เมื่อฉันมีอาการ Islamophobia
     ฉันเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับว่าตัวเองนั้นมีอคติกับศาสนานี้ไม่น้อยเลยทีเดียว จุดเริ่มต้นมาจากที่ตอนเด็กๆเรามักจะได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับความโหดร้ายของมุสลิมในประเทศที่เคร่งครัดกฎอิสลามมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการประหารชีวิตเพศที่3ด้วยการแขวนคอบ้าง โยนลงจากตึกบ้าง ปาหินจนตายบ้าง ซึ่งตอนเด็กๆฉันหวาดกลัวต่อศาสนานี้มากๆ ทั้งกฎต่างๆเช่นการห้ามเปลี่ยนศาสนา และอื่นๆ

     เมื่อโตขึ้นมาหน่อยก็เกิดเหตุการณ์3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตอนนั้นมีข่าวลือต่างๆนาๆซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเรื่องการปล้นรถโรงเรียนแล้วถามว่าเด็กคนไหนละหมาดไม่ได้ให้ลงจากรถเดินกลับบ้าน หรือถูกกระทำอย่างโหดร้ายกว่านั้น ฉันมีญาติอยู่ภาคอีสานและที่นั่นก็มีข่าวลือเรื่องรถตู้ที่จับเด็กๆที่นั่นไปยัง3จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อฝึกให้เป็นผู้ก่อการร้าย ตอนเด็กๆเหตุการณ์3จังหวัดชายแดนเป็นอะไรที่น่ากลัวจริงๆ ทั้งคำถามจากประชาชนว่าพวกมันจะลุกลามขึ้นมาถึงเมืองหลวงของประเทศ คือ กรุงเทพมหานครหรือเปล่า 

     เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย สื่อต่างๆในไทยประโคมข่าวเสียๆหายๆต่อมุสลิมจำนวนมาก ไม่ว่าจะการเฆี่ยนตีผู้หญิงที่ไม่คลุมฮิญาบในต่างประเทศ และการกดขี่ทางเพศต่างๆ ฉันเริ่มศึกษาและเห็นรากวัฒนธรรมของศาสนานี้ ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างจากศาสนาอื่นๆคือการกดขี่เพศอื่นที่ไม่ใช่ผู้ชาย แต่ศาสนานี้ดูจะรุนแรงไปเสียหน่อย ฉันได้มีเพื่อนชาวมุสลิมคนหนึ่งที่มีแฟนเป็นคนพุทธและเธอถูกกีดกันอย่างหนักจากทางบ้าน เธอต้องกลับบ้านตรงเวลา ห้ามแต่งหน้า และกฎมากมายจากทางบ้านที่ตอนนั้นฉันอยู่ในช่วงวัยรุ่นและมองว่ามันคือเรื่องไร้สาระและศาสนานี้ดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย 

     จุดแตกหักเกิดขึ้นระหว่างช่วงปิดเทอม ม.6 ฉันได้โพสต์ภาพๆหนึ่งลงบนเฟสบุ๊คและเปิดสาธารณะไว้ ปรากฎว่ามีเพื่อนมุสลิมคนหนึ่งมาคอมเม้นว่าอยากสวยเหมือนฉัน เราต่างตอบคอมเม้นกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งมีคนแปลกหน้ามาคอมเม้นต่างๆนาๆเป็นภาษาอิสลาม ซึ่งมันทำให้ฉันไม่พอใจรุนแรงพวกเขาใช้ภาษาไทยและภาษามลายูต่อว่าฉันต่างๆนาๆ และคำหนึ่งที่รุนแรงมากสำหรับฉันคือเขาด่าว่าฉันเป็น "ซาตาน" ด้วยภาษามลายู ส่วนเพื่อนฉันคนนั้นก็เงียบไปเลยและเราก็ติดต่อกันน้อยลงหลังจากนั้นเพราะทุกคนที่เข้ามาคอมเม้นต่อว่าฉันคือญาติของเธอ เธอหายไปโดยไม่มีคำขอโทษใดใด

