+ ก้าวที่ 4 + "บ้านหลังใหม่"
+ ก้าวที่ 4 +
"บ้านหลังใหม่"
         
          ดวงตาสีดำคู่โตค่อย ๆ เปิดขึ้นเชื่องช้า รู้สึกถึงน้ำหนักตัวอันเบาหวิวราวกับลอยอยู่กลางอากาศ ลมโชยพัดผ่านเส้นผมที่ยาวประบ่าให้ปลิวไหว ภาพตรงหน้าช่างเลือนลางคล้ายมีม่านหมอกบดบังทัศนียภาพ แว่วเสียงใสกังวานของใครสักคนดังลอยมาตามสายลม
มอบไออุ่นโอบกอด
หากตัวข้ามอดดับ
ข้าจักอยู่ประทับ
อยู่เป็นรักชั่วนิรันดร์...
          ใบหน้าที่มีเสน่ห์ลึกลับและอ่อนหวานของหญิงสาวผู้หนึ่ง ปรากฎพร่าเลือนอยู่ตรงหน้าเธอ รอยยิ้มอันอบอุ่นที่คุ้นเคยในเบื้องลึกของความทรงจำถูกคลี่ออกแผ่วบาง ก่อนน้ำเสียงอันไพเราะจะถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากอิ่มสวย คล้ายกับคลื่นสัญญาณที่ขาดห้วง
          "...อยู่กับลูกเสมอ...อยู่เป็นรักของลูก...ชั่วนิจนิรันดร์..."

