+ ก้าวที่ 5 + "คนสวน"
+ ก้าวที่ 5 +
"คนสวน"  

          "ทูลฯ ฝ่าบาท คุณฮาลิเมด้า รุสท์ ย้ายเข้ามาอยู่ที่ปราสาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
          เสียงรายงานจากชายหนุ่มผมสีฟางข้าว ดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ เรียกรอยยิ้มจากชายร่างสูงน่ายำเกรงวัยประมาณ 40 ต้น ๆ ได้ไม่ยาก
          "ดี เตรียมม้าไว้สักตัว เราจะออกไปพบฮาลิเมด้าด้วยตัวเอง" สรุเสียงทรงอำนาจเอ่ยตอบชายหนุ่ม
          "ว่าแต่ฝ่าบาทจะทรง..." เขามีท่าทางลังเล เมื่อเข้าใจในความหมายของผู้ที่อาวุโสกว่าทั้งวัยและบรรดาศักดิ์
          "ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก โอเวน นาน ๆ ครั้งจะได้ขี่ม้าชมบรรยากาศบ้านเมืองและสารทุกข์สุขดิบของราษฎร อยู่แต่ในวังเราจะกลายเป็นผู้ปกครองที่ไม่ได้เรื่อง"
          "แต่กระหม่อม..."
          "ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ให้คนอารักขาอยู่ห่าง ๆ เราไว้เป็นพอ ชาวบ้านจะได้ไม่แตกตื่น เราอยากไปเยี่ยงสามัญชน...โอเวน" สรุเสียงนั้นอ่อนลง เป็นการขอร้องอยู่ในที ทำให้โอเวนไม่สามารถขัดความต้องการของเขาได้
          "รับด้วยเกล้าฝ่าบาท"

          "โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย ๆๆๆๆๆ ช่วยเบามืออีกหน่อยไม่ได้หรอจ๊ะ"
          เสียงเด็กสาวร้องลั่น เมื่อสาวใช้นางหนึ่งพยายามขัดผิวที่ไม่ถึงกับขาวราวน้ำนม แต่ออกจะสีน้ำผึ้งนิด ๆ เพื่อเอาขี้ไคลออก ก่อนเธอจะตอบว่า
          "ก็คุณหนูมอมแมมเสียขนาดนี้ จะให้พวกเราปล่อยไปได้ยังไงล่ะเจ้าคะ" เธอลงมือใช้ใยบวบถูขึ้นลงที่หลังของคนที่อยู่ในอ่างอาบน้ำ พลางส่ายหัวให้กับความไม่สมเป็นหญิงของคุณหนูคนใหม่
          "แฮะ ๆ โทษที ฉันพยายามแล้วแต่มันก็ได้เท่านี้แหละจ้า" เด็กสาวตอบสีหน้าเจื่อน
          "แต่เส้นผมของคุณหนูสวยมากเลยนะเจ้าคะ" สาวใช้อีกนางที่กำลังสระผมให้เธอกล่าวชม
          "จริงเจ้าค่ะ เมื่อคืนดิฉันเอานมขึ้นไปให้คุณหนูดื่ม ผมของคุณหนูเวลาถูกแสงจันทร์ เหมือนมีประกายดาวอยู่บนเส้นผมเลยนะเจ้าคะ" สาวใช้อีกคนพูดขึ้นด้วยเสียงตื่นเต้น
          "หรือคุณหนูจะเป็นผู้วิเศษเจ้าคะ" สาวใช้อีกนางที่ยืนถือผ้าขนหนูรออยู่ก็ดูตื่นเต้นไม่แพ้กัน
          "ผู้วิส่งผู้วิเศษอะไรกันล่ะจ๊ะ ฉันน่ะ แค่จะเดินให้เหมือนผู้หญิงก็ยังยากเลย จะให้ไปเสกนู่นนี่หรืออะไรน่ะ ฉันทำไม่ได้หรอกจ้า" เหล่าสาวใช้พากันผิดหวัง ก่อนเด็กสาวจะว่าขึ้นใหม่ด้วยรอยยิ้มทะเล้น ที่ทำให้พวกเธอมองหน้ากันอย่างฉงน
          "แต่ถ้าให้เสกอย่างอื่น ฉันก็พอจะเสกได้นะจ๊ะ"

