นักสืบเสียง (Unseen) - คดี กับดักสีเพลิง
"ผมไม่รู้จริง ๆ นะครับ! เงินพวกนั้นก็ไม่ใช่เงินของผมเลยแม้แต่บาทเดียว!"
ชายแก่พยายามยกมือร้องขอใครบางคนที่กำลังยืนจ่อปืนมาที่หัวของเขา ใครคนนั้นแสยะยิ้มกว้าง
"งั้นลุงช่วยบอกที ว่ามันมาอยู่ในห้องนี้ได้ยังไง?"
"ไม่รู้ครับ ผมไม่.."
ปัง!
เสียงกระสุนปืนลั่นออกจากกระบอก กระสุนทัลุหน้าผากและเกี่ยวสมองให้หลุดไปกระเด็นติดผนัง ทั้งห้องอาบไปด้วยสีแดงจากเลือดของชายแก่
ใครคนนั้นถอนหายใจออกเบา ๆ ก่อนจะมองศพชายแก่นั้นอย่างละเหี่ยใจ
"น่ารำคาญชะมัด"
ใครคนนั้นนั่งยอง ๆ ลง ก่อนจะเก็บเศษเงินที่อยู่บนพื้นลงกระเป๋า แต่แล้วเขากลับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างเดินตรงผ่านหน้าต่างมา และโผนกระโจนเข้าใส่เขา เขาเบี่ยงตัวหลบได้ทัน แต่แล้วกลับรู้สึกได้ถึงอีกอย่างที่เกิดขึ้น
กลิ่นแก๊ส?
"บ้าเอ๊ย!"

1.
กลิ่นห้องพักนี่ดูดีแตกต่างจากสภาพภายในห้องพักมากราวฟ้ากับเหว
ผมเดินย่องผ่านกองหนังสือที่วางเรียงกันอยู่บนพื้นตามตำสั่งของคุณป้าเจ้าของห้องพักนี่ที่ย้ำนักย้ำหนาราวกับเป็นเรื่องขอคาดบาดตายว่า
"ห้ามเคลื่อนย้ายอะไรก็ตามในห้องพักเด็ดขาด!"
แต่จากสภาพตรงหน้านี้ มันช่างขัดใจคนเจ้าระเบียบอย่างผมเหลือเกิน จนผมอดไม่ไหวที่ต้องก้มลงไปกวาดหนังสือออกข้าง ๆ
"ใครใช้ให้นายมาย้ายของของฉัน!"
ใครบางคนพูดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด ผมเงยหน้าขึ้นมองก็พบชายหนุ่มวัยเดียวกัน รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตามาตรฐานกำลังยืนพิงผนังกำแพงแล้วจ้องมองผมตาเขม็ง.. เอ๊ะ หรือไม่ได้จ้องนะ?
"ก็พื้นมัน.."
"นายชื่อไทยคมใช่ไหม?"
ผมพยักหน้ารับเล็ก ๆ
"เรียกเราว่าเอสเฉย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องเรียกไทยคมหรอก"
"ได้ เอสเฉย ๆ" เขาพูดทวนชื่อผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย แถมยังจ้องผมไม่ยอมกะพริบตาเลยแม้แต่น้อย "นี่ป้าภาไม่ได้บอกนายหรือไง ว่าอย่าขยับอะไรก็ตามในห้องนี้"
ผมพยักหน้า พลางมองไปรอบ ๆ ห้อง
"ก็บอกแล้ว.. แต่ห้องนี้มันรกเกินกว่าที่ฉันะรับได้.."
"พอ.." เขายิ้มออกมาเล็ก ๆ อย่างเจ้าเล่ห์ "..เอาเป็นว่า นายเดินตามฉันมานี่ และห้ามเคลื่อนย้ายอะไรเป็นอันขาดนะ"
ครับบบบบบบ.. จะย้ำนักย้ำหนาอะไรบ่อยขนาดนี้ และถึงแม้มันจะขัดใจผมมากแค่ไหนก็ตาม ผมก็จำต้องยอมเดินผ่านกองหนังสือกองใหญ่ตามเขาที่เดินเกาะกำแพงไปเรื่อย ๆ จนถึงโต๊ะรับแขก
เขาลากเก้าอี้ออกมาให้ผมนั่ง ก่อนจะเดินอ้อมไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง ผมขอบคุณเขาเล็ก ๆ ก่อนจะนั่งลง
"ฉันรู้ประวัติคร่าว ๆ ของนายมาจากผู้กองแล้ว แต่ฉันอยากได้ยินประวัติจากปากนายเองมากกว่า.." เขาพูดพลางจิบกาแฟในแก้วที่ตั้งอยู่ในระยะมือเล็กน้อย "..เล่าเรื่องของนายมา นายเอสเฉย ๆ"
ผมถอนหายใจออกเบา ๆ จัดแจงร่างกายให้ดูมั่นใจ ก่อนจะเริ่มพูดออกไป
"เราชื่อไทย.."