          เฮือก!
          ฮาลิเม่สะดุ้งตื่น เม็ดเหงื่อเกาะพราวบนใบหน้าและลำคอ สติถูกดึงกลับมายังภาพ ณ ปัจจุบันอีกครั้ง ร่างกายของเธอโอนเอนไปมา โสตประสาทที่ค่อย ๆ ทำงาน ได้ยินเสียงรถม้าเคลื่อนตัวดังกรุบกรับ  ผสมโรงกับน้ำเสียงยียวนของใครบางคน
          "ได้ที หลับเป็นตายเลยนะเธอ" ใบหน้าคุ้นเคยส่งยิ้มกวนประสาท เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอ
          "ไมลส์!?" เธอร้องขึ้นตื่น ๆ ดวงตาสีดำเต็มไปด้วยความมึนงงสับสนมองไปยังเด็กชาย
          "ใช่ นั่นชื่อฉันเองแหละ" คนตรงหน้ายังนั่งฉีกยิ้มด้วยอาการสบาย ๆ
          "นี่เรา...อยู่บนรถม้าหรอ รถของใคร กำลังจะไปไหน แล้ว...ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เกิดอะไรขึ้น แล้วแกมานั่งเฉยสบายใจเฉิบอยู่ได้ยังไง แล้วลุงล่ะ!?" คนที่พึ่งตื่นจากการนอนหลับยาว ยิงคำถามรัวเร็ว สีหน้าเลิ่กลั่กจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะครัั้งล่าสุดเธอจำได้ว่า เธอหลับไปหลังจากที่พ่อของเธอร้องเพลงให้ฟังบนโซฟาตัวเก่าในบ้านร้านขายของเล่นของพวกเขา
          "ทีละคำถามได้ไหม ฉันยิ่งสมองไม่ดีอยู่...ใช่ เราอยู่บนรถม้า กำลังจะไปปราสาท บ้านของราชาเธโอเดนไง" คำว่าสมองไม่ดีของเด็กชาย ทำให้เธอคิ้วกระตุกเล็กน้อย ถ้าอย่างเขาเรียกสมองไม่ดี เธอคงสมองไม่มีเลยมากกว่า
          "ส่วนเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงก็...โดนอุ้มมา แล้วฉันมานั่งสบายใจเฉิบได้ยังไง ก็แค่เดินตามคนที่อุ้มเธอขึ้นรถม้า พร้อมกับข้าวของนิด ๆ หน่อย ๆ ในฐานะ 'ผู้พิทักษ์ส่วนตัวของเธอ' ส่วนลุง..." เขาเว้นคำไปช่วงอึดใจ สายตาเด็กสาวเหมือนกำลังย่อยข้อมูลที่ได้รับมาใหม่อย่างยากลำบาก
          "...ไปแล้ว" ไมลส์กล่าว หันหน้าออกไปทางหน้าต่าง เอามือไพล่บนหัว ผิวปาก สายตาชมวิวริมทางยามเช้าราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่
          "ห๊ะ..."
          เด็กสาวอ้าปากค้างนิ่งให้กับคำตอบของเด็กชาย มองอากัปกิริยาแสนสบายที่ไม่ได้ช่วยทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเลยจนนิดเดียว หากมีแมลงวันบินผ่านมา มันคงจะบินเข้าปากเธอไปหลายตัวแล้ว
          "เดี๋ยว ๆๆ แกช่วยอธิบายให้มัน...ให้คนที่ฉลาดน้อยกว่าแก 'อย่างฉัน' เข้าใจง่าย ๆ หน่อยได้ไหม" เธอยกนิ้วขึ้นชี้หัวทุย ๆ ของตัวเอง บ่งบอกว่าเธอต้องการคำอธิบายที่มากกว่านี้
          "ไม่จำเป็นหร้อก เดี๋ยวถึงเธอก็รู้เอง" ไมลส์ว่าสีหน้าสบายใจ จนเธอรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาตะหงิด ๆ แต่การสนทนาระหว่างสองพี่น้องก็ถูกหยุดไว้เพียงเท่านั้น เมื่อรถม้าที่โคลงเคลงได้จอดตัวลง พร้อมด้วยเสียงใครบางคนกระโดดลงจากบังเหียน ฮาลิเม่เงี่ยหูฟังทันที เธอได้ยินเสียงคุยกันดังมาจากด้านนอกรถม้า
          "เดี๋ยวซี่~ เรจี้ แล้วว่าที่น้องสาวนายล่ะ" เสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้น
          "หมดหน้าที่ฉันแล้ว" เสียงทุ้มทรงอำนาจตอบเรียบ
          "งืม~ เป็นพี่ชายที่ไม่น่ารักเอาซะเลยน้า~ เดี๋ยวเธอก็หนีออกจาก 'วังรอง' กันพอดีอ่า โธ่~" เสียงชายหนุ่มฟังดูเง้างอด จนรู้สึกคุ้นหูกับสำเนียงที่ได้ยินอย่างน่าประหลาด เธอขยับเข้าแนบหูชิดกับบานประตู
          "หน้าที่นาย" เสียงทุ้มต่ำตอบ ก่อนเสียงฝีเท้าหนักแน่นจะก้าวห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงเสียงชายหนุ่มอีกคนที่บ่นเป็นหมีกินรังผึ้งอยู่ข้าง ๆ ประตูรถม้า
 
          พลั่ก!
          "โอ๊ย!" 
          เด็กสาวที่ใบหน้าแนบชิดติดกับบานประตู เสียหลักกลิ้นตกลงจากรถม้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ใบหน้าเล็ก ๆ คว่ำจูบพื้นต้อนรับอรุณเบิกฟ้า
          "อ้าวเฮ่ย ตายโหงล่ะ ฮาลีจี้ เป็นอะไรไหม งื้อออ~ ฉันผิดไปแล้ว ๆๆ" ชายหนุ่มที่พึ่งเปิดประตูรถม้าละล่ำละลักยกมือขอโทษเธออยู่อย่างนั้น ฮาลิเม่พยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แสงแดดจ้าของเช้าวันใหม่ทำให้เธอต้องยกมือขึ้นป้องขณะยืนขึ้นเต็มสัดส่วน เด็กสาวกวาดมองบริเวณโดยรอบ ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเท่าไข่หาน อ้าปากค้างนานยิ่งกว่าเดิม

