นวัต(วจี)กรรม, ไทยแลนด์4.0 & CREATIVE TEAM
...เมื่อพูดถึง "ไทยแลนด์ 4.0" ในตอนนี้คงไม่มีชาวไทยคนไหนไม่เคยได้ยิน...
...หากแต่ไทยแลนด์ 4.0 นั้นหาได้เป็นคำที่มาแบบโดดๆไม่...
...ไทยแลนด์ 4.0 มักถูกพ่วงด้วยคำว่า "นวัตกรรม(Innovation)"เสมอ...     ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ยินคำนี้ด้วยสื่อรอบตัว และอาจเป็นเพราะด้วยตำแหน่งของฉันในบริษัทที่เป็นอยู่นั้น ทำให้ฉันต้องค้นหาคำนิยามของ "ยุค 4.0"และหมั่นศึกษามันอยู่เสมอ...แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ฉันเองก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับมันมากขนาดนั้นหรอก ฮ่าๆ 
    วันนี้เราจะไม่พูดถึงหลักการของนวัตกรรม หรือยุค 4.0 ...ในทางกลับกัน สิ่งที่อยากแชร์กับทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่และตั้งใจจะอ่านมันจนจบ ทั้งหมดเป็นเพียงทัศนหนึ่งของผู้เขียนที่เจอะเจอและสัมผัสมา บวกกับหลักจิตวิทยาและธรรมชาติของมนุษย์เพียงเท่านั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสับสนกับจุดยืน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทั่วไป น้องๆนักเรียน พนักงานประจำ ผู้บริหารทุกระดับ ข้าราชการ หรือผู้บริหารงานแผ่นดิน คำถามที่ทิ้งไว้ตอนท้ายอาจช่วยให้คุณทบทวนตัวเองได้ไม่มากก็น้อย 
      บางทีเราอาจมัวแต่มองภาพรวมจนไม่เห็นรายละเอียด และบางทีเราอาจมัวแต่จดจ้องที่รายละเอียดจนมองไม่เห็นภาพรวม...

