คำพิพากษาหลังความตาย
     ความเจ็บปวดในทรวงอกนั้นประหนึ่งโดนมีดสักร้อยเล่มเสียดแทงเข้าไปในปอดทั้ง2ข้าง มีอาการประหนึ่งปลาขาดน้ำ หายใจไม่เข้าและไม่ออก มือ2ข้างทุบอยู่ที่หน้าอกของตนแลครวญคราง ไม่นานพญาบาลและหมอวิ่งกรูเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ ผู้หญิงวัยกลางคนและเด็กวัยรุ่นผู้ชาย2คนกำลังยืนร้องไห้อยู่ นั่นเป็นความทุกข์สุดท้ายที่เขาได้รับ หัวใจหยุดเต้นและเครื่องมือยังชีพใดใดไม่อาจยื้อเขากลับมาได้ ไม่มีลมหายใจเข้าออกจากจมูก ปลายแขนขาเริ่มเย็นจนชาและไร้ความรู้สึก ความเย็นนั้นเข้าครอบงำร่างของเขาทีละน้อย จนดับความทุกข์ร้อนทั้งหมดในกายของเขา ภาพสุดท้ายที่เห็นคือคนในครอบครัวกำลังร่ำร้องไห้อย่างขาดสติ หมอ และพยาบาลหยุดการช่วยชีวิตและมีสีหน้าเศร้าสลด ก่อนที่ความเย็นนั้นจะแช่แข็งดวงตาทั้ง2จนมืดมิดและมองอะไรไม่เห็น ความทุกข์ใจทั้งหมดก็ดับเย็นสนิทลงพร้อมกับความทุกข์กายของเขานั่นเอง
     สติ สัมปชัญญะ ทั้งหมดถูกรวบรวมขึ้นมาอีกครั้ง เขากำลังยืนอยู่บนแถวยาวของผู้คนมากมายที่ยืนเรียงแถวเดี่ยวกัน สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าและข้างหลังเขาเท่านั้น ทุกคนต่างอยู่ในสีหน้างุนงง ทางซ้ายและขวานั้นไม่มีอะไรนอกจากความมืดมิด เหมือนกับว่ามีดวงไฟส่องสว่างเพียงเล็กน้อยจากข้างบนเป็นแถวยาวไป ให้มองเห็นทางข้างหน้าเท่านั้น
"คุณคะ ที่นี่ ที่ไหนเหรอคะ?"
"ผมไม่รู้เหมือนกันครับ" เขาตอบ เมื่อเขาเริ่มเอ่ยปากพูด เขาได้พบอาการประหลาดอย่างหนึ่งคือเขาไม่มีลมหายใจออกมาขณะที่พูด เขากำลังไม่หายใจ เขาเดินหน้าไม่เรื่อยๆโดยไม่มีความรู้สึกอะไร จำชื่อของตนไม่ได้ และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แถวยาวค่อยๆเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เนิ่นนานไร้กาลเวลาที่จะกำหนดได้ว่าผ่านไปนานเท่าใรแล้ว เขาพยามคิด แต่ก็คิดไม่ออก สิ่งเดียวที่เขามีอยู่ในตอนนี้คือภาษาที่ใช้สื่อสารเท่านั้น แต่ทุกอย่างดูไร้ขอบเขต เขาค่อยๆยกมือของตนขึ้นมาดู ลองสัมผัสหน้าและตัวของตัวเอง ซึ่งอาการของเขานั้นก็ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆที่อยู่บนแถวนั้น ทุกคนเหมือนกำลังพยายามหาอะไรทำระหว่างการรอที่เนิ่นนานนี้ 