          สิ่งก่อสร้างสูงใหญ่ตั้งตระง่าอยู่ตรงหน้าเธอ ช่างสวยงามราวกับภาพวาดในฝัน มันคือปราสาทสีขาวสะอาด ทว่าถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางทุ่งหญ้าที่โอบล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี สลับสีกับดอกไม้ซึ่งถูกปลูกและดูแลอย่างพิถีพิถัน 
           ถัดห่างออกไปไม่ไกลจากตัวปราสาทเป็นที่ตั้งของทะเลสาบขนาดย่อม ผิวน้ำใสสะท้อนหยอกล้อกับดวงตะวันยามเช้า เสียงนกขับร้องแว่วให้ได้ยินเป็นพัก ๆ รวมถึงเหล่าผีเสื้อที่แข่งกันอวดปีกลายสวยของพวกมัน
          บรรดาเหล่าสาวใช้ที่แต่งตัวสุภาพเรียบร้อยในชุดกระโปรงยาวสีขาวทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มยาวเท่ากัน กำลังยืนเรียงแถวโค้งตัวทำความเคารพ พร้อมด้วยเหล่าผู้อารักขาในผ้าคลุมสีขาวสะอาดตา
          ไมลส์ที่กระโดดตามลงมาจากรถม้า ยื่นเท้าเอวผิวปากหวือให้กับ 'บ้านหลังใหม่' ของพวกเขา สายตาขี้เล่นกวาดมองขึ้นลงซ้ายขวาอย่างใคร่รู้และดูตื่นเต้น
          ผิดกับท่าทางของเด็กสาวลิบลับ เธอเหวอจนพูดไม่ออก สมองก้อนน้อย ๆ กำลังพยายามประมวลผลอย่างหนัก เธอยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองดังฉาบ คล้ายเรียกสติให้กลับมา ลูบหน้าขึ้นลงราวกับจะเช็คให้ดีว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน
          "แรก ๆ ก็งี้แหละนะ ฮาลีจี้ อยู่ไปสักพักก็หลับตาเดินได้แล้ว" ชายหนุ่มผมสีฟางข้าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวกับเธอ
          "คุณโอเวน!?" ฮาลิเม่อุทานออกมาอย่าลืมตัว
          "เห็นมะ ฉันบอกแล้วว่าเขาต้องยังไม่ตาย" ไมลส์สมทบมาอีกดอก ตอกย้ำความเป็นจริงว่าคนตรงหน้าคือใคร
          "จะยังไงดีล่ะ...เอ่อ...ใครก็ได้ ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจที" ฮาลิเม่ยืนตกใจได้ไม่นานก็ว่าขึ้นเสียงเอื่อยเฉื่อยตามนิสัย เธอยอมแพ้ให้กับเหตุการณ์ทุกอย่างที่ยากเกินกว่าหัวทุย ๆ ของเธอจะคิดออก 
          "ฉันรู้ว่ามันกระทันหันไปหน่อยนะ ฮาลีจี้ แต่เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ" โอเวนพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อน ยิ้มน้อย ๆ ส่งให้เด็กสาว เธอสบดวงตาคู่สีเขียวอ่อนที่คุ้นเคยดี เขายังคงใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ เหมือนอย่างที่เธอมักเจอตอนที่เขาแวะมาอุดหนุนร้านขายของเล่นของเธอเป็นประจำ
          โอเวนผายมือออก ก่อนหันหลังเดินนำ เป็นสัญญาณให้เธอและไมลส์ตามเขาเข้าไปยังตัวปราสาท เมื่อเท้าน้อย ๆ ของเธอแตะเข้ากับพื้นหินอ่อนขัดเงาภายในห้องรองรับ เธอก็อดที่จะชื่นชมการตกแต่งที่สวยงามและเรียบง่ายไปไม่ได้ แม้ภายนอกปราสาทจะหลังใหญ่โตแค่ไหน แต่เมื่อเข้ามาด้านใน มันกลับให้ความรู้สึกสบายใจและอบอุ่นอย่างน่าอัศจรรย์ อุปกรณ์เครื่องใช้พร้อมด้วยของตกแต่งล้วนเป็นโทนสีนวลตาน่ามองทั้งสิ้น
          "ข้าวของส่วนตัวของฮาลีจี้ ฉันให้สาวใช้เอาขึ้นไปเก็บให้แล้วไม่ต้องเป็นห่วงนะ" โอเวนเปรยขึ้น รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาเช่นเคย เขากล่าวต่อไป
          "นับจากนี้ ที่นี่จะเป็นบ้านของฮาลีจี้ ทำตัวตามสบาย มีอะไรสอบถามฉัน สาวใช้ พ่อบ้าน คนครัว คนสวน ได้หมดไม่ต้องเกรงใจ 'เธอจะปลอดภัย' ฉันรับรอง" น้ำเสียงของเขาฟังดูจริงจังแปลก ๆ เมื่อพูดถึงความปลอดภัย ก่อนจะกลับมาสดใสดังเดิม
          "เอาล่ะ งั้นไมลจี้กับฮาลีจี้ นั่งคุยกับฉันก่อนก็แล้วกันนะ หลังจากนั้นค่อยแยกย้ายกันไปพักที่ห้องของตัวเอง" ทั้งสามนั่งลงบนโซฟาหนานุ่ม คั่นกลางด้วยโต๊ะกระจกใสมีแจกันดอกไม้วางอยู่
          "ฉันจะไม่อ้อมค้อมละนะ ฮาลีจี้ ฉันขอโทษที่อาจจะแนะนำ 'ตัวตนจริง ๆ ของฉัน' ช้าไปหน่อย" ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผมสีฟางข้าวเอ่ยขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีเขียวอ่อนเริ่มจริงจัง
          "ฉัน โอเวน โรแลนด์ เป็นราชองครักษ์ของเรจี้ ไม่สิ ขององค์รัชทายาทเรแกน เอเวอร์กรีน แห่งอาณาจักรเอเวอร์กรีน" โอเวนมองดูสีหน้าคล้ายกับจะเป็นลมของฮาลิเม่ ต่างกับไมลส์ที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรง่ายไปหมด