          "มาช้าจริงนะ คุณอู้เวร บอกให้ฉันมารอตั้งแต่ไก่โห่ แต่่ตัวเองดันมาสายโด่ง"
          ดวงตาสีฟ้าใสของเด็กชายมองร่างสูงโปร่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในสนามฝึกกลางแจ้งอย่างขุ่นเคืองนิด ๆ ในระยะแรกนี้เขาจะต้องฝึกการต่อสู้แบบมือเปล่ากับโอเวน ทั้งคู่อยู่ในชุดรัดกุมสำหรับการประลอง โดยเขาใส่สีเทา ส่วนโอเวนใส่สีดำ
          "ฉันชื่อโอเวน แล้วก็ไม่ได้อู้เวรสักหน่อย อย่าทำหน้างอแบบนั้นซี่~ ไมลจี้ เมื่อเช้านี้ฉันต้องคุ้มกันแขกคนสำคัญนี่หน่า เอาเป็นว่าฉันขอโทษก็แล้วกันน้า~" โอเวนกล่าว ทำหน้าราวกับสำนึกเสียเต็มประดา จนคนที่รอเขามานานหลายชั่วโมงนึกหมั่นไส้ ก่อนโอเวนจะว่าขึ้นใหม่
           "เพราะงั้นนะ ไมลจี้ วันนี้ฉันเลยมีครูพิเศษมาแนะนำให้นายรู้จักด้วยน้า~"
          เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวอ่อนยิ้มจนแก้มปริ ก่อนวิ่งหายเข้าไปในตัวปราสาท แล้วเดินออกมาพร้อมกับอุ้มสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่กำลังโบกมืออวบอ้วนมาทางเขา แก้มยุ้ยน่าหยิกขึ้นสีแดงอ่อน ๆ เส้นผมนิ่มสีฟางข้าวถูกมัดแกะไว้สองข้าง มันไหวขึ้นลงตามจังหวะการเดินของชายหนุ่ม ดวงตากลมโตใสสีเขียวอ่อนร่่าเริง ดูคล้ายกับดวงตาของคนที่อุ้มเธออยู่ไม่ผิดเพี้ยน
          "โอลิจี้~ วันนี้พี่จ๋ามีเพื่อนคนใหม่มาด้วยน้า~ เรามาเล่นกันให้สนุกกันเลยเนอะ" โอเวนว่าเสียงสดใสกว่าปกติไปมาก ใบหน้าหล่อเหลายิ้มจนปากแทบจะฉีก เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าไมลส์ ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม
          "ไหนล่ะ ครูที่คุณว่า" เด็กชายเท้าเอว
          "โอลิจี้ นี่ไง เพื่อนที่พี่จ๋าบอกชื่อ ไมลจี้ โบกมือทักทายหน่อยซี้~" โอเวนไม่สนใจที่ไมลส์ถาม แต่กลับยกมือป้อม ๆ ของเด็กน้อยที่เขาอุ้มอยู่โบกไปมา
          "อ๊ายยยย~อู๋~" เด็กน้อยวัยประมาณ 1-2 ขวดส่งเสียงทักทายเป็นภาษาต่างดาวที่ไมลส์ไม่เข้าใจ พร้อมหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นเขาทำท่ามึนงง
          "ไมลจี้ นี่โอลิจี้ เธอจะมาเป็นครูฝึกพิเศษในวันนี้นะ" โอเวนพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา
          "ทำเป็นเล่น หน้าตาเหมือนกันแบบนี้ ฮึ ฉันล่ะสงสารน้องสาวนายจริง ๆ" ไมลส์ดูออกถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เขาโค้งหัวไปมาอย่างไม่อยากเชื่อ
          "อย่าดูถูกโอลิจี้ของฉันเชียวไมลจี้ เธอน่ะความสามารถสูงมากเลยนะ" โอเวนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนไมลส์ต้องหันมามองเขาใหม่
          "ทั้งนอนกลิ้งหลายตลบต่อวัน คลานไปไหนมาไหนได้เป็นกิโลฯ ๆ ชนิดที่แม่นมก็จับไม่อยู่ กินนมวันละเป็นโหล ๆ แถมพลังงานยังเต็มเปี่ยมสมกับเป็นน้องสาวสุดที่รักของพี่จ๋าจริง ๆ เน้อออ~" เขาพูดเองเออเอง โยกตัวไปมา พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ส่งไปให้เด็กน้อยในอ้อมกอด
          'นั่นเรียกว่าความสามารถตรงไหนไม่ทราบ' ไมลส์ได้แต่คิดในใจ แล้วยิ้มเค้นๆ 

