ถึงตัวฉันในวันพรุ่งนี้
สวัสดีตัวฉันในวัย 26 ปีกับอีกหนึ่งวัน :)

ถ้าตัวฉันในวัย 15 ปีมาเห็นฉันในวันนี้ 
เธอคนนั้นอาจจะผิดหวังก็ได้นะ

ตอนอายุ 15 
ฉันมองว่าอายุ 26 ปีคืออนาคตที่ไกลมากๆ
ฉันคาดหวังว่าตัวเองจะเป็นอีกแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง

ฉันเคยคิดเล่นๆว่าในวันครบรอบวันเกิดปีที่ 26 
ป่านนั้นฉันคงจะแต่งงานแล้ว (แม่มีฉันตอนอายุ 24 ปี)
ป่านนั้นฉันคงย้ายไปตั้งรกรากในโลกตะวันตกที่ใดสักที่
คงจะกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงให้กับองค์กรข้ามชาติใหญ่ๆ
ใส่สูท เคร่งขรึม เป็นผู้หญิงทำงานเก่ง จัดการทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว
ตอนนั้นฉันฝันจะเป็น somebody 

แต่ความเป็นจริงคือ
ฉันในวันนี้กลับเป็นป้าแว่นสายเนิร์ดตัวกลมๆที่ไม่มีวี่แววว่าจะได้แต่งงาน
กลับมาอยู่เมืองไทยกับครอบครัวอย่างถาวรได้เกือบ 5 ปีแล้ว
ทำงานอิสระเป็นติวเตอร์สอนภาษา นักแปล ล่ามตัวเล็กๆ
อยู่ในจังหวัดเล็กๆที่ไม่มีภาคอุตสาหกรรมใหญ่หรือกลุ่มบริษัทข้ามชาติ
ถ้าไม่ทำงานก็จะเจอฉันสิงอยู่ตามร้านกาแฟในเชียงใหม่สักที่
หรือไม่ก็ตามประเทศเพื่อนบ้านที่ฉันแว้บไปตรงนั้นที ตรงนี้ที
พูดง่ายๆคือ วันนี้ฉันเป็น nobody โดยสมบูรณ์

แถมยังเป็น nobody ที่แวดล้อมไปด้วย somebody อีกต่างหาก

ฉันมีพ่อแม่ที่เป็นต้นแบบของความ "from zero to hero" จริงๆ
ฉันมีคนรอบตัวอายุเท่าๆกันที่เป็นนักธุรกิจหลักล้าน (หรือร้อยล้านแล้วมั้งตอนนี้)
ฉันมีเพื่อนทำงานองค์กรข้ามชาติ บินข้ามโลกเป็นว่าเล่น
ฉันมีคนรู้จักที่ทำงานเพื่อรณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย
ฉันมีเพื่อนที่ได้เริ่มต้นครอบครัวกับคนที่เขารักและกำลังจะกลายเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่
ฉันมีเพื่อนเป็นหมอ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ

โลกของทุกคนหมุนกันเร็วมากจนฉันทึ่ง ทุกคนเร็วมากกันจริงๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนไหนที่ฉันวิ่งตามไม่ทันจนเลิกวิ่ง
แล้วหันมาก้มหน้าเดินช้าๆแทน

คิดไปคิดมาอาจเป็นตอนที่ฉันย้ายไปเรียนที่อังกฤษล่ะมั๊ง
ที่นั่นฉันได้อยู่กับตัวเองเยอะมากๆ 
สมัยนั้นนวัตกรรมการสื่อสารยังไม่ "ทันที" เหมือนเดี๋ยวนี้
และการถูกแวดล้อมด้วยผู้คนใหม่ๆที่ไม่เคยเห็นเราในเวอร์ชั่นก่อนหน้า
ก็ทำให้เราไม่รู้สึกกดดันที่จะต้องรักษา "มาตรฐานเดิม" ของตัวเอง

พอย้ายไปอยู่ตัวคนเดียว
จู่ๆก็เสมือนว่าฉันได้มีเวลา "ทำความรู้จักตัวเอง" ขึ้นมาเฉยๆ