          "องค์ราชาเธโอเดน เอเวอร์กรีน แห่งอาณาจักรเอเวอร์กรีน ต้องการจะรับเธอมาเป็นบุตรสาวบุญธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือ องค์ราชาจะรับเธอเข้ามาเป็น 'องค์หญิง' ภายใต้การดูแลของราชวงศ์เอเวอร์กรีนนั่นเอง" ฮาลิเม่ตั้งใจฟังประโยคที่ถูกพูดออกมาอย่างช้า ๆ ของโอเวน พร้อมความสงสัยที่เริ่มก่อนตัวขึ้น
          "รับฉัน?" เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้นสูง มือชี้มาที่ตนเอง 
          "เพื่ออะไรกันละจ๊ะ" เธอว่าต่อด้วยสำเนียงเหมือนตอนใช้คุยกับโอเวนที่ร้านขายของเล่น
          "เพื่อหลายสิ่งหลายอย่าง แต่สำคัญที่สุดคือ เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง" โอเวนตอบยิ้ม ๆ น้ำเสียงแฝงความจริงจัง
          "ฉันไม่เคยมีศัตรูที่ไหนนิจ๊ะ ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นี่หน่า" เธอว่าเสียงเรื่อยเฉื่อย
          "เพราะเธอยังไม่เห็นความพิเศษในตัวเองยังไงล่ะ ฮาลีจี้" ชายหนุ่มวัยประมาณ 20
นั่งเท้าคาง นัยน์ตาสีเขียวอ่อนมองมาที่เธอด้วยความเอ็นดู
          "ที่นี่จะมีผู้เชียวชาญคอยแนะนำเธอ ซึ่งจะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ หน้าที่ของเธอภายใน 1 เดือนนี้ คือ ฝึกความพร้อมเพื่อวันเข้าพิธีรับขวัญและพิธีสถาปนาเป็นองค์หญิงแห่งเอเวอร์กรีน เมื่อวันนั้นมาถึงเธอจะต้องพร้อมในทุก ๆ ด้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง" โอเวนหันไปหาไมลส์ที่นั่งสบายอยู่ข้าง ๆ เด็กสาว
          "ส่วนนาย..." ชายหนุ่มชี้นิ้วเรียวแกร่งไปทางไมลส์
          "จะต้องฝึกการต่อสู้แบบตัวต่อตัวและแบบใช้อาวุธกับฉัน ส่วนเรื่องศาสตร์เวทย์จะมีอาจารย์อีกท่านที่ถนัดเรื่องนี้มากกว่าฉันมาแนะนำนาย" เขาเว้นคำไปนิด ก่อนพูดขึ้นใหม่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
          "ไมลจี้ นายคือคนที่ 'ท่านเลือก' มีหน้าที่ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง ทุก ๆ การฝึกส่งผลต่อความปลอดภัยของพี่สาวนายทั้งสิ้น นายจะต้องเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ศัตรูไม่สามารถเข้าถึงฮาลีจี้ได้" โอเวนหันไปยิ้มให้ฮาลีเม่ ก่อนว่าต่อเสียงเย็น
          "เพราะงั้นเตรียมใจไว้ได้เลย ฉันไม่เคยใจดีกับคู่ต่อสู้" 
          น้ำเสียงเหมือนจะปกติ ใบหน้าก็ยังยิ้มอยู่ และแม้จะแค่ผ่านตามาแวบเดียวเท่านั้น แต่ฮาลิเม่สังเกตได้ว่านัยน์ตาคู่สีเขียวอ่อนนั้น แฝงความอำมหิตบางอย่างที่แม้แต่เธอเองยังต้องแอบหลบสายตา ก่อนมันจะจางหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
          นี่น่ะหรือ...ตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มหน้าตาหล่อ ใจดียิ้มเก่ง แถมขี้อ้อนเวลาคุยเล่นกับเธอหรือพ่อตอนอยู่ร้านขายของเล่น
          "งั้นคุณอู้เวร เอ๊ย โอเวน ก็เตรียมใจไว้เหมือนกันล่่ะ เพราะแผนฉันดีเสมอ" ไมลส์ว่าอย่างไม่ทุกข์ร้อน นั่งเอามือไพล่ไปที่ท้ายทอย ดูสบายอกสบายใจอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
          'เขาจริงจังขนาดนี้ มันยังมีหน้ามาเล่นมุกสบายใจเฉิบ' ฮาลิเม่คิดพลางลอบถอนหายใจอย่างเอือมระอา
          "อย่างนั้นก็ดีสิ ฮ่า ๆๆๆๆ" กลับกลายเป็นว่าเรียกเสียงหัวเราะอารมณ์ดีจากโอเวนเสียอย่างนั้น ชายหนุ่มยิ้มกว้าง เอียงคอมองไมลส์ ก่อนตบตักด้วยตัวเองแล้วพูดขึ้นใหม่ว่า
          "เอาล่ะ ทั้งสองคนวันนี้ฉันคงอยู่คุยได้แค่นี้นะ ยังมีงานที่ต้องสะสาง เรจี้ใช้งานฉันอย่างกับทาส ทั้ง ๆ ที่ฉันมีตำแหน่งเป็นถึงราชองครักษ์แท้ ๆ รายนั้นน่ะ ไม่ยอมให้ฉันทำหน้าที่คุ้มกันเลยแม้แต่วันเดียว ไล่ให้ไปทำงานนู้นนี่นั่นตลอด จนฉันจะมีอาชีพเป็นนักพเนจรอยู่แล้ว" เสียงบ่นกระปอดกระแปดของโอเวน ลดบรรยากาศอึดอัดไปได้มาก
          ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูง รูปร่างแข็งแกร่งดูดี ผิวพรรณบ่งบอกถึงชาติตระกูล โอเวนยิ้มกว้างให้ทั้งสองเป็นการบอกลา ก่อนเดินออกจากตัวปราสาทไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มีสาวใช้มานำทางให้ฮาลิเม่เดินไปด้านปีกตะวันออก ส่วนไมลส์ถูกนำไปยังห้องพักฝั่งตะวันตก

