คุณเก็บแสงของวันนี้ไว้ไม่ได้หรอกนะ.



แด่คุณ,
แหล่งกำเนิดแสงเดียวที่ไม่ปรารถนาจะเสียไป.



“คุณเก็บแสงของวันนี้ไว้ไม่ได้หรอกนะ”
 
เสียงเรียบๆ นุ่มๆ ที่ผมหลงรัก และยังรักอยู่เสมอมาดังขึ้นเบาๆ ขณะที่ผมกำลังสาละวนอยู่กับการลั่นชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพตรงหน้าเอาไว้

แสงนวลของยามบ่ายแก่ๆ ส่องผ่านกระจกขุ่นกลายเป็นสีฟ้าเทาตุ่นๆ เมื่อฉาบไล้ไปตามสีน้ำตาลออกจะแดงบนเรือนของเครื่องสายขนาดเล็กทำจากไม้ทำให้เกิดแสงเงาสีเทามัวๆ ฉาบไปบนขอบหน้าต่างสีขาว

ข้างนอกท้องฟ้าโปร่ง ดวงอาทิตย์ทำหน้าที่แผดเผาเหล่ามนุษย์ที่ต้องสัญจรไปมาอย่างโหดร้าย แต่ภายในห้องสีขาวที่ไม่ได้เปิดไฟ มีแสงที่กรองผ่านหน้าต่างขุ่นเป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว บรรยากาศกลับเป็นหม่นหมองทึมเทาราวกับยามค่ำของวันที่ฝนตกพรำๆ



“ผมรู้แล้ว”

ผมเก็บอะไรไว้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ทั้งแสงเงาตรงหน้า เครื่องดนตรีชิ้นนี้
หรือแม้แต่เจ้าของของมัน

 
“ก็แค่คิดถึง”

ผมละสายตาจากช่องมองภาพไปสบสายตากับหญิงสาวที่พิงสะโพกอยู่ที่ขอบหน้าต่างอีกฝั่งเพียงชั่วอึดใจ ร่างบางละจากขอบหน้าต่างและไม่นานมือของเธอก็ทาบทับลงมาบนหลังมือของผม พร้อมกับที่ความอบอุ่นจากกายกรุ่นไอร้อนก็ซ้อนเข้ามาด้านหลัง

“รูปของคุณเศร้าจัง”

เธอกล่าว ขณะที่เกยคางกับไหล่ของผมและจ้องมองไปที่จอภาพ

แม้ว่าแบบของภาพจะเป็นเครื่องดนตรีเสียงใสที่มักจะทำให้นึกถึงแสงแดด ชายหาด และหน้าร้อน แสงเงาที่มัวและหม่นไปเสียหมดทุกอย่างทำให้ภาพหลังกล้องของผมไม่ได้ออกมาใกล้เคียงกับคำว่าสดใสสักนิด

“คุณเหงามากไหม”

เธอกระซิบต่อชิดหลังใบหู

ผมหลับตา สูดหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายของเธอทักทายปลายจมูกแผ่วเบาให้หัวสมองและช่องท้องปั่นป่วนไปหมด ผมไม่กล้าลืมตา ด้วยกลัวว่าชั่วขณะนี้จะเป็นเพียงหนึ่งในภาพฝัน และหากทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันดีหนึ่งตื่น ผมก็ปรารถนาจะซึมซาบมันไว้ให้นานที่สุดก่อน

กลิ่นของเธอ เส้นผมนุ่มที่คลอเคลียระต้นคอกัน เสียงหวานๆ เสียงลมหายใจแผ่วเบา ลมร้อนที่รินรด สัมผัสเบาๆ ที่เธอไล้นิ้วโป้งวนเย้าเล่นกับฝ่ามือ ความนุ่มนิ่มที่บดเบียดแนบกับแผ่นหลัง และความวาบหวานปั่นป่วนในใจที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

“ก็ตั้งแต่คุณไม่อยู่”

นั่นคือคำตอบที่ผมเอ่ยออกไปเบายิ่งกว่าเสียงลมหายใจ แต่ห้องที่เงียบสนิทก็เป็นใจให้กับความไม่เงียบหนึ่งเดียวของผมเป็นอย่างดี ผมมั่นใจว่าเธอได้ยินมันชัดเจนพอๆ กับที่รู้ว่าผมรู้สึกอย่างไรตอนที่คำล่วงออกมาจากปาก



“เหมือนกัน”