     ต่อมาฉันได้รู้เรื่องต่างๆของISISไม่ว่าจะเรื่องที่พวกเขาฆ่าทุกคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าของเขา ฉันค่อนข้างเป็นคนหัวสมัยใหม่และสนใจวิทยาศาสตร์ มันทำให้ฉันรู้สึกแย่มากที่ทำไมปี2017ยังมีคนเชื่ออะไรแบบนั้นอีก 

     ฉันมีเพื่อนบางคนเป็นคนมุสลิมและเธอเล่าให้ฉันฟังถึงวัฒนธรรมที่กำลังเสื่อมลงตามกาลเวลา แม้ศาสนาจะดูเคร่งครัดยิ่งนักแต่จริงๆแล้วไม่ต่างจากศาสนาอื่นๆในโลก คือเริ่มเสื่อมไปตามกาลเวลา หลักปฏิบัติต่างๆเริ่มหย่อนคล้อย ฉันรู้จักแม้กระทั่งผู้ชายคนหนึ่งที่เคร่งอิสลามมาก ศึกษาคัมภีร์อัลกุรอาน แต่เขามีเพศสัมพันธุ์กับสาวประเภท2ที่ศาสนาของเขาเกลียดนักเกลียดหนา และดื่มเหล้าอย่างหนักในขณะที่มันผิดต่อหลักศาสนาของเขา แม้แต่เพื่อนๆฉันที่เป็นมุสลิมบางคนยังไม่พอในศาสนาของตนเอง แต่เขาไม่อาจย้ายศาสนาได้เนื่องจากครอบครัวไม่ยอม

     ชีวิตในช่วงมหาลัยฉันได้พบปะผู้คนมากมาย และเพื่อนๆของฉันหลายๆคนเลยที่ไม่ชอบอิสลาม พวกเราเริ่มจับกลุ่มกันและต่อต้านรุนแรงขึ้น ถึงอย่างนั้นเราก็ทำได้แค่ต่อว่าศาสนานี้ลับหลัง ฉันเคยนินทาศาสนานี้อย่างรุนแรง และเคยพูดท้าทายให้พระอัลเลาะห์ฆ่าฉันสะถ้าเขามีจริงและทำได้ แต่ฉันก็ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ ฉันเคยแม้กระทั่งวิจารณ์ว่าศาสดาของอิสลามมีอาการเห็นภาพหลอนและได้ยินภาพหลอนเนื่องจากเป็นโรคจิตเภทเลยคิดคำสอนพวกนั้นขึ้นมาได้ แต่เวลาทำงานกลุ่มบางครั้งฉันก็ต้องทำกับคนมุสลิมจากประเทศอื่นแต่ก็ทำงานรวมกับเขาได้ เมื่อพิจารณาตามตัวบุคคลแล้วมุสลิมไม่ใช่คนไม่ดีเสียทุกคน ก็เหมือนกับศาสนาอื่นๆ

     ฉันได้เรียนวิชาเกี่ยวกับความเข้าใจของวัฒนธรรม มันทำให้ฉันเข้าใจศาสนาอิสลามมากขึ้น ทำให้ฉันเปิดรับความแตกต่างของวัฒนธรรมากขึ้น ฉันมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นสาวประเภทสองที่นับถืออิสลามอีกด้วย และพวกเขาก็เชื่อในพระเจ้าของเขาโดยฉันได้แต่ดูอยู่ห่างๆ เขาอยากแปลงเพศทำศัลยกรรมแต่มันผิดกฎศาสนาของเขาและแน่นอนที่บ้านเขาไม่ยอมรับแต่ถึงเขาโดนปฏิบัติอย่างนั้นเขาก็ยังคงเชื่อในพระเจ้าของเขา 