          ระหว่างเดินตามสาวใช้ขึ้นบันไดกว้าง เด็กสาวก็เงยหน้ามองภาพวาดสีน้ำมันผืนใหญ่ล้อมกรอบทองสลักลายดอกไม้ไว้ หญิงสาวในภาพดูสวยมีเสน่ห์อย่างหาตัวจับได้ยาก นัยน์ตาคู่สีทองเปล่งประกายดูแปลกตา ผมยาวเป็นลอนสีน้ำตาลแดงตัดกับผิวขาวราวกับน้ำนม กำลังโอบกอดช่อดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์
          "ที่คุณหนูเห็น คือ องค์ราชินีเพอร์ซีโฟเนีย เจ้าค่ะ" เนื่องจากฮาลิเม่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เหล่าสาวใช้จึงเรียกแทนเธอว่า คุณหนู เป็นการแก้ขัดไปก่อน
          "แสดงว่า เป็นภรรยาของราชาเธโอเดนหรอจ๊ะ โห้ สวยขนาดนี้ แล้วองค์รัชทายาทจะหน้าตาขนาดไหนเนี่ยแม่เจ้า" เธออุทานออกมาอย่างตกตะลึงในความงามขององค์ราชินี เรียกเสียงหัวเราะน้อย ๆ จากเหล่าสาวใช้
          "เป็นภาพวาดยังสวยขนาดนี้ ตัวจริงคงสวยจนฉันเป็นลมแน่ ๆ" ฮาลิเม่เอามือทาบอกเหมือนจะเป็นลมเข้าจริง ๆ ก่อนสาวใช้นางหนึ่งจะเอ่ยขึ้นเสียงหม่น ๆ ว่า
          "น่าเสียดาย ที่คุณหนูคงไม่ได้เห็นองค์จริงเสียแล้ว เพราะราชินีเพอร์ซีโฟเนียนั้น สวรรคตหลังจากทรงให้กำเนิดองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ" สาวใช้คนอื่น ๆ ก็พากันเศร้าไปตาม ๆ กัน ฮาลิเม่ดูท่าว่าจะไม่ดีจึงว่าขึ้นใหม่
          "ผู้หญิงสวย ๆ แบบนี้ ฉันว่าคงไปอยู่บนสวรรค์เป็นนางฟ้าให้เทวดาทะเลาะกันเองแน่ ๆ พวกพี่สาวหายห่วงเลยจ้ะ" เด็กสาวว่าขึ้นใหม่ด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ เสียงเรื่อย ๆ ฟังสบาย ๆ ทำให้พวกนางเริ่มผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
          "ถ้าเช่นนั้น คุณหนูของพวกเราก็ต้องสวยให้ไม่แพ้กับองค์ราชินีนะเจ้าคะ 1 เดือนที่เหลือนี้ พวกเราจะทำให้คุณหนูเพียบพร้อมและเลอโฉมที่สุดในแผ่นดินเลยทีเดียว" พวกนางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาให้เธอ แต่เด็กสาวกลับทำหน้าปลง ๆ ก่อนพูดขึ้นว่า
          "งานหนักเลยนะนั่น แต่ฉันจะพยายามไม่ทำตัวเป็นภาระให้พวกพี่สาวละกันนะ ฝากด้วยล่ะ" ฮาลิเม่ว่าพลางเกาหัวแกร๊ก ๆ โค้งตัวเป็นการขอโทษล่วงหน้าและฝากเนื้อฝากตัวกับเหล่าสาวใช้ซึ่งมองมาที่เธอด้วยสายตาเอ็นดูแกมขบขำ

