วันนั้นฉัน...ไม่กล้ามองท้องฟ้า

   ฉันนั่งอยู่ริมหน้าต่างหันหน้าเข้าหาเพื่อนฝั่งตรงข้ามบนรถไฟขบวนนี้
   "มึงรู้มั้ยว่ารถไฟจะไปทางไหน" ฉันถามขึ้นขณะที่เรานั่งอยู่บนรถไฟที่จอดนิ่งสนิทที่สถานีต้นทาง
   "น่าจะไปทางนี้นะ" มันชี้ทิศข้างหน้าฉัน แต่ไม่ว่าจะถูกหรือผิดนั่นหมายความว่าต้องมีใครสักคนที่นั่งหันหลังให้กัับทิศทางที่รถไฟจะพาเราไป 
   พวกเรา 3 คนต่างไม่มีใครรู้เลยว่ารถไฟคันนี้จะไปทางทิศไหน ช่างโง่เขลาซะจริงๆ ออกจะชัดขนาดนี้ กระทั่ง...

   เรานั่งมาเป็นชั่วโมงที่ 6 แล้ว ทั้งเมื่อยก้นและเหนียวตัว ฉันรู้สึกตื่นเต้นและกังวลใจในเวลาเดียวกันสำหรับการเดินทางครั้งนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง
  ฟ้าค่อยๆ มืดลงฉันมองนาฬิกาบอกเวลา 1 ทุ่มเศษๆ 
  "เพื่อนๆทุกคนครับ อีก 2 สถานีเราจะถึงแล้วนะ" ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดูท่าทางเหมือนแกนนำพูดขึ้น
  ทุกคนทยอยลงเรา 3 คนรั้งท้ายกลุ่ม คณะเราเดินกันไปตามทางมืดๆแบกสัมภาระที่นำติดตัวมาด้วย มีเพียงแสงไฟนีออนสีส้มเก่าๆตามรายทางส่องสว่าง สองข้างทางเป็นบ้านแบบไทยทรงดั้งเดิม ถนนตอนนั้นไม่มีรถวิ่งผ่านเลยออกจะเงียบสงัด ฉันเงยหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวสุกสว่างในคืนนี้พร้อมกับยิ้มบางๆ 
   พวกเรา 20 กว่าชีวิตเดินทางมาทำค่ายอาสาให้น้องๆที่โรงเรียนในกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนใหญ่แล้วทุกคนมาจากคณะและมหา'ลัยเดียวกันและเป็นเด็กจบใหม่ที่เพิ่งทำงานมาได้เกือบปี ส่วนฉันเองมากับเพื่อนม.ปลายที่อยู่คณะนี้ 2 คน จึงรู้สึกไม่คุ้นชินกับบรรยากาศนักด้วยความที่ไม่รู้จักใครและติดจะเป็นคนเงียบๆ
   คืนนั้นเราพักกันที่โรงเรียนช่วยกันเตรียมของสำหรับค่ายวันพรุ่งนี้และบรีฟงานของแต่ละคน ส่วนฉันขออาสาทำหน้าที่โฟโต้ของค่ายแม้ว่าจะยังเขินอายและไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไร 

แต่ฉันก็มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ
   ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี น้องๆมาถึงโรงเรียนก่อนเราจะตื่นเสียด้วยซ้ำ แต่ละคนจับจองพื้นที่เล่นกีฬากัน ทั้งบาสฯ วอลเลย์บอล ฟุตบอล ฉันเพิ่งสังเกตว่าโรงเรียนแห่งนี้สวยงามขึ้นทันทีเมื่อมีเด็กๆวิ่งวนอยู่รอบๆ มีชีวิตชีวาราวกับภาพวาดที่ลงสีจนเสร็จสมบูรณ์
   กิจกรรมต่างๆ ก็ดำเนินไป ฉันเองก็ได้ย้ายไปถ่ายฐานตรงนู้นบ้างตรงนี้บ้างทำให้เริ่มจะเข้ากับทุกคนได้ดีมากขึ้น และช่วยน้องๆทำกิจกรรมไปด้วย 
    ฉันเฝ้ามองทุกๆการกระทำทุกๆเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย รอยยิ้มของเด็กน้อยที่กำลังดูหนัง 3 มิติโดยใช้แว่นตาที่พวกเค้าทำเอง ทำให้ฉันยิ้มกว้างได้มากกว่า หรือแม้แต่การวาดภาพของเด็กคนนึงที่ฉันคิดว่าเค้ามีพรสวรรค์ที่เดียวเชียวและสมควรได้รับคำชม แต่ถึงแม้หลับตาลงแล้วพวกเค้าจะยังมองไม่เห็นภาพอนาคตของตัวเอง แต่อย่างน้อยภาพวันนี้ก็คงจะเข้าไปอยู่ในความทรงจำและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตพวกเค้า
 "อยากเป็นอะไรกันบ้างเอ่ย" 
    เป็นคำถามที่รุ่นพี่ป.โทคนหนึ่งถามเด็กๆ คุณเองก็อาจจะเคยเจอคำถามนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้ไม่เคยต่างไปจาก ตำรวจ ทหาร พยาบาล ครู วิศวะ หมอ และอื่นๆอีกไม่มากนัก เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนเด็กตัวฉันเองก็เลือกที่จะตอบแบบนี้ แต่ฉันตอบมันไม่ตรงกันเลยสักครั้งเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ บางทีก็มีความไม่แน่ใจในคำตอบหรือคิดไม่ออกเลยก็มีเป็นมาจนถึงม.ปลาย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ฉันค่อนข้างเจ็บปวดใจ หลายคนไม่มีโอกาสค้นหาตัวเอง ไม่เคยรู้เลยว่าเราเป็นอะไรได้มากกว่านั้น เสียเวลาไปกับการทำสิ่งที่คิดว่าจะดีกับเราในอนาคต ทำไปแบบไม่มีจุดหมาย
     ไม่เคยรู้ว่าในโลกใบนี้มีอะไรที่เราสามารถทำได้และอาจจะทำได้ดีมากด้วย ซึ่งบางทีมันอาจจะอยู่ในรูปแบบที่บางคนก็คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นอาชีพได้ ไม่อย่างนั้นแล้วคงไม่มี นักตกแต่งอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ นักชิมออนไลน์และอื่นๆอีกมากมาย อาจเพราะคำถามมันทำให้ตอบยากเกินไป 
อย่าถามตัวเองว่าคุณอยากเป็นอะไร
จงถามตัวเองว่าคุณอยากจะทำอะไร 

    ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร อยากทำอะไร หรือมีเป้าหมายอะไร เคยมีคนถามฉันว่า..ชอบถ่ายรูปหรอ เปล่าเลย ฉันแค่ชอบเล่าเรื่อง
การได้ถ่ายภาพทำให้ฉันไปได้ทุกพื้นที่เหมือนเป็นผู้เล่นอิสระ
ฉันได้เห็นเรื่องราวมากมาย
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันชอบมากกว่าการถ่ายภาพเสียอีก
    กิจกรรมดาราศาสตร์ตอนหัวค่ำจบลงและพี่ๆอย่างเรามีกิจกรรมประมูลของเพื่อหาเงินทำค่ายครั้งต่อไป ฉันตัดใจเอาหนังสือ 'พม่าพักรัก' ไปประมูล
    "หนังสือเล่มนี้ได้มาจากการประกวดงานเขียน มันคือความฝันของเรา..." ฉันอธิบายต่อและก็มีคนประมูลมันไปในราคา 1,500 บาท ไม่นึกเสียดายเพราะคิดว่ามันควรได้อยู่กับคนที่เห็นค่ามันและให้ราคากับความฝันของฉัน 

    ทุกคนต่างบอกเล่าเหตุผลและจุดประสงค์ในการมาค่ายแตกต่างกันออกไป ฉันเองก็มีคำตอบในใจที่ไม่ได้พูดออกไป คืออยากออกไปหาเรื่องราวใหม่ๆ ไปตามหาความรู้สึก ความฝันที่หายไป และก็มาถึงการแนะนำตัวเองว่าทำอะไรอยู่บ้าง 

     "เราเป็น...อยู่ที่..." ทุกสายตามองมาที่ฉันด้วยความสงสัยใคร่รู้     
     แต่ ฉันล้มเหลว ในช่วงเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน...ถ้าหากฉันไม่ออกมาจากตรงนั้นวันนี้คงไม่ได้มาทำค่ายแม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์์ กลับกันน่าจะกำลังง่วนอยู่กับการทำงาน
      
    มันคือวันนั้นที่ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผู้คุมวิญญาณนับร้อยนับพันอยู่รอบๆตัว ฉันไม่กล้าเงยหน้ามองฟ้า..มันทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าฉันจะไม่มีวันร่าเริงได้อีกแล้ว 
   "ถ้ามันทำให้สุขภาพร่างกายแย่สุขภาพจิตเสีย ก็พอเถอะ" คำพูดของคนๆหนึ่งที่รู้จักฉันมาทั้งชีวิต คนที่มองเห็นฉันแม้ในยามที่ฉันอาจจะมองไม่เห็นตัวเองเลยด้วยซ้ำ
    มันอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็ได้ แต่ฉันเป็นคนเลือกเองนั่นคือเรื่องที่ถูกที่สุด 
    และคำตอบที่ถูกต้องจึงควรจะต่อด้วย "...แต่เราเพิ่งลาออก"
    แต่ฉันก็ได้กลืนคำนั้นลงคอไปเฉกเช่นเสมหะที่พันคอก้อนหนึ่งที่ควรจะขากทิ้งไปเสียมากกว่า

    "อ้าวเฮ้ย ไม่ใช่ทางนี้นี่" 
     เมื่อรถไฟเคลื่อนไป ฉันก็พบว่าตััวเองนั้นกำลังหันหลังให้ 'ทางข้างหน้า' อยู่ แต่ทว่าตัวฉันก็ยังคงเคลื่อนไปเช่นเดียวกัน คงไม่เป็นไรถ้าเราจะหันหลังให้มันบ้าง อาจต้องมองภาพทุ่งหญ้าเขียวขจีทีหลังคนที่นั่งหันไปข้างหน้า ชีวิตก็คงจะเหมือนกัน เราอาจต้องยอมทนเจ็บปวดบ้างในบางคราว เพื่อจะพบเส้นทางใหม่ๆ ในชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

ใครเป็นคนกำหนดไว้...
หากบังเอิญเส้นทางที่เราเลือกเดินมันไม่เป็นอย่างใจ
ผิดเวลาเหนือการควบคุมทิศทาง
ไม่มีใครบอกไว้ จะเป็นเช่นไร ไม่รู้เลย...

ขอบคุณเพลง UNEXPECTED - STOONDIO ที่อยู่กับฉันในช่วงเวลาเหล่านั้น
ขอบคุณทุกคนที่อยู่ในเรื่องราวนี้ถ้าเผื่อจะผ่านมาเห็นล่ะก็นะ ขออนุญาตด้วย



    

SHARE

Comments