เวลาเครียดๆ ฉันชอบไปเดินคนเดียวเป็นกิโลๆ
นั่งรถไฟไปลงแถวๆ Tower Bridge แล้วลงเดินตามเส้นทางเลาะแม่น้ำเทมส์ 
เดินไปเรื่อยๆ ผ่านโบสถ์ ผ่านตลาด ผ่านโรงละคร ผ่านวัง ผ่านสะพาน
ดูน้ำ ดูฟ้า ดูผู้คน อยากเห็นอะไรก็แวะดู ปล่อยเวลาให้เลื่อนไหลไป 
และฉันมักได้คำตอบดีๆจากช่วงเวลาเหล่านั้น

ช่วงตอนอายุ 18 ฉันเริ่มถามตัวเองทุกวัน
"คนเราเกิดมาทำไม?" 
ชีวิตหนึ่งควรมีความหมาย แล้วความหมายของฉันอยู่ที่ไหน?
แล้วทำไมเวลาที่มีคนกำหนดคำตอบมาให้ฉันจึงอึดอัดเหมือนกำลังจะจมน้ำ
ในเมื่อฉันก็ยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองด้วยซ้ำ?

การเดินไปตามเส้นทางที่คนอื่นบอกว่าดีก็ควรเป็นเรื่องดีสิ ใช่มั๊ย?
แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน
อ่านหนังสือไม่รู้กี่เล่มก็ไม่เห็นจะตอบตรงกันสักเล่ม

พอคิดอย่างนั้นฉันก็เริ่มตระหนักว่าคนเรามีโลกภายนอกและโลกภายใน
โลกภายนอกมีถ้อยคำมากมายที่จะบอกเรา ชี้นำเรา
เห็นคนนี้มั๊ย ดูคนนั้นสิ คนนั้นเก่งจัง คนนั้นสวย คนนั้นเริ่ด
แบบนั้นคือดี แบบนี้คือไม่ดี แบบนั้นคือสำเร็จ แบบนี้คือห่วย 

แต่โลกภายในเสียงเบามากเลย
บางทีเราพูดด้วยก็ไม่พูดด้วยอีกแน่ะ 
ให้คำตอบอะไรก็ไม่ชัดเจน
บางทีส่งมาแค่สัญญาณความรู้สึก
อึดอัด คับข้อง ทุรนทุราย แล้วทิ้งเราให้จัดการมันเอง

ที่ร้ายคือ โลกภายนอกและโลกภายในของฉันขัดกันอยู่ตลอดเวลา
เหมือนฉันอยู่ตรงกลาง โดนผลักไปมาระหว่างขั้วบวกกับขั้วลบ

จริงๆฉันก็ควรชินกับการอยู่ตรงกลางได้แล้ว 
เพราะฉันอยู่ตรงกลางทุกเรื่องทุกอย่างจริงๆ

ฉันอยู่ระหว่างรอยต่อของเจเนอเรชั่น x กับ y
ฉันอยู่ระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก
ฉันอยู่ระหว่างแนวคิดเดิมกับแนวคิดใหม่

ดูๆไปก็เหมือนไม่เข้ากับฝ่ายใดยังไงชอบกล
ถ้าในภาษาอังกฤษ ฉันจะบอกว่าฉันอยู่ใน third space 
เป็นรถรุ่น hybrid คือเอามายำๆ
มันก็เลยจะสับสนงุนงงอยู่หน่อยๆ

อาจเพราะอยู่ตรงกลางเลยไม่มีสิ่งใดเป็นสูตรสำเร็จสำหรับฉัน 
โลกไม่ใช่ทั้งสีขาวและสีดำ
ไม่มีอะไรใช่ที่สุด เท่าๆกับที่ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ที่สุด

สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับคนอย่างฉันคือการหาพื้นที่ตรงกลาง
ที่โลกภายนอกและโลกภายในจะหาทางมาเจอกัน

เพราะถ้าตามใจโลกภายนอก
โลกภายในของฉันจะส่งคลื่นสัญญาณหนักอึ้ง ทึบทึม 
เหมือนเจ้ายักษ์แอตลาสที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าตลอดเวลา

แต่ถ้าทำตามโลกภายในของฉันมากเกินไป
วันหนึ่งฉันคงหันกลับมาแล้วเสียใจที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก
ที่อยู่ในโลกภายนอกนั่น

เพราะไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

การอยู่ตัวคนเดียวไม่ใช่เรื่องไม่ดี
แต่การเพิกเฉยความรู้สึกของคนที่สำคัญต่อเราก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน
เราต่างคือภาพสะท้อนของโลกภายนอกและโลกภายในของเรา