          พระจันทร์ลอยเด่นเหนือปุยเมฆ พร่างพราวไปด้วยแสงดาวยามค่ำคืน ภายในปราสาทหลังสีขาว ปรากฎเสียงเปิดประตูห้องกว้าง ร่างสูงสมส่วนของชายผู้หนึ่งเดินตรงเข้าไปยังเตียงหนานุ่มโดยที่ไม่คิดแม้แต่จะเปิดไฟ ก่อนทิ้งตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรง เสียงถอนหายใจของเขาดังก้องในห้องที่มืดมิด ดวงตาสีเทามองฝ่าความมืดไปยังหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เลยออกไปเป็นระเบียง ซึ่งสามารถมองลงไปเห็นสวนดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์อย่างพอดิบพอดี เขาพลิกตัวแล้วเสยผมสั้นระต้นคอสีน้ำตาลแดง ดวงตาจับจ้องที่เพดานก่อนหวนคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้านี้
          แม้งานจะล้นมือเพียงใด แต่เขาก็เดินทางไปรับเด็กสาวที่จะมาเป็นว่าที่น้องสาวของเขาด้วยตัวเองพร้อมกับโอเวนตามคำสั่งของผู้เป็นพ่อ แต่สาวเจ้าก็ดันหลับเป็นตาย ปลุกยังไงก็ไม่ยอมตื่น หน่ำซ้ำโอเวนยังผลักภาระมาให้เขา โดยอ้างว่าจะไม่เป็นการสมควรหากแตะเนื้อต้องตัวว่าที่องค์หญิงโดยไม่ได้รับอนุญาต ความหนักใจรวมถึงน้ำหนักตัวของเธอ เลยตกมาอยู่ที่เขาซึ่งเป็น 'ว่าที่พี่ชาย'
          "ตัวก็เล็ก ทำไมถึงหนักได้ขนาดนั้น" ริมฝีปากบางสวยพึมพำ ก่อนหลับตาเข้าสู่ห่วงนิทราด้วยความอ่อนล้าจากงานราชกิจ

