"อย่าเสือกเรื่องชาวบ้าน"
จริงๆก็ไม่ได้เป็นเวลาที่เช้ามากนัก แต่ห้องที่ปิดสนิทมันทำให้รู้สึกเหมือนตอนเวลาหัวรุ่งเสมอ 
และ ผมกำลังคลอดนตรีบลูท่อนใหม่ที่พึ่งหัดมา ในห้องเก่าที่คุ้นเคย  


ผมเรียนอยู่ในมหาลัยในกรุงเทพ แต่การปิดยาวก่อนสอบทำให้ผมพอมีเวลาได้กลับมาบ้านที่หาดใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่ปิดเทอมผมจะไม่ได้กลับเพราะโครงการแลกเปลี่ยน



เสียงประตูเปิดขึ้นก่อนดนตรีบลูของผมจะถูกขัด



"โอ้ตแม่ไปทำงานก่อนนนะ แม่ทำของชอบลูกตั้งใว้ในครัวนะ"



"ครับแม" ผมยิ้มให้แม่



เช่นเดิม ไม่ว่าอย่างไรหลังเก้าโมง จะมีเพียงเสียงกีตาร์ของผมเท่านั้นที่ไม่ทำให้บ้านเงียบสนิท



ผมเดินลงไปเปิดตู้เย็น แม้ตอนอยู่มหาลัยผมจะดื่มก่งขนาดใหนแต่เมื่ออยู่บ้านก็เกรงใจจะหยิบเบียร์พ่อมาดื่มอยู่ดี



มันบด ของโปรดผม แม่หัดทำตั้งแต่รู้ว่าผมชอบตอนไปกิน KFC จนตอนนี้เมนูมันบดของแม่ได้ไปไกลจนอยู่ในเว็บทำอาหารซะแล้ว แม่ดีใจจนแคปจอและถ่ายมาติดฝาบ้าน

ถ้าเสริฟให้ผม แม่จะเพิ่มชีสเข้าไปพิเศษ และมันหอมมากจริงๆ

ทานได้สักพัก เสียงเอะอะโวยวายจากข้างบ้านก็ดังขึ้น 
 
เสียงตึงตังจากบ้านข้างๆ เป็นสิ่งที่ผมได้ยินตั้งแต่ยังเด็ก บ้านผมอยู่ในชุมชนแออัด มีให้เห็นหมดเลยตั้งแต่ อันธพาล ยาเสพติด อาชญากรรม หรือแมวหมากัดกัน


คงเพราะพ่อแม่ผมพึ่งมาตั้งตัวได้เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ใครจะไปรู้ว่าบ้านผมตั้งตัวได้เพราะหวย


ใช่แล้ว พ่อถูกรางวัลที่ 1 และที่ตลกคือแกยอมเสียเงินรางวัลส่วนนึงกับนักข่าวที่กำลังทำท่าจะปากโป้งเสียงดัง แต่ก็ได้ผลพวกเราช่วยกันปิดปากสนิท แม้แต่ลุงข้างบ้านก็เพิ่งมารู้หลายปีหลังจากนั้น


ร้านอาหารของพ่อก็เริ่มมานับแต่ตอนนั้น และเกือบจะเจ๊งหลายครั้งเพราะไม่มีประสบการณ์แต่ก็อยู่รอดมาได้จนคนย่านนี้รู้จักกันหมด



ถึงจะอยู่ใกล้สลัมแต่บ้านของผมก็ปลอดภัยไม่น้อย พ่อสร้างรั้วสูง ระบบกันขโมยก็มีแต่คงไม่ดีเท่ากับเพื่อนบ้านรอบๆ จะว่าเพื่อนบ้านก็ไม่ถูก เรียกว่าเลี้ยงนักเลงน่าจะถูกกว่า เพราะว่าทำงานดีจนไม่เคยมีขโมยขึ้นเลย มีแต่ขโมยถูกกระทืบ แต่ก็ปวดหัวไม่น้อยเวลาวัยรุ่นพวกนี้ก่อเรื่อง


"อีกะหรี่ มึงออกมาเลย มึงจะออกไม่ออก" เสียงเอะอะโวยวายดังทะลุผนัง ดูเหมือนจะดังขึ้นเรื่อยๆ 

ก่อนเสียงทุบประตูจะดังรัวๆ เสียงตะโกนด่าทอ จนผมเริ่มกินมันบดไม่ลง

หมดกับรรยากาศตอนเช้า... 


"ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที"  เสียงกรีดร้องแบบนี้ใช่ว่าผมจะไม่เคยได้ยิน แต่ผมไม่เคยชินสักครั้ง 

ใจผมเริ่มเต้น...


การโต้เถียงในพล็อตเดิมๆที่ผมรู้จักดีกำลัง ถูกใส่อารมณ์ไปจนถึงจุดพีค

เสียงทุบประตูรัวน้อยลง แต่กลับดังเป็นจังหวะ เหมือนกำลังถูกทุบด้วยค้อน


และผมเข้าใจดีว่าเมือถึงจุดพีค มันจะเริ่มสื่อสารกันด้วยการลงไม้ลงมือ.. 