ซึ่งถ้าคุณเป็นเหมือนฉัน
สองโลกนี้จะขัดแย้ง วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามเหมือนเล่นชักเย่ออยู่เนืองๆ
โดยเฉพาะโลกภายนอกที่วิ่งด้วยความเร็วและแรงกว่ามาก
หน้าที่ของเราคือค่อยๆดึงทั้งสองโลกมาทับซ้อนกันบ้าง
ให้เรามีพื้นที่ตรงกลางให้ได้ยืน

มุมมองเช่นนี้กลายเป็นวิธีการที่ฉันใช้จัดการความทุกข์ของฉันในทุกวันนี้
และมอบคำตอบของวิถีที่ฉันเลือกใหม่ในวันนั้น

จะว่าโลกภายในเป็นสัญชาตญาณก็คงได้มั๊ง
หลายครั้งความรู้สึกหนักอึ้งลึกๆในใจดึงฉันให้หยุดวิ่งแล้วนั่งลงคุยกับตัวเอง 
สนทนากับโลกภายในของตัวเองอย่างจริงจัง

เป็นอะไร? มีตรงไหนที่ฉันผิดพลาดไปใช่มั๊ย?
เธออยากให้ฉันทำยังไง? มีตัวเลือกอะไรอีกไหมในสถานการณ์นี้?

การหยุดวิ่งแล้วนั่งซักฟอกโลกภายในอย่างจริงจังนับเดือนนับปี
ทำให้ฉันเข้าใจว่าแท้จริงแล้วฉันไม่เหมาะกับการวิ่งสักเท่าไหร่

ฉันเป็นแค่เต่าสายเซน 
ที่วันๆพยายามมีสติกับการล้างจานหรือดื่มด่ำกับผลส้มเท่านั้น

พอทบทวนตัวเองแล้วฉันก็เข้าใจว่า 
ฉันอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น somebody
ฉันแค่อยากเป็น nobody ที่มีความสุขในความธรรมดาของชีวิต 

เป็น nobody ที่มีเวลาอ่านหนังสือ พาคนในครอบครัวไปทานข้าว 
หาเวลาไปเที่ยวด้วยกัน และยังหาเงินได้พอทำตามใจตัวเองนิดๆหน่อยๆ

ฉันแค่อยากเป็น nobody ที่มีความฝันเล็กๆไว้หล่อเลี้ยงแรงจูงใจ
อยากเป็น nobody ที่มีประโยชน์ต่อสังคมจากพื้นที่เล็กๆของตัวเอง

สุดท้ายแล้ว
ฉันได้ยินโลกภายในกระซิบว่าอิสรภาพมีค่ากับฉันมากกว่าความสำเร็จ

ฉันเรียนบริหารเพราะโลกภายนอก
แต่เรียนด้านการศึกษาต่อเพราะโลกภายใน

ฉันเคยพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างเพราะโลกภายนอกทั้งที่ตัวเองไม่ค่อยโอเค
แต่ฉันค้นพบว่าการออกมาเริ่มต้นในเส้นทางของตัวเอง
ด้วยสมองและสมองมือของตัวเองคือความภูมิใจ

สุดท้ายแล้วคำตอบของคำถามที่ฉันพยายามตามหามาตลอด
คือสิ่งเดียวสั้นๆ 
"อิสรภาพ"
อิสรภาพที่จะออกแบบชีวิตของตัวเอง
อิสรภาพที่จะเป็นตัวของตัวเอง
อิสรภาพที่จะคิดและเชื่อในแบบของตัวเอง

ตราบใดที่ไม่ได้ล่วงละเมิดหรือทำร้ายผู้ใด
การเป็นเต่าสายเซนก็ไม่ได้แย่จนเกินไป
และการต้องเป็น in-betweener ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลใจ

ณ​ อายุ 26 ปี มี 3 อย่างที่ฉันยึดเป็นคติประจำใจ

1. Things will always work out.
ทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง ให้เวลากับมันสักหน่อย อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

2. Everything happens for a reason.
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่างมีเหตุผลในตัวของมัน 
ฉันเชื่อว่า "คนบนนั้น" มอบโจทย์ที่เหมาะกับเลเวลการรับมือของเราแล้วล่ะ
การที่ฉันเรียนภาษาในตอนนั้นที่อยากเป็นทูต 
แต่วันนี้ฉันได้ทำงานเป็นครูแทน
มันก็ไม่ได้แย่นะ 