     ไม่นานนักเขาก็มายืนอยู่หน้าประตูใหญ่สีทองที่มีลวดลายประหลาด และมีแสงสว่างไสวลอดออกมาผ่านช่องตรงกลางเล็กๆระหว่างประตูนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่หน้าเขาได้เดินผ่านเข้าไปในประตูนั้นโดยไม่ต้องเปิด เธอเดินทะลุมันเข้าไปเลย เสียงดนตรีที่ไพเราะเหลือเกินบรรเลงออกมา ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก เขาหลับตาและดื่มด่ำกับเสียงดนตรีนั้นก่อนที่จะมีเสียงการพูดคุยเล็ดลอดออกมา  
"หญิงชั่วนี้มีนามในโลกมนุษย์ว่า พรปรียา นามสกุล หงส์สุบิน" เสียงทุ้มของชายผู้หนึ่งกล่าวอย่างดุดันเหมือนทหาร
"ใช่เจ้าหรือไม่ พรปรียา" เสียงชายอีกคนหนึ่งแต่นุ่มนวลกว่ามากกล่าว
"ค่ะ"
"พรปรียา ข้าจะให้โอกาสเจ้า จงระลึกถึงกุศลกรรมที่เคยทำเถิด" เสียงนุ่มนวลของชายคนที่2กล่าว ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป
"เอาล่ะในเมื่อเจ้าคิดไม่ออก เราอยากจะถามเจ้าว่า เมื่อเจ้าเป็นมนุษย์ เจ้าเคยเห็นเด็กทารกมั่งหรือไม่"
"เคยค่ะ"
"แล้วเจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร"
"น่ารักดีค่ะ ถ้ามีโอกาสก้อยากเลี้ยงดูเขา"
"แพศยา!!!! เจ้าจำไม่ได้รึ" เสียงทุ้มของชายคนแรกแทรกเข้ามา ก่อนจะได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของหญิงสาวจากข้างใน 
"แล้วเจ้าเคยเห็นคนชราหรือไม่"
"คะ..เคย ค่ะ" เธอตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
"แล้วเจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร"
"ความแก่ น่ารังเกียจ ไม่สวยค่ะ ใครๆก็กลัว"
"แต่เจ้าก็ไม่ได้สัมผัสความแก่สิ่นะ พรปรียา...แล้วเจ้าเคยเห็นคนเจ็บป่วยหรือไม่"
"สัมผัสกับตัวเองเลยค่ะ ฮือออ" เธอตอบพร้อมกับร้องไห้ออกมา
"แล้วเจ้าคิดเห็นอย่างไร"
"มันเจ็บมาก ทรมาน เป็นมะเร็ง เลือดหนองไหลออกมาเต็มไปหมด"
"ดูเหมือนเจ้าจะเริ่มจำได้แล้วสิ่นะ"
"แล้วคนตายล่ะ เจ้าเคยเห็นหรือไม่"
"ไม่เคยค่ะ แต่เคยทำเขาตาย"
"แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร"
"ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้อยากขอโทษเขา"
"เอาล่ะ พรปรียา หงส์สุบิน ข้าจะพิพากษาเจ้า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์เป็นหญิงแพศยา ก่อกรรมทำชั่ว แย่งสามีคนอื่น ทำเขาครอบครัวแตกแยก ยังความทุกข์มากมายให้แก่เขาและครอบครัวของเขา จนภรรยาของเขาทนไม่ไหวทำอัตวินิบาตกรรมร้ายแรง แม้ในเบื้องหน้าหญิงคนนั้นก็จะตามมาเอาคืนเธอ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ยังไม่รู้จักแยกแยะดี ชั่ว ไม่มีจิตสำนึก ทำบาปโดยไร้ความละอาย ยั่วยวนภิกษุหนุ่มผู้เป็นสามีคนอื่นนั้นจนเขาก่อบาปอันมีผลเผ็ดร้อนยิ่ง เจ้าทำปาณาติบาตร้ายแรงฆ่าลูกของตน บัดนี้โทษานุโทษทั้งหมดจำต้องสนอง จงเห็น นั่นแลคือภพที่ๆเจ้าจักได้ไป สัตว์นรก!!!!" เสียงของชายที่นุ่มนวลกลับกลายเป็นเสียงที่ดุดันยิ่งกว่าชายคนแรก เสียงผู้หญิงข้างในนั้นกรีดร้องดังลั่นออกมา ก่อนจะเงียบหายไป  
     ชายที่ต่อคิวและได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ไม่กล้าจะเดินเข้าไป ก่อนที่ขาของเขาจะเริ่มก้าวออกไปเองทีละข้าง แขนทั้ง2ข้างขนลุกพองด้วยความกลัว เมื่อผ่านประตูเข้าไปแล้ว สิ่งที่เขาเห็นคือชายอายุราว16ปีคนหนึ่งที่หล่อเหลา สวมชุดคลุมยาว2ชั้น ชั้นในเป็นเสื้อแขนยาวสีขาวที่มีลวดลายสีทองแซมแทรกอยู่ ยาวลงมาถึงหัวเข่า ชั้นนอกสีแดงเลือดนกเป็นผ้าไม่มีลวดลายใดใดคลุมทับยาวทั้งตัวไม่มีกระดุม นั่งอยู่บนแท่นไม้รูปทรงโบราณที่ปูด้วยผ้าสีขาว มีหญิงงามที่ดูอ่อนเยาว์และสวยกันไปคนละแบบ นั่งอยู่ที่แท่นหินอ่อนสีชมพูอ่อนลดหลั่นกันลงมา ข้างละ2คน ทุกคนสวมใส่เสื้อผ้าสีต่างกันและใส่เครื่องประดับอัญมณี ปักปิ่นบ้าง สวมแหวนบ้าง กำไล้ข้อมือบ้าง ที่แปลกคือพวกเธอล้วนมีฝ่าเท้าสีแดง ที่มองแล้วทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายนั่งอยู่ขนาบข้าง 