          "ตกลงวันนี้เราจะมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แทนที่จะฝึกต่อสู้งั้นสิ" ไมลส์พูดเสียงเซ็ง ๆ
          "ก็คงประมาณนั้น ฮ่า ๆๆๆๆๆ" โอเวนหัวเราะอารมณ์ดีอย่างเกินหน้าเกินตา จนไมลส์หรี่ตามองเขาเพื่อเป็นการย้ำถาม
          "ก่อนที่จะฝึกต่อสู้ สิ่งที่นายควรรู้และควรทำคือ 'ฝึกหนี' ให้เป็นซะก่อน" เสียงโอเวนดูเป็นการเป็นงานขึ้น ใบหน้ายังประดับรอยยิ้ม
          "นายต้องรู้จักประเมินกำลังของตัวเอง ไม่ใช่ลุยเดี่ยวลูกเดียว สุดท้ายนายก็จะปกป้องใครไม่ได้ แม้กระทั้งชีวิตของนาย" เขาพูดพร้อมชี้นิ้วมาทางไมลส์
          "เพราะงัั้นภารกิจของนายวันนี้จะว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่เชิง ยื่นแขนออกมาสิ" ชายหนุ่มว่า พลางเดินเข้ามาใกล้จนชิด เมื่อเด็กชายยื่นแขนออกมาตามที่เขาบอก น้ำหนักของเด็กน้อยก็หล่นลงบนอ้อมแขนของเขา ไมลส์รับเธอมาอุ้มไว้ ดวงตาใสสีเขียวอ่อนมองตรงมา เหมือนเขาเป็นเพื่อนใหม่ที่เธออยากรู้จัก
          "โอลิจี้น่ะ ชอบให้คนพาวิ่งเล่นมาก ยิ่งเร็วเธอก็ยิ่งสนุก เพราะงั้นนายก็จงวิ่ง..." โอเวนเดินไปยังแท่นสูงที่มีทั้งมีดสั้น ดาบ หอก ทวน และอีกสารพัดที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธได้
          "วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาของนายจะทำได้ อย่าหยุดจนกว่าฉันจะหยุด ห้ามพักจนกว่าฉันจะสั่ง" เขาหยิบม้วนหนังที่ใช้เก็บมีดสั้นขึ้นมาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบจนไมลส์รู้สึกขนลุก
          "ที่สำคัญถ้านายยังไม่อยากตาย ห้ามปล่อยมือจากน้องสาวฉันเด็ดขาด"
          พูดประโยคยังไม่ทันจบ โอเวนก็ปามีดเร็วแรงปานสายฟ้าใส่คนตรงหน้าทันที ไมลส์ที่ตกใจต่อปฏิกิริยานั้นหักตัวหลบไปอย่างฉิวเฉียด ทว่ามีดคมเล่มต่อ ๆ มาก็ลอยตรงเข้าโจมตีราวกับห่าฝน
          ไมลส์เริ่มเห็นท่าไม่ดีจึงออกตัววิ่งอย่างเร็ว สลับกับหลบอาวุธคมนับสิบเล่ม และคราวนี้ไม่ใช่แค่มีดสั้นอีกต่อไป เด็กชายสบถอย่างหัวเสีย เขาต้องคอยระวังไม่ให้สิ่งมีคมเหล่านั้นโดนตัวเองไม่พอ ยังต้องพะว้าพะวังเด็กน้อยในอ้อมกอดที่ตอนนี้หัวเราะร่าสนุกเข้าว่าลูกเดียว ไม่สนใจเลยว่าอาวุธพวกนั้นมันจะลอยมาเด็ดหัวเธอหรือไม่
          "คิดจะฆ่าน้องสาวตัวเองรึไง ไอ้คุณเวร!!!" ไมลส์ตะโกนอย่างเอาเรื่อง
          "ฉันชื่อโอเวน ไม่ใช่คุณเวรสักหน่อย" ชายหนุ่มตะโกนกลับเสียงร่าเริง
          "อีกอย่าง ไมลจี้คงไม่ใจร้ายปล่อยให้เด็กน้อยน่ารักเป็นอะไรไปหรอก ใช่ไหมล่ะ" เขาสมทบเข้าให้อีกประโยค
          "ที่บอกว่าห้ามปล่อยมือจากน้องสาวคุณน่ะ โกหกชัด ๆ" ไมลส์สบถมาอีกประโยค พร้อมกดหัวทุยของเด็กน้อยหลบหอกที่ลอยมา กลิ้งตัวหลบดาบ แล้วกระโดดหลบมีด
          "ฉันหมายความตามนั้นจริง ๆ นี่หน่า" โอเวนว่าหน้ายิ้ม ทำเอาไมลส์หมดความอดทนและตะโกนกลับสุดเสียงว่า
          "ก็เล่นปามารัว ๆ แล้วมันจะเอาเวลาไหนไปปล่อยกันเล่า!!!!!!!!!!!" 

