เติบโต
เมื่อพูดถึงชีวิตการทำงาน เราในวัยอายุ 25 ปี เปลี่ยนงานมาแล้ว 3 ที่ 
ปัจจุบันทำงานอยู่ในบริษัทที่ 3 ทำได้ครบ 1 ปีพอดี
และเพราะวันนี้มีการประเมินประจำปี ทำให้เราฉุกคิดถึงประสบการณ์ต่างๆที่เราเคยผ่านมา
ก็จะขออนุญาติรีวิวประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ผ่านบทความตรงนี้เลยแล้วกัน...

หลังจากงานแสดง Thesis ของเราตอนปี 4 มีบริษัทหนึ่งที่ได้มาดูงาน แสดงผลงานของเรา
เค้าก็ชักชวนเราไปสัมภาษณ์งาน 

เรา คนที่หาตัวเองไม่เจอ... ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นถนัดหรือชอบทำงานด้านไหน แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามา เราก็คว้าไว้ และหลังจากผ่านการทดสอบ นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตวัยทำงานของเรา

เราเป็นคนเด๋อๆ แต่ได้ไปอยู่ในสังคมที่เราต้องเร็ว เราอยู่ในทีมที่มีพี่ๆ Senior ที่เก่งมาก เราเข้าทำงานพร้อมพนักงานใหม่อีกคนที่เพิ่งเรียนจบมาเหมือนกัน ได้อยู่ทีมเดียวกัน และได้มาเป็นเพื่อนกัน และด้วยความที่บริษัท มีแต่คนวัยใกล้ๆกัน ทำให้ทุกคนสนิทกันเร็ว สังคมมีแต่ความสนุก ไปทำงานเหมือนได้ไปโรงเรียนเจอเพื่อน 

แต่ในพาร์ทการทำงานต่างกันสุดขั้ว ทางบริษัทมีเวลาเข้างานที่สายกว่าบริษัททั่วไป ใครฟังก็ต้องรู้สึกอิจฉา ว่าดีจังไม่ต้องตื่นเช้า แต่มันจะดีจริงไหม ถ้าในระยะเวลาในการทำงานของเราก็จะน้อยลงไปด้วย และก็ต้องเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเราที่จะต้องทำมันให้เสร็จตาม Deadline  ซึ่งก็หมายถึงว่าเราต้องทำงานถึงดึก บางวันถึงเช้า แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่เรามองข้ามมันไป เพราะเรามีคนรอบตัวที่ดี พี่ในทีมสอนงานดี ทุกอย่างดูดีและดูสนุก แม้ว่างานจะฆ่าเราเกือบตายทุกวัน

เราและเพื่อนโดนต่อโปร 4 เดือน ด้วยเหตุผลที่เอาแน่นอนไม่ได้ เพื่อนเราตัดสินใจลาออก แต่เราด้วยความยังโลกสวยอยู่ และคิดว่าการที่ได้ทำงานกับพี่ในทีมที่เก่งๆ จะทำให้เราโตได้อย่างเร็ว ทำให้เราอดทนทำทุกอย่าง และคิดเพียงว่าเราจะผ่านพ้นมันไปได้ดี...

สุดท้ายแล้วเราก็ไม่รอด ใจจะฮึดแค่ไหน แต่ในการใช้ชีวิตในสังคม ปัญหาไม่ได้เกิดจากแค่การกระทำของตัวเรา ทุกอย่างล้วนอยู่เหนือความควบคุมทั้งสิ้น
จู่ๆเราก็เหมือนโดนโลกผลัก ให้ไปเจอกับซีนดราม่า เกิดความเข้าใจผิดในการทำงาน พี่เค้าบอกเราอย่างหนึ่ง เราก็ทำตามที่บอกทุกอย่าง แต่พอส่งงานไปลูกค้าตีกลับ สิ่งที่เราได้รับคือพี่คนนั้นบอกกับหัวหน้าว่า "บอกให้เราแก้แล้วนะ แต่เราไม่ยอมแก้" พูดต่อหน้าเราเลยด้วยซ้ำ
คนเด๋ออย่างเราจะทำอะไรได้นอกจาก "....." 