ผมเดินออกไปด้านนอก ก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากรถมอเตอร์ไซค์จอดหน้าบ้านที่มีเรื่อง

บนรถมีเด็กอายุราวๆห้าหกขวบมองแท็บเล็ตในมือตาไม่กระพริบ

ผมเดินกลับเข้ามาในบ้าน เดินไปมา เห้ย นี่เราควรทำอะไรดี 

เสียงผู้หญิงเหมือนจะเริ่มอ้อนวอนขอชีวิต แต่ฝ่ายชายยังคงทุบประตูไม่หยุด

เสียงขู่ฆ่าเอาชีวิตดังลั่น ทำให้ใจผมสั่นไปหมด

เสียงประตูเริ่มไม่มั่นคง เหมือนกำลังจะถูกถีบให้เปิดออกได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ


ทำไงดีวะ แต่ก่อนก็เคยมีเรื่องแบบนี้ ไม่ทำอะไรก็ไม่เห็นมีใครตาย

นี่ผมอ่อนไหวลงหรือยังไง แต่ก่อนใครๆแถวบ้านก็พูดเหมือนกันทั้งนั้นว่า

"อย่าเสือกเรื่องชาวบ้าน"



ผมตัดสินใจกดเรียกตำรวจ ทำในสิ่งที่ควรจะทำ สับสนตัวเองไม่น้อย แต่คิดว่าที่ทำไปไม่ผิดนัก 
ผมตัดสินใจขึ้นห้อง เปิดแอร์จนเย็น กระโดดลงเตียง และหลับไป



 
"โอ้ตๆๆๆ" เสียงแม่ดังปลุกผม

" ตำรวจมาในซอยน่ะ แม่เป็นห่วงเลยกลับมา" แม่เปิดประตูเข้ามา

"เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอแม่" ผมตีเนียนทำเป็นไม่รู้เรื่อง

"ไม่รู้สิ เห็นมีคนแจ้งว่ามีใครจะฆ่ากันตาย"



ผมเดินลงไปหน้าบ้าน เห็นไทยมุง 8-9 คน และ ตำรวจสองสามนาย ที่กำลังทำหน้าอารมณ์เสีย ผมเดินเข้าไปวงพยายามหาว่าใครเป็นคนก่อเรื่อง เพราะทุกคนยิ้มระรื่นกันหมด


"ประตูห้องน้ำมันเสียอยู่แล้วครับ คราวนี้มันติดจนแกะไม่ออกเลย" ชายคนหนึ่งพูด

"ใช่ คุณตำรวจหนูนึกว่าจะออกมาไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ได้ผัวหนูมาช่วย" ฝ่ายหญิงก็เสริม


"ห้ะ อะไรวะเนี่ย" ผมคิดในใจแต่ ได้แต่เดินเข้าไปเห็นชายหญิงที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มให้การกับตำรวจซึ่งดูทำท่าจะคล้อยตาม แต่ก็ยังสงสัยในตัวสองคนนั้นไม่น้อย ไม่มีสิ่งใดผิดปกตินอกจากประตูพลาสติกที่บู้บี้ไม่มีชิ้นดี 

 
"จำใว้นะพวกมึง อย่ามาเสือกเรื่องชาวบ้าน" ชายหนุ่มผู้ก่อเรื่องกลับลำทันทีเมื่อตำรวจออกพ้นซอย ก่อนจะผลักไหล่ผู้หญิงคนเดิมเข้าไปในรั้วบ้าน


ก่อนที่ไทยมุงจะแยกย้าย ก็ลือกันว่าทั้งชายหญิงน่าจะพัวพันเรื่องค้ายาเลยยอมไม่มีปัญหากับตำรวจ  พร้อมถามหาว่าใครเป็นคนโทรเรียกตำรวจ แต่ในไทยมุงก็ไม่มีใครยอมรับ ได่แต่เกี่ยงกันไปมา  


ผมงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย แต่ยังเชื่อเสมอว่าไม่ได้ทำอะไรผิดไป 
สับสันในใจ  ก่อนจะมองกลับไปยังบ้านหลังนั้น ก็เห็น 


เด็กคนเดิมก็ยังคงจ้องแท็บเล็ตบนรถมอเตอร์ไซ 

ตาไม่กระพริบ
























SHARE

Comments

Anis
2 months ago
ตอนจบหมายถึงอะไรอะ เรายังไม่ค่อยเข้าใจ
Reply
PoppyNattamon
2 months ago
อาจจะสื่อว่าเด็กก็ไม่สนใจอะไร เหมือนจะเคยชินกับความรุนแรงของพ่อแม่ แล้วอนาคตจะเป็นไงวะ เชี้ย น่ากลัวสัส คนเขียนคงอารมณ์นี้ปะคะ ? เดาเอานะ ต้องรอคนเขียนมาตอบ 55555555555555
ZISTER
2 months ago
เหมือนจะแอบเนียนๆเรื่องเทคโนโลยีในนุคนี้ด้วยว่าเด็กติดมันมากขนาดที่ว่าไม่สนใจรอบข้างเลย ถ้าเด็กไม่มีแทบเลตก็จะเป็นคนที่เห็นและได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดจริงๆ
Reply
Polarisp
2 months ago
ชอบตอนจบค่ะ
Reply