"ใช้คำว่าฉัน" เขาพูดขัดทันทีที่ผมอ้าปาก "นายพูดเรื่องของนายคนเดียว อย่ามาใช้คำว่าเรา จะใช้ฉันหรือผมก็เลือกเอา"
ผมกำหมัดแน่น คิดจะโกรธแต่ก็โกรธไม่ได้ ได้แต่นึกโทษตัวเองที่ตบปากรับคำมารับงานนี้เองตั้งแต่แรก
"ผมชื่อไทยคม.. ไทยคม เหนือน่านฟ้า ชื่อเล่นชื่อเอส ปัจจุบันยังศึกษาอยู่ชั้นปีที่สี่ มหาวิทยาลัย s ต้องการมาสมัครงานที่นี่เพื่อไปทำเป็นงานวิจัยในการศึกษาเรื่องของวาทศิลป์ในการสืบสวนสอบสวน.."
เขายังคงจิบกาแฟโดยแทบจะไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ผมหยุดพูด
"น่าเบื่อชะมัด.." เขาบ่นพลางหันไปรอบ ๆ "..เอางี้ ฉันไม่สนใจแล้วว่านายจะเป็นใคร มาทำอะไร แต่ฉันจะรับนายมาเป็นผู้ช่วยด้วยหลักการหนึ่งข้อ"
ผมคิ้วขมวด
"หมายความว่ายังไง?"
เขายิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
"นายตั้งคำถามอะไรฉันก็ได้ ถ้าฉันถูกใจ ฉันจะรับนายเข้าทำงาน.. เริ่ม!"
ผมกำลังจะอ้าปากถามถึงรายละเอียดเพิ่มแต่ก็ต้องชะงักไว้ก่อน ก่อนจะพยายามมองไปรอบ ๆ เพื่อหาสิ่งที่จะถาม ก่อนจะไปสะดุดตากับกองหนังสือที่วางกันอย่างสะเปะสะปะบนพื้น ผมหันมามองหน้าเขา และมองไปยังแก้วกาแฟที่เหลือเพียงคราบกาแฟ
"นายอ่านหนังสือพวกนั้นได้ยังไง?"
เขายิ้มกว้างใส่ผม คิ้วเลิกขึ้นจนหน้าผากย่น
"นายหมายความว่ายังไง?"
"ก็.." ผมรู้สึกกดดันเล็กน้อยที่รู้สึกเหมือนถูกเขาจ้องกดดันผมอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ "..นายตาบอดไม่ใช่หรือไง?"
เขาตบโต๊ะแล้วร้องไชโยออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะดึงหน้าผมเข้าไปชิดจนจมูกชนกัน จนทำให้ผมต้องผลักตัวเขาออก
"ทำบ้าอะไรเนี่ย?!"
"ก็นายเป็นคนแรกที่ดูออกว่าฉันตาบอด.." เขาพูดอย่างภาคภูมิใจ "..คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่วางแผนวางกองหนังสือไว้แบบนั้นแล้วฝึกเดินทุกวัน คนที่มาสัมภาษณ์จะได้ไม่สงสัย"
โอ้โห แผนสูงมาก อันนี้ผมต้องนับถือมาก
"งั้น.."
"ยังไม่ต้องพูดอะไร" เขาตัดบทผมอีกครั้ง "นายตามฉันมา ฉันมีงานแรกที่จะให้นายช่วยทำ"
ผมคิ้วขมวดอย่างสงสัย (อยู่กับเขานี่มีเรื่องให้คิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา)
"งานอะไร?"
เขายังคงยิ้มแบบเจ้าเล่ห์อยู่เช่นเดิม
"อ่านหนังสือให้ฉันฟัง"

2.
ผู้กองเดินตรงมาหาผมทันทีที่เห็นหน้าผม สีหน้าเขาดูเป็นกังวลเล็กน้อย
"เจอเขาแล้วหรือยัง?"