คนดีมันยังมีอยู่จริง พี่อีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เค้ารับรู้ทุกอย่างว่าเราได้รับบรีฟอย่างไร พี่คนนั้นพูดอย่างไร เค้าพยายามจะช่วยอธิบายและปกป้องเรา สิ่งที่พี่เค้าได้รับกลับไปคือ "ไม่ใช่เรื่องของเธอ" มันเหมือน butterfly effect จากการกระทำของพี่คนนั้น และการแก้ปัญหาของหัวหน้า ทำให้เกิดดราม่าอย่างต่อเนื่อง  เพราะเราไม่สามารถห้ามการกระทำและความคิดของคนอื่นได้ 

เรากลายเป็นข้ออ้างที่ถูกหยิบยก และอ้างถึงอยู่บ่อยครั้ง ว่า "เพราะเราใช่ไหม เธอถึง...." 
มันทำให้เรารู้สึกแย่มากและต้องการจะหนีออกจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด

ซึ่งก่อนหน้านั้น เราโดนต่อโปร อีกเป็น 6 เดือน ด้วยเหตุผลที่ว่า"พี่ว่าตอนนี้เรา 80% ละ แต่พี่ขออีก 20% นะ" และให้เราเซ็นต์เป็นพนักงานสัญญาจ้าง ตอนนั้นเราก็โอเค เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างมันกำลังดีนะ ยังไม่อยากจากพี่ๆ หรือ สังคมตอนนี้ไปเลย แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่า การกระทำแบบนี้คือสิ่งที่ผิดกฏหมายนะ  

เราคิดว่า มหาลัย ควรจะมีหลักสูตรหรือการอบรม เรื่องเกี่ยวกับการยื่นภาษีและให้ความรู้เกี่ยวกับ กฏหมายแรงงาน เพื่อที่เด็กจบใหม่หลายคน(รวมถึงเรา) จะได้ไม่โดนเอาเปรียบแบบนี้อีกสุดท้ายเราก็ขอลาออกเอง เนื่องจากไม่มีความสุขในการทำงาน คิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ไม่เหมาะกับอยู่ที่นี้ และยังมีดราม่าอย่างต่อเนื่อง มากเกินไป คนเราทำผิดมักมองไม่เห็นการกระทำของตัวเอง กลไกการป้องกันตัวเอง ง่ายที่สุดคือโยนให้เป็นความผิดของคนอื่น และคนอื่นคนนั้นก็คือเรา 

เราจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หัวหน้าฟังจากปากเราเอง สิ่งที่เค้าพูดกลับมาคือ "เรามันทัศนคติไม่ดี แทนที่จะพูดออกไปเลยสิ ว่าพี่ไม่ได้พูดกับหนูแบบนั้น พี่คิดว่าเราไม่เหมาะกับการทำงานที่นี่แล้วแหละ" มันทำให้เรารู้สึกช็อคและงงไปเลย ว่าอ้าว ! เราแย่เองหรอกหรอ หลังจากเจอคำพูดต่างๆนาๆ ที่พี่เค้าพูดเพื่อที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกดี ว่าเป็นฝ่ายปฏิเสธเราเองแล้ว ทุกอย่างก็จบลง 

เราหอบทุกคำพูด ทุกความรู้สึก ทุกการกระทำไปกับเราด้วย
และยังคงมีคำถามที่ฝังอยู่ในใจของเราจนกระทั่งตอนนี้ คือ ทัศนคติในการทำงานที่ดี นั้นเป็นอย่างไร

จนเราได้เริ่มทำงานที่ใหม่...