ริมฝีปากของเธอแตะลงมาบางเบาบนหลังคอของผมคล้ายจะยืนยันคำนั้น ความร้อนพลันวาบไหวไปทั่วกาย เหมือนอุณหภูมิในห้องเปลี่ยนฉับพลัน เหมือนแกนโลกพลิกขั้วสลับเหนือใต้ ร่างกายผมเปลี่ยนร้อนหนาวสลับกันไปมาราวกับว่าจะจับไข้


ผมปล่อยมือจากกล้องคู่ใจ วางมันลงกับขอบหน้าต่างแล้วหันกลับไปใช้สองมือประคองใบหน้าของเธอแทน

“ไม่เคยมีรูปใบไหนของผมที่เศร้าเท่ากับนัยน์ตาคุณ”
ผมว่า พลางประทับริมฝีปากทาบทับไปบนเปลือกตาที่ยอมปิดลงแต่โดยดี

“และไม่มีรูปไหน ...
ที่สวยสู้นัยน์ตาของคุณได้เลยเช่นกัน”



ผมมองเห็นประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้น และผมคิดว่าผมเข้าใจ แม้ว่าจะไม่ปรารถนาจะเข้าใจก็ตามที
นอกจากความเหงา เศร้า กับความอ้างว้างอันกว้างใหญ่ไร้ก้นบึ้งแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งอยู่

ความรัก,
คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเช่นนั้น

เหตุที่ผมไม่อยากให้เธอมีมันในแววตา เพราะแม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกที่ทำให้ดวงตาคู่นั้นส่องประกายได้สวยงามที่สุด แต่มันก็เป็นต้นเหตุของสิ่งอื่นที่เหลือทั้งหมดในดวงตาคู่นั้นเช่นกัน

ดังนั้นแม้ว่าผมจะรักความรักในนั้น ผมก็ไม่ต้องการให้เธอมีมัน เพราะผมให้ความสำคัญกับความสุขของเธอเหลือสิ่งอื่นใด ความสุขของเธอสำคัญมากกว่าความรักของเธอ และแน่นอนมากกว่าหัวใจของผมมากมายนัก



ผมรู้ ผมไม่สามารถเก็บแสงของวันนี้ไว้ได้
แต่ผมก็เป็นแค่ช่างภาพที่โลภมากคนหนึ่ง
แม้จะรู้ดีว่าไม่อาจจะเก็บแสงสว่างอย่างเธอไว้กับตัวได้ ผมก็ขอเก็บภาพตรงหน้าเอาไว้

ทุกอณูของเธอ ทุกสัมผัส ทุกความรู้สึก ทุกความคิดถึง
แม้ไม่อาจจะคงอยู่เป็นนิรันดร์ได้ ผมก็ไม่ปรารถนาจะลืมเลือนไปแม้สักวินาที

 
คำพูดใดๆ ล้วนแล้วแต่ไม่จำเป็นอีก
ใบหน้าเคลื่อนเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมอุ่นร้อน ริมฝีปากของเราสัมผัสกัน แลกเปลี่ยนลมหายใจขาดห้วง ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราจูบกัน แต่แสงเงาสีเทาหม่นเหมือนหนังอินดี้ที่เธอชอบ และกาลเวลาที่คั่นกลางระหว่างเรามาเนิ่นนานทำให้ทุกอย่างเหมือนเป็นครั้งแรก เราจูบกันราวกับจะไม่มีวันพรุ่งนี้ ผมลิ้มรสชาติของเธออย่างละเมียดละไมราวกับกำลังดื่มด่ำอาหารจานหรูหายาก ค่อยๆ เก็บเกี่ยวรายละเอียดของทุกสัมผัสเพื่อจดจำเอาไว้ ร่างกายของเธอร้อน จูบของเธอก็ร้อน ร่างของผมที่เย็นเยียบมาตลอดตั้งแต่วันที่ไม่มีร่างบางอยู่ในห้องค่อยๆ มีอุณหภูมิเพิ่มกลับขึ้นมา วูบวาบไหวไปตามจังหวะที่เราสัมผัสกัน หัวใจที่เต้นอย่างอ่อนแรงก็รัวถี่ขึ้นอย่างเงียบเชียบ

ร่างกายของเธอกลายเป็นแหล่งความร้อนเดียวให้กับร่างอันเย็นเฉียบของผม เหมือนที่แสงจากหน้าต่างเป็นความสว่างเดียวของห้อง เหมือนที่การมีอยู่ของเธอเป็นเหตุผลเดียวของการเพิ่มขึ้นของอัตราการเต้นของหัวใจ

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะใช้ชีวิตอยู่ตลอดไปในวินาทีนี้  
ผมคิดเช่นนั้นขณะที่ใบหน้าของเธอฝังอยู่ที่ลำคอของผม เมื่อเธอสูดหายใจเข้าแรงๆ ผมก็รู้สึกราวกับว่าวิญญาณของตัวเองลอยติดกับอากาศที่เธอหายใจเข้าไปในตัวเธอด้วย

ความเป็นผมทั้งหมดราวกับจะหลอมละลายหายไปกับร่างของเธอในวินาทีนั้น
ความยับยั้งชั่งใจก็ด้วย.


