A speck of dust within the galaxy.
The relationship is hard to begin

ถ้าหากมีคนเดินเข้ามาถามว่าสิ่งที่ถนัดมากที่สุดในเวลานี้คืออะไร ก็คงจะตอบไปอย่างไม่ลังเลว่าถนัดด้านซ้าย เพราะนอกจากนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัดอะไรอีกแล้ว เคยลองคิดที่หาอะไรทำ จนมันสามารถทำให้เรากลายเป็นคนใหม่ที่ดีกว่านี้ แต่พอคิดว่าต้องเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆทีไร ก็ถอดใจไปง่ายๆเสียทุกที

วันนี้เป็นงานเลี้ยงเล็กๆ ที่ถูกจัดขึ้นโดยเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เราพึ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ละคนถูกแจงงานตามความถนัดโดย ’โต้ง’ เจ้าของไอเดีย เพื่อที่จะได้เนรมิตงานเล็กๆ งานหนึ่ง ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางความทรงจำ พลอยไม่มีหน้าที่อะไรมากนอกจากอยู่ล้างจานและเก็บกวาดหลังงานเลี้ยงจบ และนี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำว่า เธอไม่ถนัดอะไรเลย นอกจากด้านซ้าย

“เห็นผ้าม่านแล้วรำคาญตาว่ะ ล้างจานเสร็จมึงช่วยไปเก็บทีนะ” เสียงของคนหงุดหงิดเดินบ่นมาแต่ไกล เธอไม่ได้ตอบอะไรนอกจากเงยหน้าจากอ่างล้างจานในห้องครัวมาสบตา ก่อนที่เจ้าของบ้านจะเดินหายไปในความมืด

ผ้าม่านสีขาวลายจุดแดงถูกปลดออกจากราวเพียงหนึ่งส่วน ยังคงห้อยค้างไว้อย่างนั้น รอบห้องมืดสลัวมีเพียงแสงไฟที่ห้อยประดับอยู่บนเพดานคอยส่องแสงระยิบระยับเป็นจังหวะ มันสวยมากขึ้นในเวลาที่บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบ ปราศจากสิ่งรบกวน ไม่มีสิ่งอื่นใดดึงดูดความสนใจ

พลอยเดินแหวกเศษถุงขนมและแก้วเครื่องดื่มที่วางระเกะระกะไว้บนพื้น ไม่นึกเหมือนกันว่าการรับหน้าที่เป็นคนเก็บงานมันจะลำบากขนาดนี้ เพื่อนก็กลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงเธอกับเจ้าของบ้านที่ไม่ได้ช่วยทำอะไรนอกจากเดินบ่นไปมา เพราะหน้าที่ของเธอก็คือการให้ยืมบ้านและนั่นก็หมดหน้าที่ที่เธอต้องรับผิดชอบแล้ว

อีกสิบห้านาทีเข็มสั้นและเข็มยาวจะเลื่อนไปบรรจบที่เลขสิบสองพอดี คนรับผิดชอบเก็บงานเริ่มได้ยินเสียงอะไรบางอย่างขณะที่เธอกำลังเอื้อมมือขึ้นไปปลดผ้าม่านผืนนั้น

มันคล้ายเสียงสะอื้นและเริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆจนเธอเริ่มรู้สึกผิดสังเกต จึงได้ละสายตาออกจากบานหน้าต่างและชะโงกหน้าไปทางต้นเสียงที่ดังมาจากทางด้านหลังโซฟาสีเทากำมะหยี่ น้ำเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากด้านหลังโซฟาทำให้เธอรู้สึกขนลุก คนกลัวเริ่มขยับตัวเข้าใกล้ต้นตอมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมองไปที่ผนังด้านข้างโซฟาก็พบร่างของผู้ใหญ่ตัวโตนั่งกอดเข่าและขยับมือเป็นจังหวะๆ พลอยเริ่มใจชื้นขึ้นแต่ก็ยังมีความกลัวผสมกับความกังวลอยู่เล็กน้อย เธอจึงตัดสินใจเดินไปที่ด้านหลังโซฟานั้น จนได้พบกับต้นเสียง



“เห้ย!! โต้ง มานั่งทำอะไรตรงนี้คนเดียวเนี่ย นึกว่าผี” คนตกใจพูดขึ้นมาหลังจากที่พบว่าต้นเสียงปริศนานั้นเป็นบุคคลที่เธอคุ้นเคย