เหมือน Culture shock หน่อยๆ จากเคยทำงานที่ทุกคนต้องเร่งรีบทำให้เสร็จ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
กลายมาเป็น นิ่ง... เงียบ... 6 โมงกลับบ้าน 9 โมงมาติ๊ดนิ้วเข้าทำงาน ห้ามสาย ทุกวันผ่านพ้นไปอย่างเป็นรูทีน ซ้ำเดิม เหมือนโดนยิงสกิลหนืด +80% ทุกอย่างช้า ทั้งด้านการทำงานและสังคม

และจากที่เก่า ทุกคนล้วนมีความคิด (เพราะคิดว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง) มาเจอคนรุ่นเก่า วัย 30 ขึ้น ปรับตัวแทบไม่ทันในช่วงแรก เวลามีประชุม ทุกคนมักไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น
ด้วยตัวเราที่เป็นคนชอบตั้งคำถามกับตัวเอง และสิ่งรอบตัว (คนคิดมากนั่นแหละ) แต่ที่แรก เรายังอ่อนประสบการณ์นัก มุตตาไม่สู้คน จึงมักไม่ค่อยพูด ไม่มั่นใจในตัวเอง พี่ให้ทำอะไรก็ทำแบบนั้น

จนมาที่ใหม่ เราจึงเริ่มที่จะถาม ในสิ่งที่สงสัย จนกลายเป็นทุกครั้งที่มีประชุม เราจะเป็นคนที่โดนเรียกชื่อตลอดว่า มีอะไรสงสัยไหม และได้ฉายาว่าเป็นเจ้าหนูจำไม  

แต่ละวันมันก็ต้องมี Bad day ใช่ไหมละ จะทำงานสวยๆ มีความสุขทุกวัน มันคงไม่ใช่ชีวิตจริง 

ด้วยการทำงานกับคนรุ่น 30 + มีบ้างที่ การทำงานไม่ราบรื่น ไม่สมเหตุสมผล ความคิดคนละ Gen มองสิ่งต่างๆ ต่างกัน แต่ด้วยความที่เรายังเด็ก เราจะเลือกวิธีถามเค้า ให้เค้าคิดว่า สิ่งที่เค้าพูดมานั้นมีช่องโหว่ อย่างไร เราจะไม่เลือกวิธีการพูด ชี้ว่า ตรงนั้นตรงนี้ไม่ดีนะ แต่จะเป็นการถามเพื่อให้เค้าฉุกคิด สงสัยเหมือนกับเรา นั่นคือเจตนา สิ่งที่เราได้รับแรงกระแทกครั้งแรกคือ "ไม่ต้องสงสัย สงสัยทำไม เค้าให้ทำอะไรก็ทำไป เค้าเป็นคนจ่ายเงินเรา" "มีอะไรสงสัยไหม แกมันชอบมีปัญหา" จากคำพูดของคนที่ไม่ได้คิดอะไร หากโดนซ้ำๆ ก็ทำให้คนฟังรู้สึกขึ้นมาได้

ทำให้เราเกิดความรู้สึกเหมือนเด็กเอาแต่ใจว่า อย่างนี้ต่อไปเราไม่พูดดีกว่า อยู่ในเซฟโซนแล้วกัน

โดยรวมถือได้ประสบการณ์ที่ดี ทำให้เราได้เรียนรู้ในอีกการทำงานรูปแบบหนึ่งไปอย่างช้าๆ จากคนที่เรียนจบมาแบบงงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ทำให้เรารู้ตัว และมุ่งหน้าแบบเต็มที่ พัฒนาตัวเอง ผลักดันตัวเองเพื่อให้ได้ไปอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อม ในการทำงานที่เราชอบ

การทำงานที่ไม่เร่งรีบนั้น เจ้าของบริษัทมีทุนตัวเอง ทำให้บางครั้งเหมือนเราเดินไปเกือบถึงปลายอุโมงค์ เพื่อรับรู้เพียงว่า เราเดินมาผิดทาง ให้เดินย้อนกลับไปหาทางใหม่อีกครั้ง วนลูปๆ จนครบ 2 ปี

และแล้วก็มีบริษัทหลายบริษัทชักชวนเราไปทำงานด้วย แต่ทุกที่ที่ไปสัมภาษณ์จะโดนคำถามเดียวกันว่า ทำไมอายุยังน้อยเปลี่ยนงานมา 2 ที่แล้วล่ะ ทำไมที่ๆแรก เราทำแค่ 6 เดือนล่ะ 
การไปนั่งเล่าปัญหาชีวิตที่เจอ คงไม่มีใครอยากฟังและมองว่าดูไม่ดีและไม่มืออาชีพมากนัก 
เราก็ทำได้แต่เพียงอธิบายว่า เค้าจ้างเป็นพนักงานสัญญาจ้างค่ะ นี่แหน่ะ ใช้เป็นข้ออ้างเอาตัวรอดซะเลย :P