          "นี่ฉันต้องใส่ชุดแบบนี้จริง ๆ หรอจ๊ะพี่สาว ให้ฉันใส่กางเกงแบบพวกคุณโอเวน คุณพ่อบ้าน หรือคนสวนยังจะง่ายกว่าอีก ไหนคุณโอเวนบอกว่า ให้ทำตัวตามสบายได้ไง" ฮาลิเม่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อต้องใส่ชุดกระโปรงพองยาวสีหวาน เส้นผมยาวประบ่าสีดำถูกรวบครึ่งหัวแล้วประดับด้วยไข่มุกเม็ดงาม เธอหมุนอยู่หน้ากระจกอยู่หลายรอบ สีหน้าขาดความมั่นใจเต็มที่
          "คุณหนูเจ้าคะ ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวพวกเราจะนำคุณหนูไป 'พบท่านทั้งสอง' เชิญทางนี้เลยเจ้าค่ะ" สาวใช้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ โค้งตัวและผายมือออกอย่างสุภาพ ทำให้เด็กสาวจำใจต้องเดินกะโผลกกะเผลกเพราะรองเท้าส้นสูง ออกจากห้องแต่งตัวตามหลังหล่อนไปยังสถานที่นัดหมาย เธอกำลังจะได้พบ 'พ่อบุญธรรม' ต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องย้ายมาอยู่ในปราสาทแห่งนี้

