วิ่ง (ด้วย) กัน
     เคยคิดทำอะไรคนเดียว ไม่กล้าบอกใครเพราะเขินที่จะให้คนอื่นมารู้ความตั้งใจเล็กๆของเรา ที่เราคิด(เอง)ว่ามันอาจน่าตลกสำหรับคนอื่นมั้ยคะ การวิ่งของเราก็เช่นกัน

     เราเป็นคนที่มีนิสัยเสียอยู่อย่างนึงคือชอบคีพลุค ฮ่าๆ มันก็เขินๆอยู่หน่อยนะที่ต้องบอกอย่างนี้ แต่มันเป็นที่มาของตอนที่จะมาเล่านี่ล่ะค่ะ ด้วยความเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะให้คนอื่นเห็นในมุมที่ไม่เท่ -///- สักเท่าไหร่ เราเลยคิดโง่ๆว่าการที่เราไปออกกำลังกาย เหงื่อซกๆ วิ่งพุงกระเพื่อม สภาพหอบแดกเนี่ย มันไมาน่าจะอภิรมย์สำหรับคนอื่นสักเท่าไหร่ เลยไม่ได้ชวนใครไปวิ่งด้วย ทำได้แค่กลับมาทำหน้าฟินๆ ยิ้มกริ่มแล้วพร่ำเพ้อว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ มากสุดก็เขียนลง storylog นี่แหละ แต่พอเราไปทำหน้าเหงื่อๆใส่เพื่อนมากๆเข้า ก็มีคนที่เริ่มอยากไปวิ่งกับเราด้วย ! 

     มันก็ดูเป็นเรื่องดีๆนะคะแต่ทำไมเราต้องรู้สึกเกร็งๆด้วยล่ะ แน่สิ เพราะฉันอยากวิ่งคนเดียวแบบแหกปากร้องเพลงไปด้วยได้ไงเล่า ก็คนอื่นมาวิ่งด้วยมันไม่ส่วนตัวนี่ยะ ! 

     พอเอาเข้าจริง ก็เกร็งจริงๆนั่นละค่ะ ด้วยความที่ไม่ได้สนิทมาก(ในตอนนี้นะ) เราเลยต้องวิ่งแบบเกรงใจคนที่มาด้วยนิดนึง จะวิ่งช้ามากก็ไม่ได้ เร็วไปก็ไม่ดี ต้องวิ่งแบบรอๆกัน เดินนานก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่คูล พอบอกว่าไปก่อนเลยก็ได้ค่ะไม่ต้องรอ พอนึกภาพออกมั้ยคะ แม่งบรรยากาศเดียวกับตอนยังทำงานไม่เสร็จแล้วบอกให้เพื่อนไปกินข้าวก่อนนั่นแหละค่ะ ยิ่งรอเรามากกว่าเดิมอีก 
โว้ย! ช่างเป็นการออกกำลังกายที่ต้องกระมิดกระเมี้ยนอะไรเช่นนี้ฮะ นี่ฉันได้สุขภาพกายแต่เสียสุขภาพจิตแทนรึเปล่าเนี่ย
     บ่นในใจแค่นั้นล่ะค่ะ ก็ยังคงวิ่งต่อไป แต่สิ่งที่สังเกตได้จากที่วิ่งกับคนอื่นไปสักพัก คือ เราเริ่มรู้สึกว่าเราวิ่งได้ยาวขึ้น จากที่เดินซะเยอะ วิ่งไม่เท่าไร กลายเป็นว่าเอาเข้าจริง หากเราวิ่งให้นานขึ้น เพิ่มระยะทางมากขึ้น เราก็สามารถทำได้นี่ แต่เพราะเราเชื่อมาตลอดว่าเราอ้วนนะ เราจะเหนื่อยมากนะถ้าวิ่งต่อเนื่องยาวๆ ที่แน่ๆเราทำไม่ได้หรอก พอถึงตรงนี้ เข้าใจเลยค่ะว่า
ตัวที่จำกัดเราจากความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ คือ ทัศนะของเราที่มีต่อตัวเอง คือ กรอบที่เราตีให้ตัวเองว่าเราทำได้แค่นี้แหละ มากกว่านี้ไม่ได้แน่ ไม่ไหวหรอก 

     เคยดูหนังเรื่อง split ที่เล่าเรื่องของชายคนนึงที่เป็นโรคหลายบุคลิก คีย์ที่น่าสนใจไม่ใช่ความหลอนจิตหลุดหรือความพิศวงในบุคลิกที่หลากหลายนี้เท่านั้นนะคะ แต่ที่หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกเราคือ 
ด้วยความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ เราจะเป็นได้ในทุกสิ่งที่เราอยากจะเป็น 
หรือนี่จะเป็นหลักการเดียวกับที่ว่าถ้าใจเราผอม เราก็จะผอม - -" อ่า ช่างเถอะค่ะ 

     เอาเข้าจริง การวิ่งกับคนอื่นมันก็ไม่แย่เท่าไรนะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพลุ้ยๆเพราะก็น่าจะไม่ต่างกัน แต่ที่โอเคมากๆเลยคือ เราค้นพบว่า ในรอบสุดท้ายก่อนถึงจุดหมาย เมื่อเราวิ่งมาถึงคนที่รออยู่แล้วก้าวเท้าวิ่งต่อไปพร้อมกัน มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก ความเหนื่อยหอบในตอนแรกก็กลายเป็นว่าฮึดขึ้นมาอีกครั้ง ปลายทางที่ดูไกลก็ใกล้เข้ามามากขึ้นทุกที เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงพร้อมกันบ้าง ไม่พร้อมกันบ้าง ยิ่งกระตุ้นให้เราก้าวไปไม่หยุด วินาทีนั้นรับรู้ถึงพลังจากคนข้างๆ พลังของคนที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน เราต่างคนต่างวิ่งอยู่ข้างๆกัน มีเพียงเสียงหอบหายใจแทนบทสนทนา เราเร่งฝีเท้าในช่วงท้ายอย่างไม่ได้นัดหมาย และจบเส้นทางสำหรับวันนี้ด้วยการหันมายิ้มให้กัน เรายิ้มและพูดเบาๆปนหอบ
วันนี้สุดยอดไปเลยเนอะ พน.มาวิ่งด้วยกันอีกนะคะ :)




SHARE

Comments

farrrraway
4 years ago
ดีจังเลยนะคะ
Reply
Tranahctun
4 years ago
:)))