เราอยากพูดถึงตรงนี้เหมือนกัน หลายบริษัทที่เราได้ยินมาจากการไปสัมภาษณ์ และ HR บริษัทเพื่อน เค้าเลือกที่จะคัดคนเข้าทำงาน จากประสบการณ์ทำงาน ถ้าทำมาหลายปี ดูเป็นคนมีความอดทน  แต่ใครทำมาหลายที่ ดูไม่มีความอดทนและจะคัดทิ้งตั้งแต่แรก

เราไม่เห็นด้วยมากๆ อย่างในกรณีของเรา ถ้าเค้าตัดเราจบตั้งแต่เห็นประสบการณ์ทำงาน เราก็ไม่มีโอกาสเลย ที่จะได้แสดงศักยภาพ ให้ทางคนที่สัมภาษณ์ได้เห็น ตกม้าตายตั้งแต่ยังไม่ได้เร่ิม

จนเรามาทำงานที่ ที่ 3 เป็นบริษัทของต่างชาติ เราเตรียมคำตอบไปแล้ว ว่าเค้าคงถามเราเรื่องประสบการณ์ทำงานของเราอีกแน่ๆ ว่าทำไมทำมา 2 ที่แล้ว แต่เปล่าเลย เค้าถามแต่ด้านการทำงาน ว่าเราเคยมีประสบการณ์ทำงานมาอย่างไรบ้าง มองตัวเองในอนาคตอย่างไร ติดตามข่าวสารในสายอาชีพอย่างไร เคยใช้โปรแกรมเหล่านี้ไหม ขั้นตอนในการทำงานทำอย่างไร

เค้าโฟกัสที่ ขั้นตอนและประสบการณ์ทำงานเท่านั้น... 

เรานอกจากเป็นคนเด๋อ และยังเป็นคนเด๋อที่ไม่ได้เก่งภาษาอีกด้วย แต่ด้วยความที่เจอหัวหน้าที่ดีเค้าคงมองเห็นว่าเราสามารถพัฒนาต่อได้ เค้ารับเราเข้าทำงาน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในบริษัทต่างชาติ

ทุกอย่างมันคือเหมือนส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับเรา จากที่ทำงานที่ที่ 2 เราเจอแต่คนอายุ 30 ที่หมดไฟ มาทำงานเพื่อเล่นโซเชียล ให้หมดวัน เราได้มาเจอคนที่อายุ 28-30+ แต่ไฟแรงเหมือนเด็กอายุ 21-25 ทุกอย่างมันสนุกมาก มีระบบในการทำงาน พยายามให้ทุกคนแชร์ความคิด ความคิดเห็น ไอเดีย ร่วมกัน

เครียดบ้างแต่มันสนุก ภาษาก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ

จนทำงานมาครบปี ด้วยความที่บริษัททำงานลูกค้า ถ้าลูกค้าไม่จ้าง ก็คือจบ โปรเจคต์ก็จบ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ช่างน่าเสียดาย... แต่มันทำให้เรารู้ตัวเองว่า เราอยากทำงานด้านพัฒนาโปรดัคและเติบโตไปด้วยกัน อยากได้รับความคิดเห็นจากผู้ใช้ และพัฒนามัน

พูดถึงประสบการณ์ทำงาน เรามีความเชื่อว่า จำนวนปีไม่ได้วัด หรือแสดงให้เห็นอะไรเลย มันอาจวัดได้ว่า เราดูเป็นคนไม่มีความอดทน แต่มันไม่เสมอไป
เมื่อเทียบ กับการทำงานที่ที่ 2 ทำ 2 ปี ชีวิตวนลูป กับ ทำงานที่ปัจจุบัน 1 ปี

