ถึงช้า ดีกว่าไม่เริ่มเดินทางเลย
         ภูเขาที่เรากำลังจะเดินขึ้นไปนั้น มีความสูง 3,145 จากระดับน้ำทะเล เราออกเดินทางตอนเที่ยง เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ มีพักบ้างเพราะเหนื่อยจากแดดและระยะทาง มีแวะถ่ายรูปเพราะวิวตรงหน้าพวกเรานั้นมันสวยจนอยากจะเก็บภาพตรงหน้าไปให้เพื่อนๆที่ไม่ได้มาด้วยกันได้เห็น 
        หลังจากที่เราเดินขึ้นเขาเป็นเวลา 5 ชั่วโมง เราก็ถึงที่ตั้งแคมป์ของพวกเรา พอกางเตนท์ ทำอาหาร ทานอาหารเย็นเสร็จก็เป็นเวลาพักผ่อน เรานั่งดูพระอาทิตย์ที่ค่อยๆตกด้วยกันกับเพื่อนร่วมทริป วิวตรงหน้าคือทะเลเมฆ เราเดินขึ้นมาสูงมาก สูงกว่าเมฆซะอีก มองพระอาทิตย์ค่อยๆจมลงไปในกองเมฆแล้วฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีกลายเป็นความมืดแทน เรามองพระอาทิตย์ที่กำลังจะตก แล้วบอกกับพระอาทิตย์ในใจ
...พรุ่งนี้เราจะรีบตื่นไปยอดเขาเพื่อรอเธอนะ....

ที่ที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีแต่สิ่งที่ธรรมชาติให้มา กิจกรรมที่เราทำด้วยกันคืนนั้นก็เลยเป็นการยืนดูดาว ความจริงการปีนเขากับการดูดาวนี่มันเป็นของคู่กันอยู่แล้วเนอะ ดาวคืนนั้นชัดมากเราทุกคนอยากจะถ่ายภาพเอาไว้ แต่เสียดายที่ไม่มีใครพกกล้องมาเลย มีเพียงแต่โทรศัพท์ที่ถ่ายไม่เห็นดาว ที่เราทำได้ก็คงดูความสวยงามของมันแล้วเก็บไว้เป็นความทรงจำดีกว่า เรายืนได้ไม่นานก็แยกย้ายกันไปนอน เพราะอากาศบนนั้นหนาวมากและลมก็แรง อีกทั้งเรายังต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อที่จะเริ่มเดินทางไปบนยอดเขาเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น 
         คืนนั้นเป็นคืนที่หนาวมาก ลมมันพัดผ่านเข้าเตนท์มาเลย ถุงนอนก็ไม่หนาพอที่จะทำให้ร่างกายเราอบอุ่นได้ทุกครั้งที่เราพลิปตัวแล้วเท้าของเราไปโดนเตนท์ ความหนาวจากข้างนอกมันทะลุเตนท์ทะลุถุงนอนเข้ามา เราเข้าในคำว่าหนาวเข้ากระดูกก็คืนนี้แหละ มันทรมานมาก ทรมานจนเราคิดว่าเราจะไม่รอดแล้ว เป็นคืนที่ทรมานที่สุดในชีวิตเราเลยก็ว่าได้  พอถึงตี3 ซึ่งเป็นเวลาที่เราควรจะออกเดินทาง กลับไม่มีใครตื่นขึ้นมาปลุกคนอื่นเลยเพราะทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมด ถ้าเราออกไปตอนนี้ เราอาจได้หนาวตายจริงๆก็ได้

       แล้วเราก็หลับไป

      ประมาณ 6 โมงเราตื่นมาเห็นแสงอาทิตย์ผ่านเตนท์ของเรา เราขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทันแล้วจริงๆ ถึงพระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว แต่อากาศก็ยังคงหนาวอยู่ และลมก็ยังแรงอยู่ พี่ไกด์ก็ถามตลอดว่าจะไปไหม ในหัวพวกเราตอนนั้นไม่มีใครอยากจะไปที่ยอดเขาแล้ว อยากอยู่แค่ในเตนท์ ไม่ดูแล้วพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ไปแล้วยอดเขา เราคงไปไม่ไหวแล้ว รอเก็บของลงดีกว่า พอทานอาหารเช้าเสร็จอากาศก็ค่อยๆอุ่นขึ้นแม้ลมจะแรงอยู่ก็ตาม พี่ไกด์ก็มาถามอีกรอบว่าจะไปไหม ถ้าเรารีบไปตอนนี้เราทำเวลาได้นะ ตอนนั้นในหัวของเราเริ่มคิดนี่เราเดินมาตั้งนานเมื่อวาน อีกนิดเดียวเราก็จะถึงยอดแล้ว พี่ไกด์อุส่าเลทให้ตั้งเยอะ งั้นไปดีกว่า มาทั้งทีต้องไปให้สุด ! 

     โชคดีที่วิวตลอดทางสวยมากทำให้เราอยากเดินต่อไปเรื่อยๆ แม้ลมจะแรงหรือทางจะชันมากก็ตาม เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการเดินทางเพื่อให้ถึงจุดสูงสุดของภูเขา 
3,145 เมตรจากระดับน้ำทะเลในที่สุดเราก็ทำได้ วิวที่เราเห็นมันสวยมากเลย เป็นมุมมองแปลกๆที่ปกติเราจะเงยหน้าเพื่อมองก้อนเมฆ แต่ครั้งนี้เรากลับต้องก้มดูเมฆ มันคุ้มค่ากับการเดินจริงๆ ถ้าเราปฏิเสธพี่ไกด์ไปว่าจะไม่ขึ้นมาแล้ว เราคงไม่เห็นวิวแบบนี้ เราคงไม่รู้สึกดีใจที่เราชนะใจตัวเองจนทำให้เรามายืนอยู่บนความสูงระดับนี้ได้ด้วยขาสองข้างของเรา ไม่น่าเชื่อว่าการเดินเขาจะทำให้เราเห็นอะไรแปลกใหม่แบบนี้เราได้รู้ว่า

การตัดสินใจระหว่างลงมือทำกับไม่ทำนั้น มันบางกว่าเส้นขอบฟ้าที่เราเห็นตอนพระอาทิตย์ตกซะอีก แค่เราลงมือทำเราก็ข้ามเส้นนั้นมาได้แล้ว
แม้เราจะขึ้นมาไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้น แต่เราก็ดีใจมากๆที่เราได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้
แม้เราจะมาถึงจุดหมายช้ากว่าที่เราตั้งไว้ แต่ก็ดีกว่าการที่เรายอมแพ้แล้วถอยหลังกลับ
SHARE
Writer
houzimiu
Writer, Traveler
เผื่อเราแก่แล้วเราลืม เราจะกลับมาอ่านนะ

Comments