ในวันที่โปรเมย์ขึ้นมือหนึ่งของโลก และทีวีไทยมีแต่ข่าวฆ่าหั่นศพ
ผมเริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยการตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปสอบสัมภาษณ์ทุนเรียนต่อ นาฬิกาปลุกส่งเสียงในเวลาตีสี่ก่อนที่ตะวันจะพ้นขอบฟ้า หลังจากงัวเงียกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก็รวบรวมสติที่ลอยฟุ้งอยู่ให้กลับคืนเข้าสู่ร่างกาย ผมปิดแอร์ เปิดไฟ และลุกไปนั่งตรงโต๊ะที่ตั้งคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปตัวเก่าไว้

เสียเวลาไปพักหนึ่งกับการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ ข่าวเทนนิสเฟรนช์โอเพ่น และรอบชิงฟุตบอลสโมสรยุโรป กว่าจะได้ทำสิ่งที่ตั้งใจเวลาก็ล่วงเลยจนเข็มยาวใกล้ชี้ถึงเลขหก ทุกอย่างดูกลืนกินเวลาไปหมดในวันที่เร่งรีบ

ผมเปิดไฟล์บทพูดที่เตรียมไว้ตอบคำถามอีกครั้ง ไขว่คว้าสมาธิเข้าสู่จิตใจและเพ่งอ่านมันเป็นระลอกที่สามหลังจากพิมพ์เสร็จเมื่อคืนก่อนหน้า กระทั่งมั่นใจแล้วว่าทุกอย่างเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังรออยู่ในเช้าวันนี้

ผมปิดคอมพิวเตอร์และยกดัมเบลพร้อมวิดพื้นไปสามยก วันนี้ไม่มีเวลาพอที่จะวิ่งในยามใกล้รุ่ง มีเพียงการยกน้ำหนักเล็กน้อยที่ผมพอจะทำได้ก่อนอาบน้ำ

ผมถือผ้าเช็ดตัวเข้าไปและจัดการกิจวัตรประจำวันที่เหลืออยู่ให้เสร็จ เพ่งจ้องเข็มนาฬิกาอีกทีเวลาใกล้เกือบหกโมงเช้าแล้ว แสงทองส่องประกายที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก ผมมีนัดสัมภาษณ์เจ็ดโมงสิบห้า คว้าแฟ้ม ไอแพด และเกียรติบัตรที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในกระเป๋า พร้อมรีบพุ่งตรงออกจากบ้านทันที

ยามเช้าวันหยุดของมหานครรถราบางตา ในช่วงหนึ่งของถนนผมขับด้วยความเร็วราวแปดสิบไมล์ต่อชั่วโมงได้อย่างสบาย ทั้งที่ในวันธรรมดาพื้นที่ตรงนั้น รถยนต์ราวกับเป็นฝูงมดต่อแถวค่อย ๆ คลานคลืบเคลื่อนที่ไปสู่ของหวานแสนอร่อย

ผมไปถึงมหา'ลัยที่เป็นหมุดหมายก่อนเวลาพักหนึ่ง ซื้อขนมปังและน้ำส้มรองท้องเป็นอาหารเช้า จากนั้นจึงไปนั่งรอใต้ตึกซึ่งเป็นภารกิจหลักของผมในวันนี้ เมื่อเวลานั้นเดินทางมาถึงไม่ขาดไม่เกิน ผู้เข้าสัมภาษณ์ซึ่งดูลนลานเป็นพิเศษรวมถึงผมก็เข้าต่อแถวกันอย่างพร้อมเพรียง

พวกเรานั่งทำข้อสอบในห้องเล็กเชอร์แห่งหนึ่งอยู่ราวชั่วโมงเศษ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับผม ข้อสอบข้อเขียน จุดมุ่งหมายชัดเจนว่าต้องการตรวจสอบทักษะการสื่อสารโดยตัวอักษรของผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์ ผมทำเสร็จก่อนเวลา ชักแม่น้ำทั้งห้ามากล่าวให้เหตุผลในตัวหนังสือของตน

ผมเฝ้ามองผู้ร่วมชะตาข้างกายภายในห้องสี่เหลี่ยม พลางคิดไม่มีวิธีอื่นใดที่ดีกว่านี้เลยเหรอที่จะตัดสินใครคนหนึ่งอย่างเที่ยงธรรม ผมไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง

เข็มนาฬิกาวนกลับมาอีกครั้ง ผมถูกเรียกสัมภาษณ์เป็นคนแรก เวลาราวครึ่งชั่วโมงหมดไปกับพูดคุยเพื่อพรีเซนต์ตัวเอง คราวนี้ผมทำได้ไม่ดีนัก แม้จะซ้อมมามากแค่ไหน ใครคนหนึ่งก็มีจุดอ่อนที่ไม่อาจแก้ไขได้เสมอ ผมไม่สามารถควานหาคำพูดที่ต้องการมากล่าวได้ทันเวลา วาจาเหล่านั้นติดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในตัวผม เป็นช่วงเวลาซึ่งยากลำบาก เพราะผมหมดสิ้นหนทางที่จะแสดงออกสิ่งที่ตัวเองคิด

ผมเดินออกมาในสภาพเศร้าสร้อย ไม่ใช่เพราะตระหนักว่าทุกอย่างที่เพียรมาได้พังทลายลงไปแล้ว หากเพราะผมไม่เข้าใจว่าเหตุใดทุกคนจึงตัดสินกันด้วยวิธีนี้

ไม่มีวิธีอื่นใดที่ดีกว่านี้เลยเหรอที่จะตัดสินใครคนหนึ่งอย่างเที่ยงธรรม ผมถามตัวเองอีกครั้ง

เราตัดสินกันและกันในยุคสมัยปัจจุบัน ด้วยสิ่งที่แสดงออกมาให้ใครคนอื่นเห็น เราเป็นอย่างที่เราแสดงออกไหม เราโกหกไปมากแค่ไหนเพื่อให้ชีวิตสามารถดำเนินสืบไปได้ เราปกปิดอะไรไว้ข้างหลังบ้างเพื่อก้าวเดินสู่เบื้องหน้า เราทิ้งตัวตนไปเพียงใดเพื่อปรับเข้าหาแก่นกลางของอุดมคติที่ไม่เคยไปถึง

ไม่มีสักคำตอบผุดเข้ามาในหัวของผม เป็นวันที่ผมไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเพราะเหตุใดอะไร ๆ ถึงเป็นเช่นนี้

เป็นวันที่ผมตระหนักว่าสำหรับประเทศนี้ หญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดผู้เทิร์นโปรมาเพียงสองปีและก้าวไปถึงมือหนึ่งของโลก เป็นที่รู้จักน้อยกว่าหญิงสาวผู้ฆ่าหั่นศพเพื่อนมนุษย์
SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

niji
3 years ago
เป็นกำลังใจให้ บางทีจุดแข็งของเราอาจดลบลบเลือนจุดอ่อนเล็กๆน้อยๆก็ได้นะ :)
Reply
W-i-n-N-y
3 years ago
เรื่องธรรมดาในชีวิต ยังเอามาเขียนให้เป็นเรื่องไม่ธรรมดาได้  สุดยอดครับเพื่อนผม
Reply