Talk with NATA

เกล็ดความรู้วันนี้ค่ะ
ว่าด้วยชื่อของตัวละคร ไรเตอร์ก็หาเรฟมาก่อนทุกครั้งนะเออ เริ่มด้วยคนแรกเลย

Miles หรือน้องไมลส์น้องชายนางเอก 
= (Latin) Soldier ภาษาลาติน แปลว่า ทหารค่ะ หรือ
= (Irish) Servant ภาษาไอริช แปลว่า นักบวช ค่ะ 

--- ไรเตอร์ไม่แน่ใจว่าจะอ่านอะไรดีระหว่าง ไมเลส กับ ไมลส์ แต่เอาไมลส์เพราะจำง่ายดีค่ะ และความหมายทั้ง 2 อย่างก็ตรงกับคาแรกเตอร์ที่ต้องการพอดี เลยเอาชื่อนี้แหละ 5555


Floyd คุณพ่อฟลอยด์ค่ะ
= (Welsh) Gray
เป็นภาษาเวลช์ แปลว่า สีเทา ค่ะ

--- มีที่มาที่ไปแน่นอนว่าทำไมต้องเป็นสีเทา แต่อุบไว้ก่อน 555


Rust นามสกุลรุสท์ ออกเสียงตามภาษาเยอรมันนะคะ
= จริง ๆ แล้วเป็นนามสกุลพ่อบุญธรรมของไรเตอร์ที่อยู่เยอรมันเองค่ะ มันสัั้นแล้วก็เท่ห์ ๆ ดี ไรเตอร์เลยยืมมาใช้ 555 แต่ถ้าภาษาอังกฤษ จะแปลว่า สนิม ค่ะ


