โลกนี้ไม่ได้มีแต่ความเศร้า
ฉันเคยเชื่อว่าความเศร้าคือสิ่งจริงแท้
ตั้งแต่เกิดจนวันนี้ฉันเจอเรื่องผิดหวังมามากมาย 
ชีวิตไม่ได้เป็นดั่งใจเป็นซะทีเดียว
แถมยิ่งโตขึ้นยิ่งรู้สึกว่าการยิ้มร่าให้ได้เหมือนเด็กๆ เป็นเรื่องไม่ง่าย

ฉันเริ่มมองเห็นว่าโลกนี้มีแต่ความเศร้าตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม
เพื่อนหลายครนถูกกลั่นแกล้ง เด็กผู้หญิงถ้าไม่สวยหรือร่างกายมีตำหนิก็จะโดนล้อ
เด็กผู้ชายถ้าอ่อนแอหรือแปลกแยกก็จะโดนรังแก
ฉันเคยเห็นเพื่อนสนิทโดนจับแก้ผ้ารุมกระทืบและโยนลงถังขยะ
เคยได้ฟังเรื่องของเด็กผู้หญิงที่พยายามฆ่าตัวตายเพราะโดนเพื่อนผู้ชายล้อ
โชคดีที่ความพยายามของเธอไม่สำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ย้ายโรงเรียนไป
ความสงสัยยังค้างคาในใจฉัน ว่าทุกวันนี้เธอจะเป็นอย่างไร

ฉันเห็นความเศร้าจากเพื่อนๆ ที่สอบเข้ามหา'ลัยไม่ติด
เห็นคนที่เจ็บปวดจากการเข้ากับเพื่อนในคณะไม่ได้
เห็นคนที่อยากได้รับการยอมรับ แต่กลับไม่ได้
เห็นคนที่อยากพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็น แต่ทำไม่สำเร็จ
เห็นคนที่สร้างบุคลิกใหม่ขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนบาดแผลในจิตใจ

เมื่อเรียนจบฉันเห็นเพื่อนหลายคนเป็นโรคซึมเศร้า
บางคนเศร้าเพราะความสัมพันธ์ที่เคยคาดหวังไว้ไกลเดินมาถึงตอนจบ
บางคนเศร้าเพราะหางานที่อยากทำไม่ได้และรู้สึกเหมือนทำตัวตนหล่นหาย
บางคนเศร้าเพราะหาคำตอบไม่ได้ว่าตัวเองมีคุณค่าและความหมายใดกับคนรอบข้าง
และบางคนก็เศร้าเพราะมองไม่เห็นเลยว่า วันข้างหน้าชีวิตของเค้าจะดีขึ้นกว่าวันนี้ได้อย่างไร

ฉันเหมือนคนที่กางร่มดำกลางสายฝน
มองไม่เห็นว่าท้องฟ้าเป็นอย่างไร
ทางข้างหน้าจะมีแสงสว่างมั้ย
ทำได้แค่ยืนตัวสั่น บอกตัวเองให้เข้มแข็ง
เพื่อจะได้มีกำลังรับมือกับพายุที่โถมเข้าใส่
รอบตัวฉันมีแต่คนเปียกปอน
หนาวสั่น เจ็บปวด หมดกำลังใจ
โลกที่ฉันเห็น มันเป็นแบบนั้น

จนฉันเชื่อว่าความเศร้าคือสิ่งจริงแท้
เชื่อว่าทุกคนมีบาดแผล
เชื่อว่าเราต่างเว้าแหว่ง ไม่สมบูรณ์
ยิ่งเชื่อฉันยิ่งเสพติดความเศร้า
ฉันชอบฉากเหงาๆ ตอนฝนตก
ชอบปลอบประโลมเพื่อนที่กำลังเป็นทุกข์
บางครั้งฉันก็คิดว่าความทุกข์เป็นด้ายเส้นเล็กๆ ที่เชื่อมคนทั้งโลกไว้ด้วยกัน