3. You'll never lose anything if you learn something from it.
เราไม่ได้สูญเสียเลยหากเราได้เรียนรู้บางอย่างจากมัน
หลายครั้งฉันทุกข์จริงๆ ช่วงปีนี้ก็ยังทุกข์อยู่ที่หลายอย่างไม่เป็นอย่างใจ
คนที่ฉันไว้ใจทำให้ฉันผิดหวัง
แต่ฉันพยายามถามตัวเองว่าจะเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง
ฉันไม่ได้สูญเสีย ฉันได้บทเรียนที่มีค่า
เพื่อจะไม่ต้องผิดพลาดซ้ำเดิมอีก

ดังนั้น 
ถึงตัวฉันในอดีต
ฉันขอโทษนะที่ไม่ได้เป็นในสิ่งที่เธอหวัง
ฉันธรรมดาเหลือเกิน ฉันไม่ได้ยิ่งใหญ่ เก่งกาจอะไรเลย
ฉันเป็นแค่คนธรรมดาที่พยายามจะดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
ฉันยังขี้เกียจ ขี้เซา ช่างกังวล เอ๋อๆและซุ่มซ่ามเหมือนเดิมเลย
ฉันทำรถชนไปแล้ว 3 ครั้งในรอบ 10 ปี
ฉันไม่ได้ทำงานบริษัทข้ามชาติ ไม่ได้เป็นทูต ไม่ได้ย้ายไปต่างประเทศ
ยังตัวกลมๆและขี้แยเหมือนเดิม
ณ​ อายุ 26 ปีฉันยังคงสับสนและงุนงงกับชีวิต
และฉันยังไม่ได้เริ่มทำธุรกิจของตัวเองเป็นจริงเป็นจังเลย

ถึงตัวฉันในวันข้างหน้า
ฉันหวังว่าหากเธอได้กลับมาอ่าน เธอจะภูมิใจในตัวฉันวันนี้
เพราะไม่ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง
แต่วันนี้ฉันได้ตื่นเช้าไปทำบุญกับคนที่ฉันรัก
ฉันบริจาคเงินเล็กน้อยตามกำลังให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอด
และศูนย์ดูแลเด็กปัญญาอ่อนภาคเหนือ

ช่วงบ่ายฉันยังมีเวลานั่งทำงานก่อนจะพาคนที่ฉันรักมากๆที่สุดในชีวิตไปทานข้าว
แถมกลับบ้านมายังได้ทานเค้กไอติมรสช็อคโกแลตที่น้องกับแม่ไปซื้อมาให้ด้วยนะ

วันนี้ฉันได้กอดคนที่มอบชีวิตและความรักให้ฉัน
ฉันได้รับคำอวยพรดีๆมากมาย
วันเกิดปีนี้สมบูรณ์มากจริงๆ

ทุกวันนี้ฉันมีชีวิตที่ธรรมดา
แต่ฉันว่าฉันสุขมากกว่าทุกข์นะ

ฉันพยายามขอบคุณทุกอย่างบนโลกให้ได้ทุกวันๆ
โมเมนต์แบบ "เรานี่โชคดีกว่าใครหลายคน" เกิดขึ้นเสมอ
ฉันรู้สึกขอบคุณชีวิต 
ขอบคุณสิ่งดีๆที่จักรวาลเหวี่ยงให้โคจรเข้ามาในชีวิต
ฉันมีครอบครัวที่ดี เพื่อนที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี กินอิ่ม นอนอุ่น
ฉันมีงานที่ฉันภูมิใจ 
แม้มันจะเล็กแค่ไหนแต่ฉันพยายามหักร้างถางพงเส้นทางนี้มาด้วยตัวเองจริงๆ

ดังนั้นฉันหวังว่าเธอในวันข้างหน้าจะยังสู้อย่างเข้มแข็ง
เพราะวันนี้ฉันพยายามสะสมพลังให้เธออยู่นะ

รัก
จากฉันเอง

07/06/17, 12:52 AM












SHARE
Writer
Gentlediary
Language enthusiast
ความคิด I ความสนใจ I ความทรงจำ IG: Eve.piri