     ฉันปฏิเสธผู้ชายทุกคนที่เข้ามาจีบทันทีหากเขาเป็นมุสลิม และพวกเขาบางคนก็กลายเป็นเพื่อนและฉันก้เริ่มได้รู้ว่าจริงๆแล้วมุสลิมก็คือมนุษย์คนหนึ่งเหมือนพวกเราที่บางครั้งก็มีความต้องการแหกกฎที่ไร้เหตุผลและโบราณเหล่านั้น 

     สุดท้ายฉันก็เข้าใจสิ่งหนึ่งนั่นก็คือคนมุสลิมเชื่อมั่นในกฎและพระเจ้าของเขาก็เพราะว่าเขาถูกป้อนข้อมูลมาตั้งแต่เด็กฝังใจเป็นรากลึก เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดเขาแบบนั้นในขณะที่ฉันก็โดนป้อนข้อมูลด้านไม่ดีของมุสลิมมาตั้งแต่เด็ก และเวลานึกถึงศาสนานี้ก็จะมีการเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เคยได้รับมาเสมอ และฉันก็เข้าใจแล้วว่าสุดท้ายมันก็แค่นั้นความเกลียดชังหรือความไม่ชอบของฉันต่อคนมุสลิมไม่ได้เปลี่ยนให้พวกเขามาเป็นสิ่งที่ฉันชอบ และความเกลียดชังของมุสลิมต่อคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือทำขัดหลักศาสนาของเขาก็ไม่ได้ทำให้คนพวกนั้นหันมานับถือพระเจ้าหรือทำตามใจเขาเช่นกัน 
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกควบคุม เราแหกกฎตั้งแต่ที่ได้วิวัฒนาการสมองอัญชาญฉลาดเหล่านี้มา และเมื่อมองดูโลกตามความเป็นจริงแล้ว ศาสนายุคโบราณทั้งหลายเป็นเพียงกระบวนการคิดและให้คำตอบต่อสิ่งที่คนสมัยนั้นยังไม่รู้ ด้วยการประมวลผลจากความรู้ของคนเมื่อครั้งที่เรายังไม่รู้ว่าโลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ และโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ก่อนที่เราจะรู้ว่าจักรวาลนี้เกิดจากบิ๊กแบงไม่ใช่พระเจ้า ก่อนที่เราจะค้นพบว่าสายอาร์เอ็นเอที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกสามารถเกิดขึ้นได้เองในห้องทดลองโดยไม่มีพระเจ้าอยู่ในนั้น ก่อนที่เราจะมีศาสนาใหม่ของโลกนั่นคือ วิทยาศาสตร์ ที่กำลังท้าทายและโจมตีรวมทั้งฉีกทุกกฎและทฤษฎีของศาสนาโลกเก่า

ฉันได้ตระหนักความจริงอีกอย่างขณะนั่นก็คือ ความเกลียดชังไม่เคยนำอะไรดีๆมาสู่โลกใบนี้ ความเกลียดชังต่อมุสลิมของตัวฉันเองนำมาซึ่งการพ่นคำผรุสวาทและดูถูกต่างๆนาๆออกไป นำมาซึ่งการนินทาลับหลัง นำมาซึ่งการมองเหยียดและการทำร้ายคนอื่นด้วยวาจาอย่างตั้งใจ นำมาซึ่งความเกลียดชังในใจของผู้ที่ถูกฉันและเพื่อนกระทำ นำมาซึ่งความไม่พอใจและความทุกข์ รวมถึงความรู้สึกผิดในใจฉันเองในตอนหลัง และเมื่อมองดูแล้วสิ่งที่น่ากลัวกว่านี้เคยเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่2 เมื่อความเกลียดชังต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนำมาซึ่งความตายและการสังหารโหดคนเป็นล้านๆ 


