+ ก้าวที่ 6 + "เจตจำนงบนบ่า"
+ ก้าวที่ 6 +
"เจตจำนงบนบ่า"

          "พับผ่า ชีวิตที่ไร้สปาเกตตี โหดร้ายได้ขนาดนี้เชียว" 
          เสียงทุ้มเป็นเอกลักษณ์เปรยกับตนเอง ควันออกปากเนื่องจากอาการหอบ เขาใช้ไม้เท้าปักสวบลงบนหิมะสูง ณ เทือกเขาอันห่างไกล ดวงตาสีฟ้ากวาดมองทัศนียภาพที่ขาวโพลน ลมแรงพัดเกล็ดหิมะปลิวลอยไปทั่วจนรู้สึกหนาวเหน็บ เย็นจนมือชา เท้าที่ก้าวอย่างสม่ำเสมอไร้ความรู้สึก ใบหน้ากร้านแดงฉาน 
          "หิมะนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ ทำหนวดสวย ๆ ของฉันเสียรูปหมด"
          ร่างสูงบ่นคิ้วขมวด ถึงบ้านเกิดของเขาจะอยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่เคยชินกับสภาพอากาศสักที
          "ขออย่าได้เจอหมีเป็นพอ"
          เขายังไม่อยากเสียแรงให้กับอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น การจะเดินไปให้ถึงบนยอดซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองนั้น ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก ชนิดที่มนตราใด ๆ ก็ไร้ผล สิ่งที่ต้องทำคือใช้กำลังของตน พิชิตให้ถึงจุดหมาย มันคือสิ่งที่ทุกคนต้องจ่าย หากคิดจะย่างกายเข้ามายังสถานที่แห่งนี้

          ตุบ!
          เสียงเคลื่อนที่ของฝีเท้าขนาดใหญ่ดังมาตามลมหนาว ชายร่างสูงชะงักไปและเข้าใจในทันที เขากระชับเสื้อขนสัตว์และกระเป๋าสำภาระแน่น กัดฟันเร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็ว
          ตุบ!!
          "แกรู้ไหมว่าฉันต้องเสียพลังมากแค่ไหน"
          เขากัดฟันกรอด เมื่อเสียงฝีเท้าของมันยังคงดังตามมาอย่างต่อเนื่อง
          ตุบ!!!
          "อย่าคิดจะเข้ามาใกล้เชียวนะแก"
          เขาออกตัววิ่งอย่างสุดกำลัง ฝ่ากองหิมะอันท่วมท้นอย่างยากเย็น แต่ทันใดนั้น!
          ตุบ!!!!!
          เงาเล็ก ๆ ของเขาถูกทาบด้วยเงาดำมหึมา ขนสีขาวของมันดกหนา ตัวสูงใหญ่ราวกับช้างสาร มีเขางอกออกมาจากกลางหัว มันก้มลงมองมนุษย์ตัวจ้อย ไม่มีทีท่าว่าจะทำร้าย แต่ทว่า...
          ตุบ!!! ตุบ!!! ตุบ!!! 
          เสียงฝีเท้ายักษ์ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมด้วยเหล่าหมียักษ์สีขาวมีเขา วิ่งตรงมายังมนุษย์ตัวจ้อย ชายร่างสูงสบถลั่น พยายามวิ่งหนีแต่ไม่ทัน ต้องหันตัวกลิ้งหลบฝีเท้าพวกมันอย่างฉิวเฉียด
          ใช่ เขารู้ดี... 
          หมียักษ์สีขาวมีเขาพวกนี้ ไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ถ้าบังเอิญโผล่ไปตอนที่พวกมันกำลังเคลื่อนย้ายฝูงแถมวิ่งโล่มาแบบนี้ มันก็อีกเรื่องหนึ่ง!
          "จะเยอะเกินไปแล้วนะพวกแก ฉันหายไปไม่กี่ปี มีลูกมีหลานขนาดนี้แล้วเรอะ!"
          เขาบ่นเสียงดังราวกับหวังว่าพวกมันจะได้ยิน ทว่าฝูงหมียักษ์กลับวิ่งตามกันมาเป็นพรวน และดูเหมือนว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ชายร่างสูงจำใจควักตะเกียบสีเงินวาวออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วถือไว้มั่น
          "อีโธ่อีถัง ขืนเอาแต่หลบอยู่แบบนี้ มีหวังตกเขา ไม่ก็ตายห่ากลางดงหมีแน่ ๆ"
          ร่างสูงพ่นลมหายใจหนักหน่วง พยายามตั้งหลักหลับตาเพ่งสมาธิ แล้ววาดตะเกียบเป็นรูปอักขระโบราณกลางอากาศทันที แสงจากตัวอักษรที่เขาวาดเปล่งรัศมีจ้า ก่อนระเบิดฟุ้งกลายเป็นควันสีทองกระจัดกระจายไปทั่วฝูงหมียักษ์
          เหล่าหมีมีเขาที่วิ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา เริ่มเคลื่อนไหวเชื่องช้า ก่อนพากันล้มตึงเสียงดังสนั่น พื้นขรุขระบนเทือกเขาที่ร่างสูงยืนอยู่สั่นสะเทือน ก่อนเหตุการณ์ทั้งหมดจะค่อย ๆ สงบลงอีกครั้ง 
          ชายผู้ไว้หนวดยาวหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด แล้วผ่อนออกช้า ๆ มือแกร่งเก็บตะเกียบสีเงินวาวที่เขาใช้กินสปาเกตตีบ่อย ๆ ลงกระเป๋าเสื้อ กระชับสำภาระบนหลัง แล้วบ่นกระปอดกระแปด
          "ทีอย่างนี้ละทำได้ พอจะร่ายมนต์ให้หายตัวเข้าไปอยู่ในเมืองดันทำไม่ได้ โอ๊ย! 'ท่านปู่ปราชญ์' ทำไมเรื่องมากขนาดนี้..." เขาบ่นลากเสียงยาวเหยียด เท้าก็ก้าวเดินหลบบรรดาหมีที่ตอนนี้นอนหลับพ่นลมหายใจกันฟึดฟัด ไม่รับรู้เสียงร้องขอความเป็นธรรมจากชายร่างสูงเลย