ผมพยักหน้า พลางเบี่ยงตัวให้เห็นเขาที่ยืนพิงกำแพง ใส่แว่นตาสีดำปิดดวงตา ราวกับว่ากำลังถ่ายแบบอยู่ยังไงยังงั้น ผู้กองพยักหน้าให้ผม
"ทน ๆ หน่อยละกัน เขาอาจจะทำตัวแปลก ๆ อยู่หน่อย แต่เขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร.." ผู้กองพูดพลางหันมามองหน้าผมยิ้ม ๆ "..จริง ๆ คู่เธอกับนะก็เหมือนกับโฮล์มส์กับหมอวัตสันเลยนะ ต่างกันแค่คนพิการเป็นโฮล์มส์เองนั่นแหละ"
ผมยิ้มรับเล็ก ๆ ก่อนจะสังเกตได้ว่า นะเดินมาอยู่ข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"ผู้กองครับ.. ถึงผมจะตาไม่เห็น แต่หูผมได้ยินชัดทุกประโยคนะครับ" นะพูดประชด ผู้กองยักไหล่เบา ๆ ก่อนจะยื่นกระดาษในมือส่งให้ผม
"นี่เป็นเอกสารระบุรายละเอียดของคดีที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ลองอ่านดูก่อนก็แล้วกัน ในนี้มีประวัติของผู้ตายอยู่ด้วย"
นะยื่นมือมากวาดลงบนกระดาษใบนั้น ก่อนจะทำหน้าบึ้งตึงใส่ผู้กองทันที
"กะแล้วเชียวว่าต้องไม่มี"
ผู้กองยักไหล่
"นายมีผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่แล้ว คงไม่มีความจำเป็อะไรที่จะต้องเอาข้อมูลไปทำอักษารเบรลล์ให้ยากหรอก จริงไหม?"
นะยักไหล่ แต่สีหน้าก็พอเดาออกได้ว่าไม่พอใจอยู่หน่อย ๆ
ผมพิจารณาเอกสารในมืออย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่แล้วนะก็คล้องแขนผมกับเขาไว้ด้วยกัน แล้วเขาก็เอาหัวมาซบไหล่ปม ทำราวกับเป็นคู่รัก ผมพยายามสะบัดตัวเขาออกแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย
"อยู่นิ่ง ๆ ฉันต้องการใช้สมาธิ"
"ก็ยืนเฉย ๆ สิ จะมาซบทำไม?"
"ไม่ได้ ฉันต้องปิดหูหนึ่งข้าง"
"ก็มือปิดสิ มือนายก็มี"
"ไม่ได้ มือฉันมันอาจจะทรยศฉันเมื่อไหร่ก็ได้.."
ไร้สาระที่สุด ผมได้แต่กลอกตามองบนให้กับเหตุผลของเขาในข้อนั้น
"แล้วนายจะปิดหูไปเพื่ออะไร?"
เขายืนนิ่งอยู่ท่านั้นสักพัก ก่อนจะถอนตัวออกแล้วตอบคำถามผม
"ถ้าได้ยินมากเกินไปก็อาจจะโดนหลอกได้.. นำฉันไปที่ศพ"
ผมพยักหน้า ก่อนจะจูงเขาเดินตรงไปยังจุดที่พนักงานชี้ว่ามีศพนอนอยู่ ผมพิจารณามองก็พบซากแมวและศพอีกสองคนนอนอยู่ในสภาพไหม้เกรียม หนึ่งในนั้นถือปืนอยู่ และขมับเขามีรูกระสุนเป็นวงกว้าง ในขณะที่อีกคนนั้นถือกระเป๋าใบสีเงินเอาไว้
"เห็นอะไรบ้าง? พูดมา"
ผมมองไปยังพื้นที่รอบ ๆ บ้านที่ถูกเผาจนเป็นตอตะโก ก่อนจะเริ่มอธิบายให้เขาฟัง
"มีสองศพนอนอยู่ตรงกลางบ้าน.."
"เดาไว้ไม่ผิด" เขาดีดนิ้วทันทีที่ผมพูดประโยคนั้น ก่อนจะสะกิดให้ผมพูดต่อ
"..รอบ ๆ บ้านก็โดนเผาจนไหม้ไปหมด แทบไม่มีอะไรเหลือซากเดิมเลย"
"มันไม่ได้ถูกเผา.." เขาสวนผมกลับ "..ที่นี่ถูกระเบิด นายไม่ได้กลิ่นแก๊สหรือไง?"
ผมพยายามทำจมูกฟุดฟิดก็พบว่า มีกลิ่นของแก๊สอยู่ในอากาศจริง ๆ เขาสะกิดผมเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
"เล่าต่อ.. แต่ช่วยเล่าเฉพาะที่จำเป็นได้ไหม อะไรพวกนี้ฉันเดาเอาก็ได้"
ผมมองเขาเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกเบา ๆ แล้วพยายามสังเกตรอบ ๆ เพื่อหาความผิดปกติ แต่ดูแล้วก็ยังไม่พบอะไรอยู่ดี
"บ้านทั้งหลังมันโดนเผาเกรียมขนาดนี้ มันจะยังมีอะไรให้สังเกตได้อีกล่ะ.."