 
 
ตึ๊ง
เครื่องสายที่ขอบหน้าต่างส่งเสียงประท้วงเบาๆ เมื่อร่างของเราสองคนบดเบียดกันจนไปชนมันเข้า ทว่าเจ้าของเครื่องดนตรีก็ไม่ได้ว่าอะไรในเมื่อร่างของเธอเองเป็นที่มาของเสียงนั้น เธอแทบจะจมหายเข้าไปกับขอบหน้าต่างถ้าไม่มีมือของผมคอยรั้งเอาไว้ เป็นผมเสียอีกที่ต้องผละจากเธอเพื่อย้ายเจ้าเครื่องดนตรีไปวางบนโต๊ะเพราะกลัวเจ้าของจะมาโวยวายใส่ผมทีหลังถ้าเสียงมันเพี้ยนไป

“อื้อ ไม่ถ่ายรูปเศร้าๆ แล้วไม่ได้เหรอ”

เธอขยุ้มเส้นผมของผมแน่น และทึ้งมันไปมา ในขณะที่เราสัมผัสกัน เสียงที่เธอเปล่งออกมาฟังดูอ่อนแรงและวิงวอนอยู่ในที

“ไม่มีคุณแล้วมันยากมากนะรู้ไหม”

ผมตอบกลับไป และสัมผัสได้ว่าร่างในอ้อมกอดหยุดเคลื่อนไหว ผมสบนัยน์ตาเศร้าที่เว้าวอน เหมือนจะบอกกันว่าอย่าตัดพ้อ และร้องขอในสิ่งที่เธอให้กันไม่ได้

อย่าเลยที่รัก ไม่ต้องพูดออกมาหรอก ผมเข้าใจ

“มันยาก...
แต่มันคงง่ายกว่าการที่คุณจะกลับมา และถ้ามันจะทำให้คุณมีความสุขกว่านี้
ได้... ผมจะทำ รูปของผมจะไม่เศร้าอีก”



ผมมองเข้าไปในดวงตาของเธอที่ผมเคยหลงใหล และใช่ ยังคงหลงใหลอยู่เสมอ ลูบใบหน้างดงามนั้นอย่างแสนรักแสนทะนุถนอม

“คุณก็ไม่เศร้าอีกแล้วได้ไหม”

น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลลงจากหางตาเมื่อเธอกะพริบตา

“ให้รูปวันนี้เป็นรูปสุดท้าย และน้ำตาหยดนี้ก็เป็นหยดสุดท้าย” ผมกระซิบชิดแก้มของเธอ ในขณะที่บรรจงใช้ริมฝีปากลบคราบน้ำตานั้นให้

เธอแนบฝ่ามือเข้ากับใบหน้าของผม ดึงรั้งให้ก้มลงมารับสัมผัสอีกครั้ง

จูบของเธอไม่ร้อนแรงแล้ว มันอบอุ่น ละมุนและหม่นเศร้า เหมือนวันฝนพรำที่เย็นสบายแต่ทำให้ไม่อยากลุกจากที่นอนไปไหน ชุ่มฉ่ำแต่ก็ทำให้เปียกปอนและอ่อนไหว เหมือนแสงสุดท้ายที่สวยงามเป็นพิเศษเพราะรู้ว่ากำลังจะหมดไป เหมือนความรู้สึกข้างในที่อ่อนหวานทว่าเปราะบาง เหมือนความสัมพันธ์สุดท้ายที่ปรารถนาให้คงอยู่ไปเนิ่นนานกว่าชั่วกาลทว่ายาวนานได้เพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ

เมื่อลืมตาขึ้นหลังจากจูบอันยาวนานจนแทบหมดลมหายใจกันไปทั้งคู่ ผมก็พบว่าดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว แสงตอนที่พระอาทิตย์อยู่ใกล้ขอบฟ้าที่ช่างภาพเรียกกันว่า golden hour ของวันนี้ได้โบกมือลากล้องถ่ายภาพของผมไปอย่างถาวร



ผมรู้ดี เวลาของแสงสว่างได้หมดลงแล้ว

รสจูบแสนหวานยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปาก และความปรารถนายังคงอวลอยู่ในห้วงอากาศรอบห้องที่หม่นแสงลงไปกว่าเดิม

ผมแนบริมฝีปากกลับลงไปตรงตำแหน่งเดียวกันของเธออีกครั้ง ไม่เรียกร้องอะไรลึกซึ้งไปกว่าสัมผัสแตะๆ เราสบตากันเนิ่นนานในท่านั้น คำพูดที่ไม่ได้เอ่ยมากมายถูกแลกเปลี่ยนผ่านสายตา 

ผมรู้ดี

มันคือคำบอกรัก
และมันคือคำบอกลา.