      
          "ดูเป็นคนดีกว่าที่คิดไว้อีกแหะ..."
          เด็กสาวเดินพึมพำเบา ๆ ขณะออกจากโดมแสนสวย ใบหน้าเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ของเธอยิ้มน้อย ๆ ให้เหล่าสาวใช้ที่ยืนโค้งตัวรอรับอยู่
          "พวกเราหวังว่าการสนทนาระหว่างคุณหนูกับองค์ราชาและองค์รัชทายาทจะราบรื่นดีนะเจ้าคะ" สาวใช้นางหนึ่งพูดขึ้นต้อนรับการกลับมาของเธอ เด็กสาวมองหน้าหล่อนก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วเดินนำออกไป
          "องค์รัชทายาทสงสัยจะทำแต่งาน จนเข้าสังคมไม่เป็นแล้วละมั้ง" เด็กสาวเปรยขึ้นเบา ๆ ก่อนสาวใช้ที่อยู่ใกล้ที่สุดจะถามด้วยความสงสัย
          "คุณหนูไม่เจอองค์ท่านหรือเจ้าคะ" เด็กสาวยิ้มแห้ง ๆ ส่งไปให้หล่อน แล้วส่ายหัว
          "เขาคงไม่อยากเจอ" คำตอบของเธอทำให้หล่อนหน้าเจือลงไม่กล้าถามอะไรต่อ
          "เจอแต่ลุงที่ทำสวนน่ะ แกน่ารักมากเลยนะ" ฮาลิเม่หันมาพูดกับหล่อน 
          "เอ๋ แต่ตอนนี้ไม่มีคนสวนอยู่ทำงานสักคนเลยนะเจ้าคะ คุณหนู"
          สาวใช้อีกคนว่าขึ้นอย่างฉงน ฮาลิเม่หันมายิ้มให้หล่อนน้อย ๆ เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับเมอมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มีปุยเมฆลอยผ่าน ผมสีดำประบ่าไหวตามแรงลมเล็กน้อย ก่อนเธอจะพูดกับตัวเองแผ่วเบาว่า
          "ถ้าเขาช่วยไม่ให้ฝันของฉันเป็นจริงได้...มันก็คงจะดี"