Comments

Girlwearsblue
2 years ago
ให้ข้อคิดกับคนที่แอบแวะมาอ่านดีจัง เราเกิดช้ากว่าเดือนนึง บางทีมีโมเม้นอิจฉาเพื่อนที่ชีวิตไปไกลแล้ว แต่ทุกคนก็มีทางของตัวเองอย่างที่บอกเนอะ ยินดีด้วยที่หาความสุขของตัวเองเจอนะคะ

สุขสันต์วันหลังวันเกิดค่ะ 😉
Reply
Gentlediary
2 years ago
ขอบคุณมากๆนะค้า ค่อยๆคิดค่อยๆทำตามแบบของเรากันเนอะ!
GirlinHood
2 years ago
ถ้ากดหัวใจได้ร้อยครั้ง จะกดร้อยครั้ง ขอบคุณมากๆ จริงๆ ค่ะ 😊
สุขสันต์วันเกิดนะคะ
วันเกิดหนูเมื่อวานเหมือนกันค่ะ ครบ 24 ปี
คุณขอบคุณตัวเองได้อีกหนึ่งเรื่องนะคะ คุณเป็น somebody ที่ทำให้ nobody อย่างหนูหันมาเห็นค่าของตัวเองและขอบคุณตัวเองเป็นแล้วค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ❤❤❤❤❤
Reply
Gentlediary
2 years ago
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังค่า อีฟแอบแวะไปอ่านบล็อกของคุณด้วยค่ะ อยากบอกคุณว่า "ขอบคุณมากนะคะที่ยังสู้!" ฮึบๆ เป็นกำลังใจให้นะคะ
Flylikeabird
2 years ago
เส้นทางสาย Somebody มันช่างยากเย็นเหลือเกิน ดูไปๆ เป็น Nobody ดูจะมีความสุขมากกว่าอีกนะ ☺
Reply
Gentlediary
2 years ago
ฮ่า เป็นคนเชื่องช้าค่ะ เลยต้องหาทางไปของตัวเอง อ้วนด้วยวิ่งไม่ไหวจริงๆ 😂😂😂
PutMeBehindTruth
2 years ago
ผมเองก็มีชีวิตที่คล้ายๆคุณครับ สิ่งที่ผมกำลังทำ กำลังดำเนินอยู่ เป็นเพราะโลกภายนอก แต่โลกภายในของผมมันยังเรียกร้องอยู่ตลอดว่าสักวันหนึ่งผมอาจมีพื้นที่แสดงโลกใบนั้นสักครั้ง ถึงแม้โลกภายนอกจะทำให้ดูเหมือนว่าพื้นที่ที่เหลือน้อยลงเต็มที ขอบคุณมากครับที่ทำให้รู้ว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่ยังคงสับสนและหลงทางต่อให้พยายามมากแค่ไหน ทำตัวให้แข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็รู้ว่าลึกๆเรายังอ่อนแอและปวกเปียกอยู่มาก พยายามต่อไปนะครับ สู้ๆผมเอาใจช่วยทั้งคุณ ทั้งทุกคนที่กำลังเผชิญสถานการณ์แบบเดียวกัน และตัวผมเอง "แด่อิสรภาพ แด่สิ่งที่ทุกคนต้องการมากที่สุด" #ขอบคุณมากครับ
Reply
Gentlediary
2 years ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ สิ่งหนึ่งที่อีฟคิดว่าเลิศมากคือ คุณยังได้ยินเสียงโลกข้างในของคุณนะคะ มีหลายคนเลยที่ไม่เคยหยุดฟัง อย่างนั้นน่าเสียดายกว่าอีกเนอะ 😊 และดีใจมากนะคะที่มีคนมาร่วมสับสนงุนงงเป็นเพื่อนกัน 😂😂😂 #ขอบคุณมากค่ะ #งงได้ตามสะดวก
rittaparitt
2 years ago
ทุกวันนี้เราก็เป็น nobody ค่ะ แต่เราก็อยากจะเดินเตร็ดเตร่ที่ใดที่หนึ่งอีกมุมบนโลกใบนี้ แต่ด้วยอาชีพทำให้ไปไหนนานๆยากมากๆ อิสรภาพมีได้เพียงระยะสั้น อยากจะบอกว่าอายุเท่ากันเลยค่ะ สุขสันต์วันเกิดนะคะ
Reply
Gentlediary
2 years ago
ขอบคุณมากๆๆๆนะคะ 💝 อีฟก็เริ่มไปนั่นมานี่ยากขึ้นแล้วค่ะ ภาระยั้วเยี้ย ฮรือ!