ลองสมมติว่าหากโลกใบนี้สามารถโปรแกรมหุ่นยนต์ขึ้นมาทำงานแทนคนได้่ด้วยความรู้ความสามารถ และทักษะที่สมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดต่ำสุด ผลผลิตสูงสุด สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล มันจะดีแค่ไหน คุณแค่จ่ายให้กับเทคโนโลยีเท่านั้น....แล้วลองสมมติต่ออีกนิดว่า หากคุณบริหารหุ่นยนต์ได้ตามใจ(ของคุณ)...$%$!! คงเป็นโลกที่โคตรหน้าเบื่อ...คิดง่ายๆคุณจะยิ้ม จะเถียง จะหัวเราะจากใจกับใครได้อีกต่อไปล่ะ!!!จริงๆแล้วความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม หรือ อะไรก็ตามที่ถูกตั้งชื่อขึ้นมาเพื่อให้มันดูยาก นิยามไว้ยากๆ มัักทำให้เราเกิดมายาคติว่า ต้องใช้สมองเป็นกลไกที่จะสร้างสรรค์อะไรสักอย่างออกมาเท่านั้น แต่คุณรู้ไหมแค่คุณคิดค้นวิธีอะไรสักอย่างที่ทำให้ตัวคุณดำรงชีวิตง่ายขึ้น หัวเราะง่ายๆ มีความสุขง่ายๆ แค่นี้ชีวิตคุณก็เจอความสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมที่แท้จริงแล้ว 
    คุณไม่ต้องไม่งมหาหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก สังเกตง่ายๆตอนนี้นวัตกรรมที่เราตะเกียกตะกายอยากจะได้มา(ตามกรอบที่ไม่รู้ปลูกฝังกันท่าไหน) กลับทำให้คนไทยเราคุยกันน้อยลง แสดงความรักต่อกันน้อยลง,ทำงานหนักขึ้น(ลดระยะเวลาและเพิ่มฟังก์ชั่นงานให้ตัวเอง),สัมพันธภาพน้อยลง,ทำเพื่อสังคมและส่วนรวมได้น้อยลง เอาจริงๆเท่านี้เราทุกคนก็จะเป็นหุ่นยนต์กันอยู่แล้ว สิ่งที่เราเป็นหรือมีอยู่ รวมไปถึงความพยายามที่จะให้มีนั้น มันกำลังทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นจริงหรือ?...ถ้าคุณยังยืนยันว่าง่าย ฉันแค่อยากบอกคุณด้วยไมตรีจิตว่า..."สมองที่ฉลาดมีไว้น่ะมันดีอยู่แล้ว เพียงแต่อย่าลืมว่า สิ่งที่หุ่นยนต์ทดแทนตัวเราทุกคนไม่ได้ก็คือหัวใจของเราเท่านั้น ...หัวใจเป็นเหมือนเครื่องยืนยันตนว่าเราเป็นมนุษย์..." 
                            น วั ต (วจี) ก ร ร ม... Spiritual Innovation                                     คำที่ฉันฉุกคิดได้ท่ามกลางสถานการณ์บางอย่างที่กำลังคุกรุ่น ฉันทำตัวเป็นเพียงผู้ดูหนังเรื่องที่เกิดขึ้นจริงอยู่ตรงหน้า ทำความเข้าใจ และเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด..."อื้ม นี่สินะ จิตที่ไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้สร้างสรรค์ ทำให้มนุษย์เราตามไม่ทันกรรม(การกระทำ)ที่อะไรๆก็ไวไปหมดในยุค 4.0...                                            จิตใจและความคิดของเราตามไม่ทันนวัตกรรมเสียแล้ว"
      นวัต(วจี)กรรม สำหรับฉันคงไม่มีความหมายตายตัว ไม่มีคำนิยามที่ตรงกับหลักการใดๆ หรืออีกมุมหนึ่งมันคงเป็นแค่คำแปลกๆที่ฉันตั้งขึ้นมาเองจากหลายๆแนวคิดผสมปนเปกันไป อาทิ จิตที่ถูกฝึกให้รับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทัน , Back to the basic ,Yin Yang ,Balance,Business Cycle, Shibuii ,Socratic method ฯลฯ...แนวคิดเหล่านี้ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือ "การบริหารเพื่อก่อให้เกิดความสมดุลระหว่างสมองและจิตใจเพื่อการรู้แจ้งเห็นจริง"
    ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร คุณล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ...เพียงลำพังตัวคุณเองยังต้องการความสบายใจที่จะเป็นพลังงานขับเคลื่อนเอาชนะอุปสรรคและแก้ไขปัญหาในแต่ละวัน...นับประสาอะไรกับคนรอบตัวคุณเล่า เขาเหล่านั้นไม่ต้องการความสบายใจเหล่านั้นเฉกเช่นเดียวกันกับคุณในการทำงานหรอกหรือ?...หยุดก่อน นี่ฉันไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องมอบความสบายใจให้กับคนรอบข้างคุณจนเบียดเบียนตัวคุณเอง เบียดเบียนองค์กร หรือแม้กระทั่งมากเกินไปจนกลายเป็นการใส่หน้ากากเข้าหากัน...ฉันแค่ต้องการจะสื่อกับคุณว่า "ทุกวันนี้หากพบจุดที่ทุกอย่างมันดีพอ...มันคือความดีพอบนจุดที่พอดีหรือเปล่า?" 
   บนฐานทรัพยากรเดียวกัน เราจะดีที่สุดอย่างโดดเดี่ยวได้อย่างไร เพราะแม้แต่ธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกันก็มิอาจอยู่ได้อย่างยั่งยืนหากเราไม่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน...


หากคุณกำลังรู้สึกได้ถึงการไม่ไปในทิศทางเดียวกันของบางสิ่งบางอย่าง 
ลองตั้งคำถาม และตอบกับตัวเองอย่างจริงใจดูง่ายๆเพียง 1-2 ข้อ
   1)หากคุณเป็นผู้บริหารลองถามตัวเองดูว่าวันนี้คุณใช้หัวใจกับทุกคนอย่างพอดีแล้วหรือยัง?
   2)หากคุณไม่ใช่ผู้บริหารแต่เป็นแค่คนๆหนึ่งที่อยากพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน ลองถามตัวเองดูว่าวันนี้คุณใช้สมองของคุณได้พอๆกับการใช้หัวใจแล้วหรือยัง?
   ก่อนจบบทความนี้ ขอฝากแง่คิดเล็กๆไว้นิดหน่อยค่ะ..."ลึกๆแล้ว เราทุกคนล้วนแต่ใช้ความรู้สึกเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิต ฉะนั้นไม่แปลกหรอกที่คนจะเลือกจดจำเฉพาะสิ่งที่คุณทำให้เขารู้สึก...โดยเขาอาจไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าคุณคิดอะไร"
   สำหรับผู้ที่่อ่านจบ ฉันหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณและคนรอบข้างไม่มากก็น้อย
    H A V E    A    G O O D   D R E A M :)))
SHARE
Written in this book
Mindful

Comments

taemthor
8 days ago
เขียนได้ดีครับ
Reply