     
SHARE

Comments

Janiva
2 years ago
นานๆ เราจะกดเข้ามาอ่านหัวข้อมีสาระอย่างนี้ นี่ชอบนะ คลิกมาอ่านเพราะเราก็เป็น แต่เราไม่มีเพื่อนเป็นมุสลิมหรอก ไม่ค่ิยอยุ่วงจรนั้น แต่คิดว่าเราถูกปลูกฝังรากลึกจากข่าว จากสิ่งรอบด้าน ทุกวันนี้พูดถึงศาสนาอิสลาม เรายังระแวงทักครั้ง ทั้งที่รุ้ว่าคนเราไม่อาจตัดสินใครได้แค่ภายนอก ไม่ใช่มุสลิมทุกคนจะเป็นคนไม่ดี โลกเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายเราเชื่อว่าความเชื่อไม่ดีจะเสื่อสลาย เหมือนเทอบอก คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกควบคุม อะไรที่ไม่พอดี มันจะมีหนทางปลดปล่อยตัวมันเอง แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น ขอบคุณที่คิดแง่คิดดีๆ ให้อ่านจ้า
Reply
NAIPHAT
2 years ago
ศาสนาทุกศาสนาย่อมสอนให้ทุกคนเป็นดี เเละเราไม่ควรมองว่าศาสนาไหนดีศาสนาไหนไม่ดี เพราะมันเป็นเรื่องของบุคคลที่จะกระทำสิ่งไม่ดีลงไป และการที่เราในฐานะคนไทยมองศาสนานี้ว่าเป็นพวกหัวรุนแรงหรืออันตรายหลักๆแล้วมาจากสื่อซะมากกว่าที่เสนอข่าวแต่ในด้านลบที่ไม่รู้ซะด้วยซ้ำว่าจริงเท็จแค่ไหน ผมเป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อนที่เป็นอิสลามเยอะอยู่เหมือนเขาดีมากน่ะ ไม่เป็นอย่างที่ข่าวบอกเลย อย่างที่บอกว่ามันอยู่ที่บุคคลมากกว่าที่จะมองศาสนาว่ามันไม่ดี
Reply
Wararit
2 years ago
^^
Reply
yhingba
2 years ago
ตัดภาพมาที่มุสลิมคนนึงอย่างเรา เคยอึดอัดจากการโดนเหยียดและโดนรังเกียจ จนอยากเขียนลง storylog เหมือนกันค่ะ แต่คิดไปคิดมาก็ไม่เอาดีกว่า อย่าดราม่าเลย 555 อยากขอบคุณย่อหน้าสุดท้ายที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นนะคะ ^^  อย่าโกรธเกลียดหรือหวาดกลัวศาสนาของเราเลยค่ะ พระเจ้าไม่ผิด คำสอนของพระองค์ก็ไม่ผิด ผิดที่มนุษย์บางกลุ่ม (อยากขีดเส้นใต้สีแดงตรงคำว่าบางกลุ่ม) เอาไปใช้แบบผิดๆ เราเรียนสายวิทย์มาตลอดจนจบมหาลัยค่ะ ยิ่งตอกย้ำว่าวิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ และศาสนาคือเรื่องเดียวกัน ซึ่งจริงๆแล้วเรามองว่าเบื้องหลังความเกลียดชังมันไม่มีอะไรเลยนอกจากความไม่เข้าใจ และเราไม่เคยโกรธคนที่รังเกียจเราเพียงแค่เราคลุมฮิญาบและศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว เพราะเราเข้าใจว่าคนเหล่านั้นไม่เข้าใจเรา ถ้าเค้าเข้าใจเค้าจะไม่เกลียดเราสักนิดเลย ปล. ทุกวันนี้เราก็ยังโดนกระแส Islamophobia รังแกอยู่เรื่อยๆค่ะ 5555 ก็ได้แต่หวังว่าสักวันมันจะหายไป รู้แค่ว่าเราต้องสตรองมากๆ ฮึบๆ เราทำได้แค่นี้ค่ะแงๆ 
Reply
DearDream
2 years ago
เป็นบทความที่ดีมากค่ะ
Reply