          ปัง!
          เสียงปิดประตูไม่เบานัก ดังมาจากห้องชั้นบนของปราสาท ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงวัยย่างเข้าอายุสิบเก้า ยืนพิงประตูที่เขาเพิ่งปิด พลางกอดอก ก้มหน้าใช้มือจับริมฝีปากบาง นัยน์ตาสีเทาที่ดูเย็นชากำลังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้
          'เธอเห็นเขา' 
          ทั้ง ๆ ที่เขาใช้เวทย์อำพรางตัวและกลบกลิ่นอายทุกอย่างไว้อย่างมิดชิด จนแน่ใจแล้วว่า แม้กระทั้งนักเวทย์ระดับสูงก็ยากที่จะหาตัวเขาเจอ ที่สำคัญเขามี 'เจ้าสิ่งนั้น' ห้อยติดตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะมองเห็นเขา
          'เห็น แถมยังแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอีก'
          เขามาถึงยังโดมแสนสวยก่อนองค์ราชาและเธอเสียอีก เห็นทุกคน ทุกอย่าง และทุก ๆ การเคลื่อนไหวของเธอ ตั้งแต่เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาจนนั่งไม่เป็นท่าบนพื้น บทสนทนาระหว่างบิดาและเธอ เขาอยู่รับรู้ด้วยทั้งหมด จนกระทั่งช่วงท้าย ที่เธอปรายตามามองเขาเพียงชั่วครู่ก่อนจะเดินจากไป ไม่อยากจะคิดว่าตอนที่เขาอุ้มเธอออกมาจากร้านขายของเล่น เธอจะแกล้งหลับด้วยหรือไม่
          "อย่าคิดว่าฉันจะยอมช่วยเธอ" ชายหนุ่มผิวขาวจัดเอ่ยเบา ๆ ใบหน้าที่ตกกระเล็กน้อยไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใด ๆ

          ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
          แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะขยับตัวไปไหน หลังแกร่งของเขาก็สัมผัสได้ถึงแรงเคาะประตูจากอีกฝั่ง เขาเงียบไม่ตอบอะไรอยู่นาน จนคนที่รออยู่อีกฝั่งของบานประตูถอนหายใจยาวแล้วพูดขึ้นว่า
          "เออ...จะยังไงดีล่ะ พ่อของนายฝากโอเวน แล้วโอเวนก็ฝากฉันให้มาบอกนายอีกทีว่า มื้อค่ำนี้เจอกันที่เรือนกระจกสีขาวหลังปราสาทนะ" เสียงเด็กสาวฟังดูเรื่อยเฉื่อย เธอไม่ได้ยินเสียงตอบรับใด ๆ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเขาคงฟังเธออยู่
          "เออ...ยังไงก็รีบมาหน่อยนะ เพราะพ่อของนายฝากโอเวน แล้วโอเวนก็ฝากฉันมาบอกนายอีกทีว่า ถ้านายยังหลีกเลี่ยง นายจะโดนลดงาน จนมีเวลาว่างมาอยู่กับฉัน 7 วันต่อสัป..."

          ผลัก!
          ปึก! 
          "โอ๊ย!"
          ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ประตูก็ถูกเปิดออกพรวดพราด ทำให้หน้าผากของฮาลิเม่รับแรงกระแทกอย่างจัง จนเผลอร้องอุทานเสียงลั่น เอามือลูบหน้าผากปอย ๆ แล้วช้อนสายตามองคนพูดน้อย หรือไม่พูดกับเธอเลยน่าจะถูกกว่า
          ชายหนุ่มตรงหน้ารูปร่างสูงโปร่ง อาจจะเท่า ๆ หรือน้อยกว่าโอเวนไม่มาก ยิ่งมายืนเทียบกันในระยะประชิด เธอยิ่งรู้สึกเจ็บใจในความตัวเตี้ยของตัวเอง ใบหน้ารูปสลักราวกับเทพบุตรสวยยิ่งกว่าสาวงามบางคนเสียอีก มีเสน่ห์เทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าหญิงสาวในภาพวาดสีน้ำมัน ที่เธอเห็นตรงบันไดกว้างด้วยซ้ำ
          'สมกับเป็นแม่ลูกกันดีจริง ๆ' เธอคิดชมเขาในใจ