Owen มาถึงพ่อหนุ่มผมสีฟางข้าวอารมณ์ดีกันค่ะ 
= (Welsh) Young worrior, Well born, Noble เป็นภาษาเวลช์อีกแล้วค่ะ แปลว่า นักรบหนุ่ม, เกิดมาหรือถูกเลี้ยงมาอย่างดี, ขุนนาง 

--- ตรงตามคอนเส็ปของหนุ่มโอเวนเขาแหละค่ะ


Roland เป็นนามสกุลของโอเวนค่ะ
= A legendary French hero โรแลนด์จริง ๆ แล้วมาจากตำนานเรื่องเล่าของนักรบประเทศฝรั่งเศสค่ะ ชาวนอร์แมนได้นำชื่อนี้เข้ามาในประเทศอังกฤษค่ะ (ถ้าไรเตอร์แปลไม่ผิดนะ5555) 

--- จริง ๆ แล้ว โรแลนด์ เป็นชื่อยี่ห้อเปียโนคีย์บอร์ดที่ไรเตอร์ชอบมาก ๆ เสียงเพราะจริง ๆ แถมพี่หนึ่งจักรวาลโปรดิวเซอร์มือทอง ยังชอบเล่นบ่อย ๆ ในรายการ The mask singer ด้วย เลยต้องเอามาเขียนลงนิยายให้ได้ 5555



Theoden กษัตริย์เธโอเดน
= (English) King
--- ฟังดูเหมือนกรีกนะคะ แต่จริง ๆ แล้วเป็นภาษาอังฤษโบราณค่ะ แปลว่า กษัตริย์ นั่นเอง (ตรงตัวมาก555)


Persephonia องค์ราชินีเพอร์ซีโฟเนีย
= จริง ๆ แล้วไรเตอร์ได้แรงบันดาลใจมาจาก เทพีเพอร์ซีโฟนี Persophone ในเทพนิยายกรีกค่ะ ซึ่งก่อนจะไปเป็นราชินีแสนเย็นชาในปรโลกนั้น เธอเป็นเทพีแห่งพืชพันธุ์ความอุดมสมบูรณ์และชื่นชอบดอกไม้เป็นที่สุด ส่วนเรื่องราวที่ทำให้เธอต้องไปเป็นราชินีของเทพแห่งความตายนั้น บอกเลยค่ะว่านี่มันละคร "จำเลยรัก" ชัด ๆ 5555


ส่วนชื่อ Halime' นั้น
--- ไรเตอร์ขออุบไว้ก่อนนะคะ ต้องรอพระเอกเขาเรียกก่อน แล้วจะมาแปลให้แบบแพ็คคู่ให้สมกับเป็นพระนางของเรื่อง 5555

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ หวังว่าจะสนุกและได้สาระจากชื่อตัวละครไปไม่มากก็น้อย (ถือเป็นการเรียนภาษา 5555)

สามารถติชมผลงาน ทิ้งคอมเมนต์ไว้ด้านล่างได้นะคะ ไรเตอร์จะเอาไปปรับปรุงนะ
แล้วเจอกันตอนหน้านะค่าาาาาาาาาาาาาาา~
รักกกกกกกกกกกกกกกก~
>/////////////////////<

NATA

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ที่
https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1647004

Quelle Pic : geolocation.ws


 
SHARE
Written in this book
HALIME'
นิยายสารพัดรับจ้าง Love Comedy Fantasy ส่งตรงถึงบ้านจ้า
Writer
NATA-P
PLOY
^_______^ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนักแต่งนิยายสารพัดรับจ้างน้าาา~

Comments

Varich
2 years ago
เจ้าโอเวนมันจะจี้ไปทุกคนเลยใช่มั้ยฮะ 55555
Reply
NATA-P
2 years ago
ใช่ฮะ วารีจี้~ // โอเวนฝากไรเตอร์มาเมนต์ตอบค่ะ 5555