ความรู้และศักยภาพที่เราได้นั้น ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราคิดภาพว่า ถ้าเราทนอยู่ที่ที่ 2 ไปจนครบ 5 ปี แล้วในระหว่างนั้นคนอื่นเค้าเติบโตไปถึงไหนกันแล้ว แต่ใน Resume เราได้ขึ้นชื่อว่าทำงานที่ๆหนึ่งมา 5 ปี มันวัดและแสดงออกให้เห็นถึงอะไร

และแล้วเราก็ได้ไปเจอเข้ากับงานที่น่าสนใจ จากการแจ้งเตือนอัพเดตงานใหม่ๆ ที่เราเคยไปกดไว้เมื่อนานมาแล้ว

เป็นบริษัทที่น่าสนใจ ได้ทำโปรดัค พัฒนามัน อย่างที่เราฝันไว้ ด้วยพลังใจและแพชชั่นที่เต็มเปี่ยม ตัดสินใจยื่นสมัคร ลองไปดู และมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์และทำแบบทดสอบ ทุกอย่างโอเค
เค้าจะให้เราไปเพื่อ Lead การทำงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับเรา เอาง่ายๆว่าจะให้ไปเป็นหัวหน้าทีมนั่นแหละ

2 วันต่อจากนั้น ก็มีโอเปอร์เรเตอร์ จากบริษัทนั้น ติดต่อเรากลับมา เพื่อแจ้งว่าบริษัทอยากให้ไปร่วมงาน แต่หลังจากเราคุยกับตัวเองมาแล้ว เรารู้สึกว่าเราเติบโตได้อย่างมากเพราะที่บริษัทปัจจุบัน เราทำงานมาเพียงแค่ 1 ปี แต่ทำให้เรามีศักยภาพที่มากพอ ที่อีกบริษัทหนึ่งจะจ้างเรานั้นเราคิดว่าหากเราเรียนรู้ต่อ มันจะต้องทำให้เราเก่งมากกว่านี้ เติบโตได้เร็วมากกว่านี้แน่ๆ
อีกทั้งเราชอบที่จะได้ทำงานกับคนเก่งๆ ได้เรียนรู้และซึมซับความเก่งของเค้า เพื่อที่จะโตไปให้ได้อย่างเค้า แต่ที่ใหม่ เราต้องกลายเป็นคนๆนั้น คนที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับน้องในทีม

เราคิดว่า เรายังไม่เก่งพอ... เราจึงเลือกปฏิเสธไป ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากเก็บประสบการณ์มากกว่านี้อีกหน่อย เพราะจริงๆแล้วนั้น ในการทำงานเราไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ที่เลือกไปสัมภาษณ์ เพียงเพราะว่าเป็นความฝันที่อยากทำงานด้านโปรดัคด้วย แต่ให้ตัดสินใจเลือก ในจังหวะนี้ จริงๆ ก็คงต้องขอเลือกที่ปัจจุบันก่อน 


เราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะเจออะไร จะมีโอกาสดีๆแบบนี้อีกไหม แต่เราเชื่อในการตัดสินใจนี้ว่าเราได้ตัดสินใจมันอย่างดีกับตัวเราที่สุด
และ เราในวัย 30 จะเป็นคนที่เจ๋ง ที่จะสร้างไฟและกำลังใจให้คนรอบข้างที่ทำงานด้วย พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ที่มีให้น้องๆ ต่อไปได้ให้เติบโตขึ้น อย่างที่เราได้รับมา



บันทึกการทำงานใน วัย 25 ปี



SHARE
Writer
yolpyolpp
happy loser
คนหน้านิ่ง ที่ไม่มีคนรู้ว่าคิดอะไรอยู่ :)

Comments

-PikachU-
7 days ago
เราเข้าใจนะ อายุเท่ากันเลย แต่ของผมตอนนี้เป็นบริษัทที่ 2
จะย้ายหลายทีแล้วเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ายังหาอะไรจากที่ปัจจุบันได้อีก เลยไม่ได้ไปซะทีฮ่าๆ

ยังไงก้สู้ๆนะครับ
Reply
Nu_Bell
7 days ago
สุดยอดเลยนะคะ คิดได้แบบนี้ตั้งแต่อายุเท่านี้ พยายามเข้านะคะ
Reply