My everything
ตั้งแต่อายุครบ 26 นี่ฉันตกตะกอนอะไรใหม่ๆทุกวันเลย
อย่างหนึ่งที่จู่ๆก็แว้บขึ้นมาในหัวคือเรื่องของ "ครอบครัว" 

"ครอบครัว" คือรากแก้วชีวิตของฉัน
คล้ายๆกับที่ Mitch Albom เคยเขียนเอาไว้ในเรื่อง For One More Day
"But behind all your stories is always your mother's story, 
because hers is where yours begin.”

"ทั้งหมด" ของฉัน เริ่มต้นที่ครอบครัว
ครอบครัวเล็กๆที่มีพ่อ แม่ แล้วก็น้องสาว 
(แล้วก็ญาติๆอีกเป็นโขยงที่นานๆจะเจอกันสักที)

อย่างที่ฉันเคยเขียนเอาไว้
พ่อกับแม่ของฉันคือตัวอย่างของคนที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ
เป็นคนต้นเจเนอเรชั่น x 
ที่ย้ายเข้าเมืองใหญ่มุ่งมั่นทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวตั้งแต่อายุยังน้อย

เหมือนหลายๆครอบครัว ตอนเพิ่งเกิดพ่อกับแม่ฉันทำงานหนัก
ตายายแล้วก็น้าๆเลยต้องรับหน้าที่เลี้ยงฉันจนถึงวัยเข้าอนุบาล

ฉันว่าการให้คนแก่เลี้ยงเด็กเล็กเป็นเรื่องดีนะ
อย่างน้อยก็ในกรณีของฉัน
เพราะยายชอบสอนเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ พ่อแม่ครูอาจารย์
แล้วก็เรื่องบาปบุญคุณโทษมาก (กอไก่ยาวถึงดาวอังคาร)

ตอนเด็กๆถ้าทำอะไรไม่ดียายจะบอกว่า 
"ถึงใครไม่เห็นผีสางเทวดาก็เห็น"
ไม่ก็ 
"มันบาปนะ ตายไปจะต้องตกนรก"
พอโดนตั้งแต่เด็กมันก็คงฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกแหละมั๊ง
โตขึ้นมา ฉันเลยกลัวการทำบาปมากเลย 
ไม่ว่านรกจะมีจริงหรือไม่ก็ขอทำบุญทำทานสะสมแต้มบุญไว้ก่อน

พอยายเป็นแบบนั้น ก็เลยส่งมาถึงแม่ด้วย
จำได้ว่าแม่ดุมากเลยตอนฉันเด็กๆ ยาวมาจนถึงช่วงวัยรุ่น
ระหว่างพ่อกับแม่ ฉันจะกลัวแม่มากที่สุด 

ช่วงมัธยมฉันเคยนึกอิจฉาเพื่อนที่พ่อแม่ให้อิสระมากๆด้วยนะ
อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ได้ อยากพูดอะไรก็ได้

ภาพตัดมาที่ฉัน 
ถ้าอยากไปดูหนังต้องขออนุญาตก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์
ถ้าอยากได้อะไรต้องแจกแจงเหตุผลที่มาที่ไปให้ได้
ว่าทำไมถึงอยากได้ และทำไมฉันถึงสมควรได้รับของสิ่งนั้น

ฉันโตมากับหลัก carrot and stick 
คือถ้าอยากได้อะไร ต้องทำตามเงื่อนไขของพ่อกับแม่ให้ได้
สมัยนั้น iPod Nano ฮิตมาก ฉันเห็นเพื่อนมีก็อยากมีบ้าง
เลยต้องพยายามเรียนให้ได้เกรด 3.9 เพื่อเอาไปต่อรองอ้อนวอนกับพ่อแม่

วันนี้พอโตขึ้นฉันก็เลยเข้าใจว่า
พ่อกับแม่พยายามสอนให้ฉันรู้คุณค่าของสิ่งที่ได้มา
ให้เรียนรู้ไปเองว่า บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
เพราะฉะนั้นเราต้องพยายาม ต้องทำงานหนัก ต้องสู้ให้สุดแรง
เพราะพ่อกับแม่ก็ผ่านเงื่อนไขอย่างนั้นมาเหมือนกัน

พ่อแม่สอนให้รู้ค่าของเงิน
แม่ไม่เคยปิดบังเวลาที่ทำงานเหนื่อย
พ่อไม่เคยอายที่จะเล่าถึงชีวิตที่ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ยังไม่เข้าวัยรุ่น

ดังนั้นบทเรียนที่ฉันซึมซับมาตั้งแต่เล็ก
คือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่หามาได้
ต้องแลกกับหยาดเหงื่อแรงงานของพ่อกับแม่
หากจะใช้ ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

เราไม่ได้ร่ำรวยมากมาย
แต่พ่อกับแม่ยอมส่งฉันไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ 
ไปต่อปริญญาถึงเมืองนอกเมืองนา
ฉันโตมากับคำสอนที่ว่า 
พ่อกับแม่ไม่อาจอยู่กับฉันไปชั่วชีวิต
ดังนั้นความรู้จะเป็นมรดกที่ดีที่สุดที่ท่านมอบให้ได้ 
มันฝังใจฉันมากเลย