          แต่ก่อนที่เด็กสาวจะได้เอ่ยอะไร ชายหนุ่มรูปงามก็ใช่นิ้วเรียวแกร่งแตะเข้าที่หน้าผากของเธอแล้วกล่าวทักทายขึ้นว่า
          "ถอย"
          พร้อมออกแรงดันหน้าผากมน จนคนตัวเล็กกว่าเดินถอยหลังออกไปสองสามก้าว ร่างสูงในชุดสีดำสนิทปิดทั้งตัวไปจนถึงคอ เดินนำเธอไปอย่างไม่คิดจะหันกลับมาดูคนที่เขาเพิ่งเปิดประตูอัดหน้าไปหมาด ๆ
          "ผู้ชายอะไรมองจากด้านหลังยังสวยเลย บ้าชิบ"
          ฮาลิเม่เดินกุมหน้าผากที่นูนน้อย ๆ แอบทึ่งในความงามของเขาที่หนังหน้าอย่างเธอเทียบไม่ติดแม้แต่ปลายจมูก เด็กสาวเดินตามชายหนุ่มลงบันไดไปอย่างไม่คิดจะเอาเรื่อง เพราะเธอดันไม่ระวังเลยเจ็บตัวเข้าจนได้ และดูเหมือนรองเท้าส้นสูงแสนสวยที่สาวใช้ตั้งใจคัดเลือกมาให้เธอจะสำแดงฤทธิ์เดชดีแท้ ฮาลิเม่เกาะราวบันไดเดินเงอะ ๆ งะ ๆ ทำท่าจะกลิ้งตกลงมาให้ได้
          "สมาธิ... สมาธิ..."
          เด็กสาวท่องคาถาที่สาวใช้เพียรบอกเธอทุกครั้งเวลาใส่ชุดสวยหรู เธอต้องชินกับมันให้ได้ไม่ว่าจะต้องเดินตกส้น ตกบันได ตกร่องพื้น หรือหงายหลังก้นจ้ำเบ้าบนสนามหญ้าอีกสักกี่รอบก็จะไม่ยอมแพ้ เธอสัญญากับบรรดาสาวใช้ไว้แล้วว่า เธอจะไม่ทำตัวเป็นภาระให้พวกหล่อนต้องโดนตำหนิ เด็กสาวกัดฟันเดินหน้าต่อ
          "ของแบบนี้...ทำอะไรฉัน..ไม่ได้...ระ..หรอก...เหวย!!! อ๊ากกกกกกกกกก!!!!!"
          พูดปลอบใจตัวเองยังไม่จบ สาวเจ้าก็กลิ้งม้วนตกบันไดลงมาทันที ร่างสูงที่เดินมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว หันควับกลับไปมองก้อนกระโปรงฟูฟ่องกลม ๆ ที่ห่อหุ้มเด็กสาวซึ่งกำลังกลิ้นหลุน ๆ ตรงมาทางเขา 
           ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง เขาขยับย่อตัวพลันเอามือรองหัวทุย ๆ ของเธอ ก่อนมันจะไปโขกเข้ากับขอบบันไดโค้งหนาอย่างแรง พร้อมดันร่างเล็กไว้ไม่ให้ตกอย่างทันท่วงที
          ร่างฮาลิเม่ที่กลิ้งเป็นลูกบอลหยุดอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้ายพอดี รู้สึกเหมือนมีดาวลอยวนอยู่กลางหัว รองเท้าเจ้ากรรมก็หลุดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ดวงตาสีดำกระพริบจับภาพใบหน้างดงามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ออกมาราวกับรู้สึกผิด
          "โทษที...พอดีไม่ถนัด แล้วก็ขอบคุ...อ้าก!"
          ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยขอบคุณเขา มือแกร่งที่รองหัวและดันตัวเธออยู่ก็ผละออกราวกับต้องของร้อน ส่งผลให้หัวทุย ๆ โขกเข้ากับขอบบันไดโค้งและตัวหล่นจากบันไดขั้นสุดท้ายมาอีกหนึ่งตลบ
          ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนพลัน ปรายตามองเธออย่างคาดโทษ ขมวดคิ้วนิด ๆ ดวงตาสีเทาสงบนิ่ง กวาดมองรองเท้าส้นสูงที่ปลิวไปอีกมุมของบันได ชายหนุ่มสูดลมหายใจ ก่อนจะก้าวไปเก็บรองเท้าทั้งสองข้าง แล้วเดินมาตรงหน้าเด็กสาว
          ฮาลิเม่ที่ทำหน้าเหยเก จับสะโพกและหัวทุยของตัวเองซึ่งปวดทุบ ๆ นั่งอยู่บนพื้น แหงนหน้ามองร่างสูงสง่าที่ตอนนี้ยิ่งดูสูงเกินเอื้อม ด้วยสายตารู้สึกผิดพร้อมยิ้มเก้อ ๆ ส่งให้เขา
          ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์หลุบตาลงมองร่างเล็กที่นั่งได้ตรงข้ามกับคำว่าหญิงสาวอย่างที่สุด เขายกรองเท้าคู่สวยยื่นไปตรงหน้าเธอแล้ว...