     เขาหันมองไปทางด้านขวาของเขาเห็นรูปปั้นหินสีแดงอ่อนยืนอยู่ เป็นรูปปั้นชายสูงใหญ่ตั้งอยู่ ไม่นาน ก็มีเสียงเรียกชื่อ นามสกุลของเขาออกมาจากรูปปั้นนั้น และชายหนุ่มบนแท่นสูงสุดก็เอ่ยถามเขาด้วยแบบเดิมที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้
"ใช่ครับ ผมเอง"
"บาปกรรมที่เข้าทำ หนักหนานัก แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้า จงระลึกถึงคุณงามความดีใดใดที่เคยทำไว้บนโลกมนุษย์เถิด"
"ผมเคย ร่วมบุญ สร้างโบสถ์ วิหาร พระพุทธรูป ครับ"
"จริงเหรอ เหตุใดเราจึงไม่เห็นนะ" 
"ท่านยมบาลขอรับ เขาผู้นี้ทำกรรมหนักนัก"
"เรารู้ ทำไมเราจะไม่รู้ล่ะ....เอาล่ะ งั้นเราขอถาม เจ้าเคยเห็นเด็กทารกเพิ่งเกิดหรือไม่"
"เคยครับ ลูกๆของผม"
"แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไรล่ะ"
"ผมรักพวกเขา ผมอยากให้พวกเขาได้สิ่งที่ดีที่สุด"
"แม้พ่อแม่คนอื่นก็รักลูกของเขาไม่ต่างจากเจ้า แต่เจ้ากลับไม่อาจสำนึกความจริงข้อนี้ได้"
 ชายผู้ถูกถามเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนภาพบางอย่างจะปรากฎขึ้นในหัวของเขา ซึ่งทำให้เขาน้ำตาไหลออกมา และตัวแข็งทื่อด้วยความกลัว
"เอาล่ะ เราจะถามเจ้าอีก แล้วเจ้าเคยเห็นคนแก่หรือไม่"
"ค..ค..เคยครับ" เขาตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
"แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไรกับพวกเขา"
"ผมใส่ร้ายพวกเขา"
"แล้วเจ้าเคยเห็นคนเจ็บป่วยหรือไม่"
"ผมเป็นสาเหตุให้พวกเขาเจ็บป่วย" เขาตอบพร้อมกับร้องไห้ออกมายกใหญ่
"แล้วคนตายล่ะ เจ้าเคยเห็นไหม"
ชายผู้ถูกถามเงียบไป เหลือแต่การสะอึกสะอื้นที่ไร้ลมหายใจออกมา
"นักบวช พระสงฆ์องคืเจ้า เจ้าคงเคยเห็นสิ่นะ?"
"เคยครับ พวกเขาคือเครื่องมือ"
"เจ้าทำบาปหนักหนานัก มนุษย์อย่างเจ้าเมื่อร้อยปีก่อนก็มี ห้าร้อยปีก่อนก็มี พันปีก่อนก็มี ห้าพันปีก่อนก็มี และแม้แต่ตอนนี้เราก็ไม่เห็นพวกเขาคนไหนกลับไปเป็นมนุษย์สักคน เจ้าใช้อำนาจในทางที่ผิด ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามเพื่ออำนาจของตน เจ้าทำให้ศาลบนโลกมนุษย์ตัดสินผิดและทำให้ศัตรูของเจ้าพวกนั้นตกเป็นจำเลยสังคม เจ้าขึ้นมาเป็นผู้ปกครองคนใหม่ เป็นผู้ออกกฎหมาย หลงระเริงในอำนาจประหนึ่งว่าตนเองควบคุมโลกได้ทั้งใบ เจ้าคดโกงเงินภาษีที่ประชาชนต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยมาใช้อย่างสุขสบาย เจ้ายังโกงเงินบริจาคที่ใช้สนับสนุนโรงพยาบาลต่างๆ เจ้าขึ้นราคายาจนพวกชาวนาไม่มีเงินจ่ายและต้องตายอย่างทรมาน เฉกเช่นบั้นปลายชีวิตของเจ้าที่ไม่มียาใดรักษาเจ้าให้หายจากโรคร้ายได้ เจ้าเอารัดเอาเปรียบผู้คนมากมายบนโลก ไม่มีความเห็นอกเห็นใจเขา เห็นแก่ตนเองและพวกพ้อง คนมากมายต้องเดือดร้อนเพราะเจ้า จงดูเถิด เจ้าทำให้ศาลบนโลกมนุษย์ตัดสินผิด ปิดบังความจริงเปิดเผยความเท็จ ยังความอยุติธรรมแก่ศัตรูคู่แข่งของเจ้าให้ติดคุกทั้งๆที่เขาเหล่านั้นเป็นแค่ประชาชนที่ต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ เจ้าทำให้ศาลบนโลกมนุษย์ตัดสินอย่างไม่ยุติธรรมได้ แต่ในโลกนี้เจ้าทำไม่ได้ เจ้ากล่าวอ้างกุศลกรรมใดใดมา เราก็มองเห็นแต่บาปชั่วที่เจ้าทำ ประหนึ่งกรรมที่เจ้าทำไว้นั่นแหละ ไม่ว่าเจ้าจะกล่าวอ้างถึงบุญใดใด เราก็จะพิพากษาให้เจ้าตกนรกอยู่ดี จงเห็น ภพที่เจ้าจะได้ไปเกิดเถิด สัตว์นรก!!!!"