 
ตึ๊ง 
เครื่องดนตรีประท้วงอีกรอบเมื่อมือที่อ่อนแรงของเธอยกมันพลาดไปจนกระทบกับขอบโต๊ะ เธอลูบมันเบาๆ อย่างรักใคร่ ผมมองเธอสัมผัสเครื่องดนตรี ตอกตรึงภาพนั้นลงในใจก่อนจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีก


“คุณจะมาไหม”

เธอหยุดที่หน้าประตู ในดวงตามีแววไม่แน่ใจ

“ไปสิ จะไปถ่ายรูปให้” ผมตอบทีเล่นทีจริง

“ไม่ได้กันงบไว้จ้างช่างภาพชื่อดังหรอกนะ” เธอหัวเราะย่นจมูก เอ่ยอย่างรู้กันถึงราคาค่าจ้างที่แปรผันตรงกับฝีมือและความนิยมในภาพถ่ายของผม

“ไหนๆ จะเลิกถ่ายภาพเศร้าๆ แล้ว ก็ให้มันเริ่มที่ภาพความสุขของคุณเถอะนะ
ส่วนค่าจ้างน่ะ ไม่ต้องหรอก”

'ยิ้มของคุณจ้างผมล่วงหน้าทั้งชีวิตตั้งแต่วันแรกที่เราสบตากันแล้ว' 
ประโยคสุดท้ายผมต่อในใจ

ผมโบกกล้องในมือไปมาและยิ้มให้หญิงสาวที่ผมหลงรัก และใช่ ยังรักอยู่เสมอ.

 
ร่างกายของเธอเคลื่อนออกไปจากห้องแล้ว พร้อมๆ กับไปจากชีวิตของผม
ผมเปิดกล้องขึ้นมาพิจารณาภาพที่ถ่ายเอาไว้อีกครั้ง

แสงนวลของยามบ่ายแก่ๆ ส่องผ่านกระจกขุ่นกลายเป็นสีฟ้าเทาตุ่นๆ เมื่อฉาบไล้ไปตามสีน้ำตาลออกจะแดงบนเรือนของเครื่องสายขนาดเล็กทำจากไม้ทำให้เกิดแสงเงาสีเทามัวๆ ฉาบไปบนขอบหน้าต่างสีขาว 

“คุณเก็บแสงของวันนี้ไว้ไม่ได้หรอกนะ”
 
ใช่ ผมเก็บแสงของวันนี้ไว้ไม่ได้

แต่ผมเก็บความทรงจำว่าครั้งหนึ่งผมเคยมีมันไว้ได้
และจะเก็บมันไว้ใกล้กับหัวใจเสมอ...



นอกหน้าต่างมืดแล้ว ไม่มีแสงนวลตาสาดเข้ามาอีกต่อไป

แต่ผมจะเก็บความทรงจำถึงแสงนั้นไว้ ไม่ปรารถนาจะปล่อยให้มันเลือนหายไปแต่อย่างใด
แม้จะเป็นในวันที่ไม่มีแสงใด

หลงเหลืออยู่อีกแล้วก็ตาม... 



(16.22 – 18.07) 
09 July 2017 (Sun)


แสงหม่น อูคูเลเล่ ขอบหน้าต่าง
และความเหงาที่คั่งค้างอยู่ในอากาศ
หลังจากเรื่องสั้น The Snow Girl ของคุณอนุสรณ์ ติปยานนท์จบลง
(https://readthecloud.co/writing-01/)


หนังสือเล่มหนึ่งนำไปสู่หนังสืออีกเล่มหนึ่งเสมอ เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งก็นำไปสู่เรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน. :) 



SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าจากอีกฟากหนึ่ง.
ที่เก็บเรื่องเล่าเว้าแหว่งจากอีกฟากหนึ่งของความรู้สึก.
Writer
BlueBlackCat
แมวดำสีน้ำเงิน
A Black Cat in the Middle of Nowhere

Comments

to
2 years ago
ยื้อตัวคุณไว้ไม่ได้แต่ฉันจะยังจดจำคุณไปตลอดกาล
Reply
BlueBlackCat
2 years ago
...จะเก็บความทรงจำถึงคุณไว้ใกล้กับหัวใจเสมอ...