“คือมันมีสองประเด็นว่ะ คือประเด็นแรกงานเขียนแนวทดลองมันทดลองได้น้อย ที่กูเคยอ่านเค้าก็ใช้ภาพกราฟฟิกมาผสมบ้าง เอาตัวหนังสือมาเรียงให้เป็นภาพบ้าง หรือใช้เฉพาะคำนามในการเล่าเรื่อง แต่มันก็ยังเล่าเรื่องอยู่ มันไม่เหมือนกับสื่อแบบภาพวาดหรือหนังที่มันไม่เล่าเรื่องได้น่ะ มึงนึกออกใช่มั้ย อย่างหนังของหลุยส์ บุนเยลน่ะ”

มันไปจำมาจากไหนว่าผมรู้จักหลุยส์ บุญเย็นอะไรนี่วะ

“แต่วรรณกรรมก็คือการเรียบเรียงข้อความ แล้วข้อความมันก็ต้องมีเพื่อการสื่อสารเล่าเรื่องโดยตัวของมันเองอยู่แล้วนี่” ผมรู้สึกดีใจนิดๆที่สามารถตอบโต้แล้วก็แย้งมันได้

“ใช่ไง!” เอ้พูดเสียงดังพลางตบเข่าฉาด ซึ่งมันไม่ยอมตบเข่าตัวเอง “มึงเห็นแล้วใช่มั้ยว่ามันมีกรอบของมันอยู่ว่างานเขียนต้องเล่าเรื่อง แล้วต่อให้แหกกรอบนี้ได้ ไม่ว่าใครก็ตามที่เขียนอะไรสักอย่างแล้วอ่านไม่รู้เรื่องมันก็จะไม่มีใครอ่านอยู่ดี มันก็เลยมาสู่ประเด็นที่สองก็คือมันไม่มีทางเอาไปประกวดอะไรได้”

“สรุปคือมึงต้องการจะบอกว่าที่เค้าใช้คำว่า “ไม่จำกัดแนว” มันผิดว่างั้นเถอะ” ผมลองทำมือเป็นเครื่องหมายคำพูดตอนพูดคำว่า “ไม่จำกัดแนว” บ้าง ก็รู้สึกคูลไม่เบา

เอ้อมยิ้มแล้วตอบแบบลากเสียงนิดๆว่า “ใช่” เอ้เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ "แต่ระหว่างที่กูคุยกับมึงก็คิดอะไรบางอย่างได้ว่ะ งานศิลปะทุกอย่างก็มีกรอบของมันอยู่ ต่อให้เป็นหนังทดลองก็ไม่สามารถสร้างงานที่มีรูปทรงหรืองานแบบแฮพเพนนิ่งอาร์ตได้ งานเขียนก็เหมือนกัน ต่อให้กรอบของมันคือการเล่าเรื่องแต่ก็ยังมีอะไรให้ทดลองในนั้นได้อยู่" แววตาของเอ้ดูจะพึงพอใจคำพูดของตัวเอง ผมเองก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย เพราะแสดงว่ามันน่าจะพูดจบแล้ว

“แล้วตกลงมึงจะส่งประกวดหรือเปล่า” เอาจริงๆแล้วถึงมันจะน่ารำคาญ พูดจาไม่รู้เรื่อง แล้วก็ไม่ค่อยใส่ใจว่าใครจะอยากฟังมันพูดหรือเปล่าก็ตาม แต่ผมก็อยากรู้เรื่องของมันอยู่ดี อย่างน้อยมันก็เป็นเพื่อนของผมล่ะนะ

“ไม่อะ มึงเคยเห็นกูเขียนอะไรเหรอ”

อ้าว สัส!

จบ.
SHARE

Comments

nawtpal
2 years ago
เท่มาก
Reply
PanlapatKnoithi
2 years ago
ขอบคุณครับ
Babibibabi
2 years ago
เป็นการตัดจบกันแบบดื้อๆอย่างงี้ เงิบสิครับ55555
Reply
PanlapatKnoithi
2 years ago
555