          ป๊อก!
          มือแกร่งจับส้นรองเท้าหักลงอย่างง่ายดาย เหมือนไม่ได้ออกแรง พร้อมโยนมันมาให้เธอซึ่งเกือบรับไว้ไม่ทันและ...
          ป๊อก!
          รองเท้าอีกข้างถูกหักส้นแล้วโยนใส่มือเธออีกครั้ง ใบหน้างดงามมองเธอไม่กล่าวอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินหายออกไปจากตรงนั้น

          ฮาลิเม่ซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม มองตามการเคลื่อนไหวอันหนักแน่นและสง่างาม ทว่าแฝงความเย่อหยิ่งไว้ในทีของชายตรงหน้า ซึ่งตอนนี้นำห่างเธอไปไกลแล้ว
          "อย่างน้อยวันนี้เขาก็พูดกับฉันตั้งหนึ่งคำแหนะ"
          เด็กสาวยิ้มน้อย ๆ กล่าวเรื่อยเฉื่อยกับตนเอง แล้วสวมรองเท้าซึ่งถูกหักส้นไปหมาด ๆ ด้วยอาการสบาย ๆ
          "แถมได้รองเท้าคู่ใหม่ไฉไลกว่าเดิม"
          เด็กสาวลุกขึ้นยืนจัดกระโปรงให้เข้าที่ แล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างซึ่งกำลังทิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ

          การร่วมโต๊ะอาหารระหว่างพ่อบุญธรรม ลูกชาย ว่าที่ลูกสาว ราชองครักษ์ และว่าที่ผู้พิทักษ์ เป็นไปอย่างอบอุ่น ภายใต้เรือนกระจกโปร่งสูงซึ่งภายในประดับด้วยดอกไม้สีขาวนานาพันธุ์ ทำให้บรรยากาศราวกับอยู่ในดินแดนแห่งฝัน
          ฮาลิเม่เมื่อรู้ว่าคนสวนในตอนนั้น คือองค์ราชาเธโอเดน ก็ละล่ำละลักยกมือขอโทษแทบไม่ทัน พร้อมยิ้มแห้ง ๆ ให้ผู้สูงศักดิ์ตามแบบฉบับของเธอ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ถือสาหาความ กลับเอ็นดูเธอมากขึ้นไปอีก ในความเป็นมิตรและท่าทีสบาย ๆ ของเธอ
          ตรงข้ามกันกับองค์รัชทายาทเรแกน ซึ่งนั่งทานอาหารอย่างเงียบ ๆ นาน ๆ ทีจะเอ่ยปากตอบคำถามที่องค์ราชาส่งมาให้เขา
          ส่วนราชองครักษ์อย่างโอเวน ก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มส่งไปให้ 'โอลิต้า' น้องสาวสุดที่รักของเขาในวัยหนึ่งขวบกว่า ๆ ที่หลังจากถูกพาวิ่งเล่นสนุกสนานนานแปดชั่วโมงเต็ม ก็ดูจะติดไมลส์แจ จนไม่ยอมให้ใครอุ้ม
          และคนที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นน้องชายตัวแสบของเธอ ไมลส์นั่งหน้าบอกบุญไม่รับ บนตักมีเด็กน้อยนั่งหัวเราะชอบใจ เอามือปัดป่ายเส้นผมสีดำของเขาเล่นอย่างสนุกสนาน น้ำลายที่ไหลเยิ้มออกจากปากเล็กจิ้มลิ้มเป็นระยะ ทำให้เด็กชายต้องคอยเอาผ้านุ่มเช็ดให้อย่างจำใจ
          แม้ไมลส์จะอยู่ในเสื้อผ้าชุดใหม่สะอาดสะอ้าน แต่สภาพของเขาบอกได้ชัดว่า ผ่านสมรภูมิมาหนักเอาการ ฮาลิเม่หันไปขยิบตาส่งให้โอเวนเป็นการขอบคุณที่ช่วยสั่งสอนน้องชายเธอเป็นอย่างดี 
          และก่อนการรับประทานอาหารมื้อนี้จะจบลง องค์ราชาก็รั้งเจ้าชายเรแกนไว้ เมื่อรอทุกคนกลับไปยังที่พักจนหมด ชายวัยสี่สิบต้น ๆ ก็เอ่ยขึ้นกับลูกชาย
          "เป็นอย่างไรบ้าง เรแกน" เสียงทรงอำนาจถาม
          "กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มตอบ
          "เปล่า พ่อหมายถึง ฮาลิเมด้า" องค์รัชทายาทเงียบไปอึดใจ ก่อนพูดขึ้นใหม่
          "ตรงตามที่ฝ่าบาทได้เคยตรัสไว้พ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มรูปงามโค้งศรีษะให้น้อย ๆ
          "อืม..." ชายสูงวัยกว่ารับคำแล้วพยักหน้าช้า ๆ
          "เรแกน พ่อคิดว่าถึงเวลาแล้ว...ที่ลูกจะต้องทำหน้าที่ตามสายเลือดที่สืบทอดมา..." เขาหยุดใคร่ครวญไปครู่ ก่อนสบนัยน์ตาที่ถอดแบบเขามาอย่างไม่ผิดเพี้ยน และเอ่ยขึ้นว่า
          "งานราชกิจ ให้เป็นหน้าที่ของพวกขุนนางเถอะ" สุรเสียงกล่าวหนักแน่น
          "ลูกอยู่ที่นี่ อยู่ที่บ้านหลังนี้กับเธอ จะปลอดภัยกว่า" ชายสูงวัยกล่าว เรียกให้ใบหน้าเย็นชาขมวดคิ้วน้อย ๆ เป็นคำถามส่งไปให้บิดา
          "ภัยพิบัติจะไม่บังเกิด หากว่าเธอยังอยู่ใกล้ลูก" ใบหน้ากร้านมองตรงมายังองค์ชาย ที่เสมือนสมบัติอันประเมินค่ามิได้ด้วยกระแสความรักและปรานี
          "พ่อรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่หนัก เป็นภาระที่ลูกก็ไม่อยากแบกรับ มันอาจไม่ยุติธรรมสำหรับลูกที่ไม่สามารถปฏิเสธพลังและสายเลือดที่ได้รับจากทั้งพ่อและแม่ได้...แต่ขอให้ลูกตระหนักไว้เสมอ ลูกถือกำเนิดมาจากรักแท้มิใช่ข้อผิดพลาด แม่ของลูกยินดีและเต็มใจที่จะมอบพลังและสละชีวิตตัวเอง เพื่อให้ลูกได้ลืมตาดูโลก เติบโตและฝากฝังความดีงามเป็นอนุสรณ์ให้แก่ลูกหลานสืบไป" ผู้เป็นบิดาถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือหยาบกร้านลงที่บ่าของบุตรชาย หนักแน่นและมั่นคง ส่งต่อเจตจำนงลงบนบ่าที่เริ่มจะขยายกว้างตามวัยที่เพิ่มขึ้น
          "ปราสาทหลังนี้ อาจจะเล็กกว่าพระราชวังหลักที่อยู่ใจกลางเมืองก็จริง แต่สำหรับพ่อที่นี่คือบ้านที่แท้จริง บ้านที่พ่อและแม่ช่วยกันสร้างและดูแลจนกระทั้งลูกเกิดมา ซึ่งมันจะยังคงเป็นบ้านที่อบอุ่นให้แก่ลูกเสมอ" สุรเสียงอบอุ่นค่อย ๆ แทรกซึมลงสู่กลางใจของลูกชาย
          "พ่อกับแม่อยู่ข้างลูกเสมอ เรแกน จงอย่าหวาดกลัวที่จะดึงพลังของลูกออกมา มันยิ่งใหญ่และสำคัญเกินกว่าที่ลูกจะกักเก็บมันไว้" ชายสูงวัยกว่าลดมือลงมาที่กลางหน้าอกของเรแกน ซึ่งภายใต้อาภรณ์สีดำหนามี 'เจ้าสิ่งนั้น' ห้อยแนบอยู่
          "จงปลดมันเมื่อลูกต้องการ พ่อรู้ว่าลูกจะพร้อมในอีกไม่ช้า เรแกน..."