วันนี้เมื่อตรองดูอย่างละเอียด
ฉันว่าวิธีเลี้ยงลูกของพ่อกับแม่ฉัน
คือการสอนด้วย "ความจริงของชีวิต"

พวกเขาไม่เคยลืมว่าเริ่มต้นจากที่ไหน
ไม่เคยลืมว่ากว่าจะมีวันนี้ต้องผ่านอะไรมามากมาย
และไม่เคยลืมที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้ลูกๆได้รับรู้ด้วยกัน

ฉันโตมากับพ่อแม่ที่กล้าบอกว่า
พวกเขาไม่ได้เพอร์เฟค เป็นเพียงคนธรรมดาๆ
เคยพลาด เคยผิด
เวลาฉันสารภาพผิดอะไร 
สิ่งที่ได้ยินบ่อยๆก็คือ "โอ๊ย พ่อ/แม่ก็เคย"
พอเป็นแบบนั้นเลยทำให้ฉันไม่กลัวที่จะเล่าอะไรต่อมิอะไรให้พ่อกับแม่ฟังมากมาย
แม้จะอยู่ในสถานะของ "พ่อแม่" แต่พวกท่านไม่ได้ "เกินเอื้อม" สำหรับฉัน

หลายครั้งที่ฉันทำพลาด ตัดสินใจพลาด
ต่อให้เพลียใจแค่ไหน พ่อกับแม่จะบอกว่า 
"มันกลับไปแก้อะไรไม่ได้ ไม่เป็นไร ถือซะว่าได้เรียนรู้จะได้ไม่ผิดอีกเนอะ"
ฉันว่ามันเป็นประโยคที่ทรงพลังมาก
เพราะฉันทำผิดไปแล้ว และฉันเสียใจ
พอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกว่า "เอาล่ะ ฉันจะเริ่มต้นใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิมให้ได้!"
แทนที่จะจมอยู่กับความผิดพลาดนั้น

ของขวัญที่มีค่าที่สุดที่พ่อแม่ให้อีกอย่างนอกจากความรู้
คือ "เพื่อนสนิทสายเลือดเดียวกัน" นั่นก็คือน้องสาวของฉัน

ตอนยังเล็กฉันกับน้องทะเลาะกันบ่อยจนคร้านจะนับ
แต่ตอนมอปลายแม่ส่งน้องไปอยู่กับฉัน
ช่วงแรกๆเราปรับตัวกันเยอะมาก บางขณะฉันรู้สึกเหมือนสูญเสียอิสรภาพ
แต่สุดท้ายแล้วฉันแลกมันมากับ "ความเข้าใจ" ที่มากขึ้นต่อน้องสาว

ทุกวันนี้ฉันได้แต่ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้พ่อแม่ตัดสินใจส่งน้องไปอยู่ด้วยกัน
มากกว่าน้อง ฉันได้เพื่อนสนิท 
ซึ่งบางครั้งก็เป็นเหมือนพี่สาว บางครั้งก็เป็นเหมือนลูกสาว

การมีน้องทำให้ฉันรู้สึกว่า 
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้
ฉันจะไม่เดินเพียงลำพัง  
ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ

ฉันไม่อาจบอกว่าครอบครัวของฉันเพอร์เฟคนะ
ความเห็นเราขัดแย้งกันก็บ่อย งอนกันก็บ่อย ก็เหมือนครอบครัวอื่นทั่วไป
แต่ถ้าฉันมีลูก ฉันก็อยากให้ลูกของฉันมีครอบครัวแบบนี้

อยากให้ลูก "คิดถึงบ้าน" เป็นอย่างแรกเมื่อเจอปัญหา
เข้าไปกอด "พ่อแม่" ได้เสมอเวลาต้องการกำลังใจ 
อยากให้ลูกมีพี่หรือน้องที่คุยกันได้ทุกเรื่อง

เพราะฉะนั้นฉันเลยไม่รู้สึกว่าฉันขาดอะไร
ฉันแทบไม่เคยเหงาเลย และไม่กลัวการอยู่คนเดียว
เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่เคย "อยู่ตัวคนเดียว" จริงๆ

ฉันอยากให้ลูกของฉันรู้สึกเหมือนที่ฉันรู้สึกมาตลอด
ว่า "เราช่างโชคดี" 
และระลึกถึงความโชคดีนั้นอยู่เสมอแทบทุกลมหายใจ

แด่ครอบครัวของฉัน
Yours is where mine begin.

With all my heart,
with all that I can I give.

08 มิถุนายน 2560, 10:08 PM
SHARE
Writer
Gentlediary
Language enthusiast
ความคิด I ความสนใจ I ความทรงจำ IG: Eve.piri

Comments

Keanneus
2 years ago
ง่อววว ว อุ่นใจจังงง อุ่นเหมือนเดิมเบย 😊
Reply
Gentlediary
2 years ago
อุ่นจนร้อนเลยมั้ยล่ะเท้อออ 😌😌😌