     สิ้นเสียงคำพิพากษาแล้ว ก็เป็นครั้งแรกที่เขาเหงื่อออก และรู้สึกร้อนขึ้นมาทันที เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเขามีลมหายใจและหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง เขาหลับตาลงแล้วภาพสถานที่ต่างๆก็ปรากฎอยู่เบื้องหน้า เขาเห็นตัวเองถูกตะปูเหล็กสีแดงตอกที่มือทั้ง2ข้างและเท้าทั้ง2ข้าง และตอกลงตรงกลางทรวงอกของตนเอง ตะปูแต่ละอันมีโซ่เหล็กหนาเชื่อมกันอยู่ทั้งหมด เขาเห็นกำแพงเหล็กสีแดงร้อนอยู่เบื้องหน้า ไม่นานก็มีช่องเล็กๆเปิดออก ข้างในนั้นสว่างจนมองไม่เห็นอะไร เห็นแต่ไฟเท่านั้นแล้วก็มีคนผลักเขาเข้าไปในช่องนั้น เขาเห็นตัวเองวิ่งอยู่ในไฟนั้น ที่พื้นเป็นเหล็กแดงลุกเป็นไฟสูงท่วมหัว เผาเนื้อ หนัง จนหลุดลอกออกเป็นแผ่นๆ บางส่วนพองจนน้ำเหลืองไหลออกแล้วแห้งไหม้เกรียมติดอยู่กับตัว เขาหลับตาวิ่งไปอยู่อย่างนั้น วิ่งกลับไปกลับมา วิ่งย้อนไปยังที่ๆตัวเองเข้ามาแต่แรก ก็ยอมลืมตาขึ้นมาดู ไฟก็เผาตาของเขาจนต้องรีบเอามือขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง แต่ช่องที่ตัวเองเข้ามาก็หายไปแล้ว ไฟนั้นไหม้อวัยวะทั้งหลายทั้งภายนอกภายใน จนแม้แต่กระดูกก็เป็นควันตลบ แต่ไม่นานอวัยวะที่หลุดออกแล้วก็กลับงอกขึ้นมาเหมือนเดิม เขาเห็นตัวเองวิ่งอยู่อย่างนั้น วิ่งหาทางออกที่ไม่รู้อยู่ตรงไหน