          เสียงรองเท้าส้นสูงเดินอย่างไม่ค่อยเป็นจังหวะ บรรดาสาวใช้ของเธอยืนเรียงแถวรออยู่ด้านหน้าอย่างรู้งาน ทำให้ฮาลิเม่ต้องเดินเข้ามายังโดมสูงโปร่งเพียงลำพัง ภายในปลูกต้นไม้นานาพันธุ์สวยงาม มีรูปปั้นและน้ำพุอยู่ตรงกลาง ถัดออกไปจากตัวโดมมีทางเชื่อมต่อไปยังเรือนกระจกหลังเล็ก มีโต๊ะและเก้าอี้รับแขกตั้งอยู่
          "หื้ม? ยังไม่มีใครมาเลยแหะ" เด็กสาวพึมพำ เธออุตส่าห์เก๊กท่าเดินให้สวยสง่าที่สุดเท่าที่จะมีปัญญาทำ แต่ในเมื่อยังไม่มีใครมาถึง สาวเจ้าก็นั่งแหมะลงบนพื้นพร้อมทะลกกระโปรงขึ้นจนถึงหัวเข่าอย่างหมดมาด ดึงรองเท้าส้นสูงเจ้าปัญหา แล้วนั่งหลังค่อมถอนหายใจยาวทันที
          "ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย" เธอบ่นอุบอยู่คนเดียว ท่ามกลางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่งดงามขัดกับท่านั่งแผ่หลาของเธอลิบลับราวกับอยู่คนละโลก
          "อ่าว คุณหนูฮาลิเมด้า มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะขอรับ" สุรเสียงทรงอำนาจทว่าอบอุ่นถามขึ้น ดวงตาสีเทาของเขามองตรงมาที่เธออย่างเอ็นดู ฮาลิเม่เงยหน้าเหวอ ๆ มองชายร่างสูงน่ายำเกรงท่าทางใจดี เขาแต่งตัวเหมือนคนสวนของที่นี้ไม่มีผิด
          "ลุงเป็นคนสวนของที่นี่หรอ ดูแลต้นไม้ดีมากเลยนะเนี้ย สวยใช้ได้เลย" เธอสรุปเอาเองว่าเขาคงจะเป็นคนสวนที่ดูแลบริเวณนี้ จึงยิ้มแป้นกล่าวชมชายร่างสูงตรงหน้าอย่างเปิดเผย 
          "ฮ่า ๆๆๆ คุณหนูคิดเช่นนั้นเองรึ น่าภูมิใจจริง ๆ" ชายร่างสูงสง่าในชุดคนสวนหัวเราะออกมาอย่าปิดไม่มิด
          "ใช่ไหมล่ะ ฉันชอบต้นไม้ของที่นี่มากเลยนะ โดยเฉพาะสวนดอกไม้สีขาวที่เดินผ่านเมื่อตะกี้ก่อนจะถึงที่นี้ โอ้โหลุง! อย่างกับสวรรค์บนดิน สวยจนฉันไม่กล้าเดินเฉียดเลยล่ะ" เธอว่าพลางทำมือทำไม้เหมือนเพิ่งได้เห็นสวรรค์มาจริง ๆ เรียกรอยยิ้มกว้างน่ามองจากชายร่างสูงสง่า
          "แล้วคุณหนูมาทำอะไรที่นี้ล่ะขอรับ ญาติพี่น้องของคุณหนูไปไหนเสียแล้ว" เขาถามลองเชิง ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกของเรือนกระจก มองมาทางเธอด้วยความปรานี
          "ฉันไม่มีญาติที่ไหนหรอกจ้ะ ชีวิตฉันก็มีแค่พ่อกับน้องชายตัวแสบที่ห่างกันปีเดียว ป่านเนี้ยคงโดนคุณโอเวนซัดจนอ่วมแน่ ๆ" เด็กสาวทำหน้าเหมือนสะใจที่ตอนนี้มีคนคอยคิดบัญชีเด็กชายตัวแสบแทนเธอ แถมโหดกว่าเธอไปตั้งไม่รู้ตั้งเท่าไร 
          "ส่วนพ่อ..."
          เด็กสาวหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดออกมาอย่างเรียบ ๆ ว่า
          "ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ไหนเหมือนกัน เห็นไมลส์บอกว่าไปแล้ว แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าไปไหน ฉันเลยได้แต่คิดว่าคงมีเหตุผลที่ต้องไป พ่อฉันก็เป็นซะแบบนี้แหละจ้ะลุง เกลียดการจากลา จนไม่กล้ามาบอกลาลูก คงกลัวตัวเองร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ ๆ ฮ่ะ ๆๆ" เด็กสาวกล่าวเสียงเรื่อย ๆ พลางหัวเราะอย่างไม่ได้คิดมาก ก่อนพูดต่อว่า
          "มีครั้งหนึ่งนะลุง พ่อต้องออกไปทำงานกับคนกลุ่มหนึ่ง เลยต้องทิ้งฉันกับไมลส์ไว้ที่ร้านอาหารคุณแอนเจลีก้า ก่อนเดินทางพ่อมาหาที่ร้าน แล้วก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งกอดฉันกับไมลส์ซะแน่นอย่างกับเป็นเด็ก ๆ เลยล่ะ กลายเป็นฉันกับไมลส์ต้องยืนปลอบพ่อตัวเองซะอย่างงั้น" เธอเล่าให้เขาฟังด้วยทางทีสบาย ๆ ยังคงนั่งยิ้มเรื่อย ๆ บนพื้นอยู่อย่างนั้น 
          สายตาคู่คมทรงอำนาจจ้องมองที่เธออย่างพินิจและชื่นชม สุรเสียงมั่นคงเปรยขึ้นคล้ายพูดกับตัวเองเสียมากกว่า
          "ฟลอยด์เลี้ยงดูเธอมาดีจริง ๆ"
          "ลุงรู้จักพ่อฉันด้วยหรอจ๊ะ อย่าบอกนะว่า พ่อเคยแอบมาทำงานในสวนสวย ๆ แบบนี้" เด็กสาวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
          "ก็ไม่เชิงหรอก เมื่อก่อนฉันค่อนข้างสนิทกับพ่อของเธอก็เท่านั้นเอง" เขาตอบเธอยิ้ม ๆ