Talk with NATA

เก็บตกชื่อตัวละคร

Halimeda หรือ Halime'
จริง ๆ แล้วนางเอกมีชื่อเต็ม ๆ ว่า Ha-li-me-da (ฮาลิเมด้า) ค่ะ 
รากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า Thinking of the sea (ห้วงคำนึงแห่งทะเล) หรือ 

จากที่ไรเตอร์ไปค้นคว้ามาจะแปลได้ดังนี้ค่ะ 
Caring for/Protect the sea (ดูแล/พิทักษ์ท้องทะเล) ก็ได้เช่นกัน
ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ก็มีนะคะ นำไปตั้งเป็นชื่อ สาหร่ายใบมะกรูด ค่ะ

นอกจากนี้ชื่อ Halimeda ยังเป็นชื่อของเทพธิดาหรือพวกพรายน้ำในตำนานกรีกด้วยค่ะ
เธอเป็นลูก 1 ใน 50 ของ Nereus (เทพแห่งทะเลอีเจียน) และ Doris (เทพีแห่งท้องทะเล) ค่ะ

Reagan
= (English) Little King
มาจากรากศัพท์อังกฤษ แปลว่า อนุกษัตริย์ กษัตริย์องค์น้อย
---ก็ตรงตามคอนเส็ปพระเอกเราแหละค่ะ 555 
ได้แรงบันดาลใจมาจาก King Regis พ่อของ Noctis จาก Kingsglaive ค่ะ เพราะไปดูเบื้องหลังมา ตอนตั้งชื่อ รีจิส-Regis เขาก็ดัดแปลงมาจาก Reagan ให้เป็น Regis นี่แหละค่ะ

Evergreen
ชื่อเมือง และราชวงศ์ของกษัตริย์เธโอเดน
เป็นภาษาอังกฤษแปลตรงตัวเลยค่ะ คือ ชุ่มชื้น เขียวขจี ตลอดฤดูกาล 
เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ค่ะ 

หวังว่าจะเป็นอีกตอนที่ทำให้ผู้อ่านตกหลุมรักนิยายเรื่องนี้นะคะ

ขอบคุณที่แวะเข้ามาค่ะ

รัก >//////<

NATA

Quelle Pic : charmschools.tumblr.com


SHARE
Written in this book
HALIME'
นิยายสารพัดรับจ้าง Love Comedy Fantasy ส่งตรงถึงบ้านจ้า
Writer
NATA-P
PLOY
^_______^ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนักแต่งนิยายสารพัดรับจ้างน้าาา~

Comments

Varich
2 years ago
เรแกนอีกหน่อยชอบนางเอกต้องปากแข็งมากๆแน่ๆ 555555
Reply
NATA-P
2 years ago
พูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจ~ >___<~ 5555 ก็ว่างั้น