"จงดูเถิด เจ้าสิ้นกรรมในมหานรกแล้ว จักเน่านอกเน่าในดั่งจิตใจขอเจ้า จักเสวยทุกขเวทนาแรงกล้า สัตว์พวกนั้นจักกัดกินเจ้าทั้งข้างในข้างนอก ดุจการโกงกินที่เจ้าทำไว้กับบ้านเมือง"

     เขาเห็นตัวเองวิ่งออกจากช่องๆหนึ่งได้แล้ว ก็ตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยอุจจาระเน่าเหม็น สกปรกและน่าสะอิดสะเอียน แต่อุจจาระเหล่านี้ก็เย็นพอจะปลอบประโลมร่างกายที่ร้อนผ่าว แม้แต่หายใจออกมาก็เป็นควัน เขาเห็นตัวเองนอนแช่อยู่สักพัก ก็มีหนอนตัวเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ใหญ่สุดเท่านิ้วมือได้ออกมาจากอุจจาระเหล่านั้น ชอนไชเข้าไปตามเนื้อหนังของเขา บางตัวเข้าไปตามทวารต่างๆ เข้าตา เข้าจมูก เข้าปาก เข้าไปในหู กัดกินอวัยวะภายในแล้ว ทะลุออกมา เขาดิ้นทุรนทุราย อาเจียนออกมาเป็นเลือด ขับถ่ายพวกพวกหนอนที่ตัวเล้กๆมันออกมาทางทวารหนักและทวารเบา เขาพยายามปัดมันออกแต่ทำไม่ได้ พวกมันมีมากมายเหลือเกิน ผิวหนังที่ไหม้เกรียมก็ถูกกัดกินแล้วงอกขึ้นมาใหม่เป็นสีชมพูระเรื่อ เขาเห็นตัวเองพยายามตะเกียกตะกายออกจากบ่อนั้น 

"จงดู เจ้าเบียดเบียนผู้คนให้ต้องทำงานหนักหนา ขูดรีดประชาชนตาดำๆ ด้วยความละโมบ"

     เขาเห็นตัวเองปีนออกจากบ่อนั้นได้แล้ว ก็วิ่งออกไปตามทางข้างหน้า เจอภูเขาสูงที่พื้นเป็นเหล็ก ร้อนเป็นไฟ หลายลูกขวางอยู่ข้างหน้า เขาหยุดดูสักพัก ก่อนที่มีดใหญ่จะฟันลงที่ขาของเขา เขารีบคลานหนีด้วยมือทั้ง2ข้าง ไม่นานขาทั้ง2ก็งอกกลับคืนมา เขาวิ่งหนีชายเพชรฆาตผู้นั้น ปีนขึ้นไปบนภูเขาที่มีพื้นเป็นเหล็กแดง ลุกเป็นไฟนั้นเพื่อข้ามไป ปีนไปไม่ถึงไหนก็ตกลงมา ชายเพชรฆาตก็วิ่งเงื้อดาบจะฟันอีก เขาก็ต้องวิ่งหนีปีนขึ้นไปอีก มือ เท้า ที่เป็นตะปูเหล็กพอนาบลงกับแผ่นเหล้กแดง ตะปูและโซ่พวกนั้นก็กลายเป็นสีแดง ไหม้เข้าไปถึงกระดูก 

"จงดู ชีวิตเจ้ามีแต่ความละโมบ ชอบลักกินขโมยกินของคนอื่น พืช ผัก ที่ชาวนาปลูกเจ้าก็ออกนโยบายกดขี่ราคาซื้อมา พวกเขาต้องทำงานอย่างลำบากแต่เจ้ากินผลผลิตของพวกเขาอย่างสุขสบาย นี่เป็นทัณฑกรรมที่เจ้าต้องรับ ลูกๆพวกเขาแทบไม่มีเงินไปเรียน บ้านเป็นหนี้ และต้องทนความลำบากต่างๆนาๆ"

     เขาเห็นตัวเองปีนพ้นภูเขาเหล็กไฟไปได้แล้ว ก็วิ่งตามทางไปเรื่อยๆข้างหน้า ก็พบกับงานเลี้ยงงานหนึ่ง มีผู้คนหน้าตาใจดีมากมาย คนในงานเลี้ยงถามเขาว่า เขาอยากทานหรืออยากดื่มอะไรไหม เขาเห็นตัวเอง โดนจับง้างปากด้วยขอเหล็ก เสียบทะลุในปากออกมาที่คางข้างหนึ่ง ขอเหล็กอีกอันง้างปากบน เสียบทะลุเพดานปากออกจมูกเละเทะ พวกคนในงานเล้ยงเอาก้อนกรวดเหล็กแดงลุกเป็นไฟ กรอกเข้าไปในปากเขา ตรึงตะปูทั้ง5ไว้กับแผ่นเหล็กที่พื้น เอาแผ่นเหล็กนั้นแช่บนกองไฟ แล้วกรอกก้อนกรวดร้อนพวกนั้นเข้าปากเขา เขาเห็นตับ ไต ไส้ พุง อวัยวะทั้งหลาย พุพอง ไหล หลุดออกมาทางทวารหนัก ท้องทะลุ เลือดไหล ดื้นพล่านๆอยู่ตรงนั้น

      เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง เขาลืมตาขึ้น และเห็นชายรูปร่างกำยำ4คนยืนถือค้อนและตะปูสีแดงและโซ่กำลังยืนจ้องเขาอยู่พร้อมรอยยิ้มเห็นฟัน............... 
      
SHARE

Comments