ถึงจะไม่ค่อยได้คุยกันมากเท่าไร แต่การเจอหน้ากันบ่อยๆก็ถือว่าเป็นการทำให้เรารู้จักกันมากขึ้นสำหรับเธอ เสียงหัวใจที่เต้นด้วยความตื่นกลัวในตอนแรก เทียบไม่ได้เลยกับเวลานี้ที่จังหวะของมันดูเหมือนจะรวนและระรัวมากขึ้นทุกทีจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงนี้เข้า

“กำลังจะกลับ แล้วทำไมเธอถึงยังไม่กลับล่ะ” คนข้างๆเป็นฝ่ายถามเธอบ้าง

“เราเป็นคนเก็บงานอะ เลยต้องอยู่คนสุดท้าย” เธอเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางถอนหายใจออกมาเบาๆหลังจากพูดจบ

“มางั้นเดี๋ยวเราช่วย จะได้กลับบ้านไวๆ” ฝ่ายชายอาสาลุกขึ้นไปช่วยเธอปลดผ้าม่านออกจากราว พลอยยิ้มออกมาเล็กๆก่อนจะถอยออกจากราวผ้าม่านผืนนั้น เธอนึกดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนช่วยเธอเก็บของและยิ่งเป็นเขาคนนี้ มันยิ่งทำให้เธอไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่ได้รับภาระอันหนักอึ้ง

“แล้วเป็นอะไรปะเนี่ย ทำไมถึงมานั่งร้องไห้ ตัวก็ออกจะโต ดันมานั่งร้องไห้เป็นเด็กๆ” พลอยรัวคำถามไปชุดใหญ่ เพราะจากความกังวลและความประหม่า

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ตอนเมาเราชอบร้องไห้” คนตัวสูงรีบปฏิเสธทันทีหลังจากที่โดนอีกฝ่ายถามถึงสาเหตุของการร้องไห้ ไฟกระพริบสีเหลืองตกกระทบที่ใบหน้าของชายผมสั้น เธอรีบปลีกตัวไปทำอย่างอื่นเพราะเกรงว่าถ้ายืนอยู่ตรงนี้ต่อจะทำให้งานของเธอไม่เสร็จและยิ่งมากกว่านั้นเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงสัญญานที่เธอพยายามส่งไปถึงเขาแบบไม่รู้ตัว

“งั้นวันหลังก็อย่ากินเยอะดิ จะได้ไม่ต้องมานั่งขี้แย” คนรับผิดชอบเก็บงานพูดขณะที่เธอกำลังเก็บเศษขยะที่วางกองอยู่บนพื้นไปรวมไว้ที่มุมหนึ่งเพื่อจะได้เก็บกวาดทั้งหมดในรอบเดียว โต้งเริ่มย้ายตำแหน่งมาช่วยเก็บแก้วน้ำที่วางอยู่มาซ้อนกันบ้าง หลังจากปลดผ้าม้านลงจากราวเรียบร้อยแล้ว

พลอยไม่กล้าเงยหน้าไปสบตาคนข้างๆตรงๆ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาพูดเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นปฏิกิริยาแปลกๆของตน

บางทีการได้รู้จักกันไกลๆ มันก็ทำให้เขาน่ารักในแบบที่เขาควรจะเป็น ได้เจอหน้าและยิ้มให้กันทุกวันแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ซึ่งเธอไม่อยากเข้าไปทำความรู้จักมากขึ้นเพราะกลัวว่าจะทำให้เขาไม่น่ารักในสายตาเธอเหมือนเดิมหรือในทางตรงกันข้ามคือเขาจะทำให้ความรู้สึกนั้นมันมากยิ่งขึ้นจนเธอไม่สามารถต้านท้านความรู้สึกของตนเองไหว

“นี่พลอยกินเหล้าปะเนี่ย”

“ป่าว ไม่ได้กิน หน้าเราเหมือนคนขี้เมาหรอ” พลอยเผลอหันหน้าไปสบตากับเขาตรงๆ จนทำให้เธอรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณใบหน้าทันที

“ก็เห็นหน้าแดงมากอะ ก็นึกว่าดื่ม ตอนนี้หูเริ่มแดงด้วยละเนี่ย” คนหน้าแดงรีบก้มหน้าละเก็บของต่อทันทีโดยที่ไม่ตอบอะไรอีกฝ่าย ในใจก็นึกอยากตะโกนออกไปว่าต้นตอที่ทำให้เธอหน้าเปลี่ยนสีมาจากอะไร

ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบและทำหน้าที่ของตนเองไปเรื่อยๆ ความเงียบทำให้พลอยรู้สึกอะไรบางอย่าง แบบที่คำพูดไม่สามารรถทำได้ จนโต้งเป็นคนแรกที่นึกประโยคสนทนาออก

“พลอยรู้ไหมว่า อีก 4000 ล้านปีข้างหน้า กาแล็กซีแอนโดรเมดากับทางช้างเผือกจะเคลื่อนที่เข้ามาบรรจบกัน และรวมตัวกันเป็นกาแล็กซีใหม่” อีกฝ่ายได้ยินประโยคแปลกๆแบบนั้นก็ชะงักและรอฟังอีกฝ่ายพูดต่อ

“กาแล็กซีใหญ่ขนาดนั้น ใช้เวลาแค่ 4000 ล้านปีเองนะ” โต้งพูดด้วยความภูมิใจ

“โอเค เราเข้าใจที่โต้งบอกนะ แต่เราไม่เข้าใจว่าบอกเราทำไม” ยิ่งโต้งพยายามอธิบายมากเท่าไร อีกฝ่ายยิ่งมีความฉงนในใจมากขึ้นเท่านั้น เธอเริ่มคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะเมามากและอยากแชร์เรื่องดาราศาสตร์ให้เธอฟังเท่านั้น

“รู้ไหม ที่มันเร็วได้แบบนั้น เพราะต่างฝ่ายต่างพุ่งเข้าหากันไง” โต้งยังคงพูดต่อ

“ถ้าหากว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกหรือกาแล็กซีแอนโดรเมดาอยู่เฉยๆ พลอยคิดว่าจะใช้เวลามากแค่ไหนอะ” เขาเดินเข้าไปนั่งข้างๆพลอยหลังจากที่ถามคำถาม

พลอยเงียบไปสักพักก่อนที่จะตอบกลับ “คงนานมากมั้ง แค่ 4000 ล้านปี ก็นานพอแล้วนะ”

“ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ของคนเรา ถ้าเรารอให้อีกฝ่ายเคลื่อนที่เข้าหา โดยที่เราไม่คิดจะเริ่มต้นทำอะไร มันก็คงไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นหรืออาจใช้เวลานานมากกว่า 4000 ล้านปี แต่ชีวิตของเราไม่ได้ยืนยาวขนาดนั้น”

หลังจากที่คนข้างๆพูดจบ พลอยก็เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่โต้งพยายามจะบอกเธอคืออะไร บางทีการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างมันอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าไม่เริ่ม มันก็ไม่มีทางเกิดขึ้น หากมีการเริ่มต้นสักวันก็ต้องมีวันที่สิ่งเหล่านั้นจะมาบรรจบกันต่อให้ใช้เวลาหลายพันล้านปีก็ตาม อย่างน้อยการเริ่มต้นความสัมพันธ์ ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับทุกอย่างก็ได้

“โต้ง คือเราชอ.....”

“เก็บผ้าม่านเสร็จยังวะ จะได้รีบกลับบ้าน” เสียงจากเจ้าของบ้านแทรกขึ้นมาก่อนที่เธอจะพูดจวบจนจบประโยค

“พูดต่อดิ” โต้งไม่สนใจต้นเสียงนั้นและยังมองหน้าเธอค้างไว้อย่างนั้น

“มึงกลับบ้านเลยก็ได้ เดี๋ยวกูจัดการต่อเอง เห็นผ้าม่านหายไปกูก็อารมณ์ดีขึ้นเยอะเลย” เจ้าของบ้านเดินเข้ามาในห้องที่ซึ่งสองคนก่อนหน้าอยู่ก่อนนานแล้ว

สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร กับการเริ่มต้นครั้งนี้ หรือว่าการที่ไม่พูดอะไรออกไปมันก็ดีอยู่แล้ว....





“เราชอบพลอยนะ แล้วพลอยล่ะ ชอบเราบ้างไหม”


Inspired by - ตื๋อเพื่อนเบลและปลื้ม

ภาพจาก : sontungst


SHARE
Written in this book
โลกของพระจันทร์
โลกของพระจันทร์ แต่ไม่ใช่พระจันทร์ของโลก
Writer
Surachaii
Surachaii
แม้ประโยคสุดท้ายจากผู้บอกเล่าจะถูกขีดเขียนเสร็จสิ้นแต่เรื่องราวของตัวละครจะยังคงดำเนินต่อไป หากเพียงเรื่องเล่าไม่ได้ถูกเปิดเผย

Comments