เคยติดฝนอยู่ใต้อาคารมั้ย
ติดฝนอยู่กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก
ชั่ววินาทีหนึ่งจะรู้สึกว่าเขากับเราเป็นเพื่อนร่วมทางกัน
ประสบพบอะไรเหมือนๆ กัน และจะผ่านมันไปด้วยกัน
จากนั้นพอฝนซาทุกคนจะแยกย้ายหายไป
นั่นล่ะคือความรู้สึกของฉันที่ว่าความทุกข์เป็นด้ายเส้นเล็กๆ ที่ร้อยคนเราไว้ด้วยกัน

ฉันมีความเชื่ออย่างนั้น
เชื่ออย่างไม่เคยตั้งคำถามว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด
แต่ความรู้สึกไม่เคยโกหก
ฉันรู้สึกว่ามีชีวิตที่หม่นเศร้ากว่าที่ควรจะเป็น
แต่ความเชื่อบอกกับฉัน ว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดา

แต่แล้ววันหนึ่งฝนก็จาง 
วันหนึ่งฟ้าที่เคยมืดกลับสว่างสดใส
ฉันถึงได้เห็น...
ว่าไม่ใช่ไม้ทุกต้นที่จะหักโค่นเพราะพายุ
ไม่ใช่ทุกความฝันที่จะถูกเด็ดปีก
ไม่ใช่ทุกความรู้สึกจริงแท้จะหล่นหาย
ไม่ใช่ทุกแสงเทียนจะดับมอดไปโดยไม่เคยส่องสว่าง
ไม่ใช่ทุกดวงดาวจะบ่งบอกยามค่ำโดยไม่ทำนายถึงวันพรุ่งนี้
ไม่... ไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นอย่างที่ฉันคิด

โลกนี้ไม่ได้มีแต่ความเศร้า
โลกนี้ไม่ได้เชื่อมผู้คนด้วยความทุกข์เท่านั้น
แต่โลกนี้ยังมีคนมากมายที่เชื่อมถึงกันด้วยความหวัง
จริงอยู่ว่าโลกนี้เห็นใจคนที่กำลังโศกเศร้า แต่โลกนี้สวมกอดคนที่มีรอยยิ้ม และเกรงกลัวคนที่กล้าหัวเราะกลางสายฝน

เมื่อฝนซาลง ฉันจึงได้เห็นก้อนเมฆอีกครั้ง
ไม่ใช่เมฆดำที่นำมาซึ่งพายุอีกต่อไป
แต่เป็นหมู่เมฆที่แต่งแต้มสีสันให้กับท้องฟ้ายามเช้า

มีคนมากมายที่ร้องไห้เพราะดวงอาทิตย์หายลับไปจากชีวิต
น้ำตาจึงบดบังเขาไม่ให้เห็นความงดงามของดวงดาวยามค่ำ
ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น
เพราะฉันเชื่อมาตลอดว่าความเศร้าคือสิ่งจริงแท้
โดยไม่เคยตระหนักในความจริงเลยว่า
ฝนไม่มีทางตกได้ตลอดไป
และในวันนั้น...
ฉันก็ไม่จำเป็นต้องยืนกางร่มอีกต่อไป

SHARE

Comments

Looksorn
2 years ago
ภาษาเธองามเสมอ : )
Reply
NooSon
2 years ago
จะเห็นรุ้งสวย ก็ต้องพบกับฝนตกก่อนนะ 😉
Reply
Ka-mon
2 years ago
พี่บูชนี่เป็นนักเขียนที่เหมือนเพื่อนที่เข้าใจหนูเลย55

Reply
Inspirative
5 months ago
ฟ้ามืดจึงเห็นดาวสวย “ ฉันเผลอนึกถึงๆเพลงๆนั้น
Reply
KOB-KRA-CHAI
2 months ago
เป็นบทความที่ดีมากเลยค่ะ ประทับใจมากเลยค่ะ
Reply
KOB-KRA-CHAI
2 months ago
เหมือนคนเขียนไปนั่งอยู่ในหัวใจคนหลายๆ คน ขอบคุณนะคะที่เขียนบทความดีๆ ออกมา