กระดาษรวมความอ่อนแอ
หลายวันก่อน พี่ที่ทำงานตั้งคำถามขึ้นกลางวงอาหาร
ว่า "มีเรื่องลับอะไรบ้างที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับตัวเรา"
เป็นคำถามที่ถามขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนรู้จักกันมากขึ้น
แล้วคนในวงก็เริ่มคิด...

ซึ่งก็แน่นอน ที่จะหนีไม่พ้นวีรกรรมในวัยเด็ก ความทรงจำตอนเรียน 
หรือเหตุการณ์เอ๋อๆ ที่เคยไปทำไว้ในอดีต
พอถึงตาฉัน ภาพของเด็กแถวบ้านชื่อว่า "เจี๊ยบ" ก็ปรากฏขึ้น 
ฉันเลยตัดสินใจเล่าเรื่องลับเรื่องนี้ 

เจี๊ยบ คือเด็กผู้หญิงแถวบ้าน เรียนชั้นประถมต้น ตัวดำปี๋
เอกลักษณ์ของมันคือ ทรงผมทรงกะลาครอบ
เสียงที่แหลมบาดหู และเสียงร้องวี๊ดว๊าย โวยวาย 
เจี๊ยบเป็นเด็กที่ร้องไห้เก่งมาก เก่งจนฉันรำคาญ 
นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นของวีรกรรมอันน่าอาย 
ฉันและเพื่อนตัดสินใจแกล้งเจี๊ยบด้วยการไปซื้อซูกัส (ลูกอมที่เจี๊ยบชอบ)
ก่อนจะฉี่ใส่ซูกัสแล้วเอาไปให้เจี๊ยบกิน
ฉันเล่าเรื่องจบ ทุกคนก็ต่างอึ้งและขำขันในเวลาเดียวกัน
ขณะที่ลึกๆ ฉันไม่ค่อยภูมิใจเรื่องนี้ของตัวเองเท่าไร


เรื่องเจี๊ยบทำให้ฉันคิดว่า มนุษย์เราต่างเป็นนักบิดความทรงจำ
พูดง่ายๆ คือ หลายครั้งความทรงจำของเราจะถูกบิดไปตามกลไกสารพัดของตัวเอง 
และส่วนมาก มันจะเป็นเรื่องของ "ความอ่อนแอ" ที่เราไม่อยากให้ใครรู้
อย่างเรื่องเจี๊ยบ ถ้าไม่ใช่ในวงที่ทำงานที่สนิท
ฉันก็คงลืมไปสนิท ว่าฉันเคยมีวีรกรรมแย่ๆ แบบนี้อยู่ด้วย
และเมื่อกลับมาทบทวน "หนักๆ"
คำตอบของคำถามที่ว่า  "มีเรื่องลับอะไรบ้างที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับตัวเรา"
คงเป็นคำตอบเกี่ยวกับความอ่อนแอสารพัดอย่าง
ที่มักจะผุดขึ้นมาเสมอ
ทุกครั้งที่ฉันใช้เวลาในการใคร่ครวญชีวิตตัวเอง

ฉันเลยลองท้าทายตัวเองเล่นๆ
ถ้าจะคิดเกี่ยวกับแผลในชีวิต
ก็ไปให้สุดเลยละกัน

เลยหยิบกระดาษมาแผ่นนึง
ก่อนจะเขียนมันลงไปแบบซื่อๆ


- ฉันเกิดก่อนกำหนด และแม่ตัดสินใจทิ้งฉันไว้ที่โรงพยาบาล
- เพราะเกิดก่อนกำหนด ฉันจึงมีน้ำหนักตัวแค่ 1.2 กิโลฯ 
ทำให้กระดูกฉันไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิด
- ฉันผ่าตัดใหญ่มาแล้วกว่า 3 ครั้ง ครั้งแรกคือแรกเกิด 
ครั้งท้ายสุดคือตอนมหาลัยปี 1
- ปัญหาขาส่งผลมาถึงใจ หลายครั้งที่ฉันท้อใจ 
หมดความมั่นใจ 
ตอนผ่าตัดใหญ่ฉันต้องใช้หมอกระดูกผ่า 7 คน 
พักฟื้น 4 เดือน และหัดเดินใหม่ตั้งแต่แรก
- ฉันเกลียดการใช้ไม้เท้า (แม้หมอจะกึ่งบังคับให้ใช้) 
เลยต้องลงบันไดด้วยการถัดไป 
ฉันดำรงชีวิตช่วงพักฟื้นด้วยการดูหนัง ดูหนัง และอ่านหนังสือ
- ฉันเริ่มเดินได้อีกครั้ง และต้องเจอสภาวะปวดขาอยู่บ่อยๆ เวลานอนแอร์หนาวๆ 
หรือเดินเยอะๆ
- ฉันมีความรักที่กลายเป็นแผลในใจ และลบไม่หายสักที
- การที่พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็กทำให้ฉันไม่ผูกพันกับใคร 
ใช้ชีวิตคนเดียว และถ้านึกถึงพ่อแม่จะนึกถึงพ่อมากกว่าแม่


ฉันอ่านลิสต์ที่เขียน
ส่วนมากมันก็เป็นเรื่องของความอ่อนแอ ผิดพลาด เรื่องน่าอาย
ที่หากเลือกได้ หลายคนก็คงอยากซุกมันไว้ใต้พรม
มากกว่าจะเล่าให้ใครสักคนฟัง

 


มีคนเคยเล่าว่า คนเราจะใส่ "สูท" ขอบชีวิตติดตัวไว้
สูทเหล่านี้ ไม่ใช่ทักซิโด้ เครื่องแต่งกาย 
แต่คือ ความทรงจำ หรือสิ่งที่เราเจอในอดีต
ที่ทับถมกันมาก จนกลายเป็น "ชุดสูท" ของเรา
เผลอแปบเดียว เราก็ใส่ไอ้ชุดนี้ติดตัวไปทุกที่
บางคนคือสูทที่ดี บางคนใส่สูทที่ปิดกั้นเขาออกจากโอกาสดีๆ ในชีวิต
ถ้าให้คิดง่ายๆ เจ้าสูทที่เขาเปรียบเปรย คงเหมือน "ทัศนคติ" ที่เรามี
บางคนมองตัวเองว่าอ่อนแอ , บางคนอีโก้สูง
ขณะที่บางคนก็ใช้ชีวิตด้วยความเห็นอกเห็นใจคนอื่น
ไม่มีคำตอบว่า สูทที่แต่ละคนใส่จะดีหรือเปล่า



ฉันนึกถึงภาพจำและสิ่งที่ฉันเจอในอดีต
และเลือกที่จะโยนมันทิ้ง 
มากกว่าจะเก็บไว้และปล่อยให้มันกลายเป็น "สูท" ของฉันในวันนี้

ฉันไม่เคยลืมมัน
แต่แค่ไม่เลือกที่จะให้มันมีพลังเหนือชีวิตในปัจจุบัน


SHARE

Comments

sahapap
2 years ago
ผ่านเรื่องร้ายมาได้จนถึงทุกวันนี้ขอแสดงความนับถือจริงๆเลย เรามีพ่อแม่ วันไหนท่านไม่อยู่บ้านแล้วต้องจัดการทุกอย่างในบ้านเองหมดยังรู้สึกแย่เลย นี้พี่ผ่านมาได้โดยไม่มีพวกท่าน สุดยอดครับ
Reply