Talk with NATA

ไรเตอร์ต้องขอบอกนักอ่านที่น่ารักทุกคนว่า
คำราชาศัพท์ ที่ใช้ในการเขียนนิยายเรื่องนี้จะ อ้างอิงบางส่วน มาจากการใช้ราชาศัพท์ไทย เพราะหลักการจริง ๆ นั้นยากเหลือเกิน ไรเตอร์ไม่สามารถ 555 เลยเอามาบางส่วน และเติมแต่งเองเป็นราชาศัพท์ที่ใช้ในนิยายเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ยากจนเกินไป อีกอย่างตัวละครเป็นแนวตะวันตกทั้งนั้นเลย ถ้าใช้แบบถูกต้องตามประเพณีไทยมันก็จะฟังยังไง ๆ อยู่ ใช่ไหมล่ะคะ  5555

หวังว่าจะสนุกกันนะคะ
แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่าาาาาาา~

รัก รัก ร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก~
>//////////////////////<

NATA

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ที่
https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1647004#comment-5-1
SHARE
Written in this book
HALIME'
นิยายสารพัดรับจ้าง Love Comedy Fantasy ส่งตรงถึงบ้านจ้า
Writer
NATA-P
PLOY
^_______^ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนักแต่งนิยายสารพัดรับจ้างน้าาา~

Comments

Varich
2 years ago
วงวารน้องไมลจี้
Reply
NATA-P
2 years ago
วงวารเช่นกันค่ะ 55555
Suwattana
2 years ago
เริ่มสนุกน่าติดตาม
Reply
NATA-P
2 years ago
ขอบคุณมากค่าาาาา~ เย่ ๆๆๆๆ >___<~