"โป๊ะเชะ!" เขาดีดนิ้วออกมาอย่างดีใจ "นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากได้ยิน ไม่มีก็คือไม่มี ไม่ใช่พยายามให้มันมีแบบคนก่อน ๆ"
ไม่รู้ว่าผมควรจะดีใจดีไหม แต่มันก็ทำให้ผมเริ่มรู้สึกมีกำลังใจในการทำงานขึ้นนิดหน่อย ก่อนที่เขาจะขอให้ผมลากออกไปนอกตัวบ้าน แล้วนั่งลงที่ขอบถนน
"นายพูดรายชื่อผู้ต้องสงสัยให้ฉันฟังหน่อย"
ผมพลิกหน้าเอกสารที่ผู้กองให้มา ก่อนจะเริ่มอธิบายรายละเอียดของผู้ต้องสงสัยแต่ละคนให้เขาฟัง
"ผู้ต้องสงสัยมีสามคน เป็นคนที่ไม่มีพยานยืนยันเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่บ้านหลังนี้เกิดเพลิงไหม้.." ผมอ่านตามเอกสารนั้น "..คนแรกชื่อเขตต์ เป็นนักศึกษา อาศัยอยู่บ้านตรงกันข้าม ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เขาบอกว่าไม่ได้ออกไปไหนเลยจากบ้านตั้งแต่เช้า รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิด พอมองออกมานอกหน้าต่าง พยายามหาต้นเสียง ก็พบว่าบ้านตรงข้ามไฟไหม้เรียบร้อยแล้ว.."
"แล้วทำไมไม่โทรแจ้งความ?" นะสันนิษฐานทันทีที่ผมเล่าจบ "ได้ยินเสียงปืนแต่กลับไม่ได้สงสัย ต้องรอจนถึงเสียงระเบิดก่อนถึงจะออกมาสังเกตได้.. คนต่อไป"
ผมพลิกหน้าเอกสารไปยังคนต่อไปแล้วพูดต่อ
"คนที่สองชื่ออำนวย เป็นคุณลุงที่อาศัยอยู่บ้านหลังข้าง ๆ มีประวัติการไม่ลงรอยกับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มาก่อน ในช่วงเกิดเหตุ ลุงอำนวยอ้างว่ากำลังสูบบุหรี่อยู่บนดาดฟ้าบ้านตัวเอง แล้วบังเอิญได้ยินเสียงปืนนัดแรก ก็เลยปาบุหรี่ทิ้งแล้ววิ่งไปแอบในห้องนอนทันทีเพราะกลัวถูกทำร้าย หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดตามมาทันที.."
ผมหันไปมองหน้านะเล็กน้อย สีหน้าเขาไม่ได้ดูสนใจคนนี้แต่อย่างใด ก่อนจะสะกิดให้ผมเล่าต่อ
"คนสุดท้ายชื่อมารุตต์ เป็นคนรับใช้ของบ้านที้เกิดเหตุนี่แหละ แต่ช่วงเกิดเหตุเขาอ้างว่าไม่อยู่บ้าน เพราะแอบไปหาชู้ที่อยู่บ้านหลังถัดไป แต่คนที่ถูกอ้างว่าเป็นชู้ให้การปฏิเสธต่อคำอ้างนั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยหลักของคดีนี้"
ทันใดนั้น นะก็มีใบหน้ายิ้มกริ่มทันที เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ผมและเริ่มถาม
"ในนี้เขียนประวัติผู้ตายทั้งสองคนนั้นเอาไว้ไหม?"
ผมพลิกหน้าเอกสารไปมาแต่ก็ไม่พบประวัติของผู้ตายทั้งสองคน มีเพียงข้อความสั้น ๆ ที่ถูกเขียนไว้ตรงบันทึก
"เห็นว่าศพของทั้งสองคนถูกเผาไหม้จนไม่เหลืออะไรให้ระบุตัวตนของสองคนนี้ได้เลย"
นะพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อ
"แล้วที่ศพของสองคนนั้น ไม่มีอะไรแปลก ๆ จริงใช่ไหม?"
ผมพยายามนึกภาพย้อนไปถึงศพของสองคนนั้น ก่อนจะเริ่มเล่ารายละเอียดให้เขาฟัง
"ก็.. ศพนึงถือปืนเอาไว้ และมีรอยกระสุนอยู่ตรงกลางกะโหลกของเขา ส่วนอีกคนก็ถือกระเป๋าใบสีเงินเอาไว้.." เอ๊ะ เหมือนผมคิดอะไรได้บางอย่าง "..หรือคนที่ถือปืนจะฆ่าตัวตาย?"
นะหัวเราะออกมาราวกับจะเยาะเย้ยผม
"เอางี้ นายคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่ไหนในบ้านได้บ้าง?" เขาถามผมต่อ "ที่ ๆ สามารถมีแก๊สเกิดขึ้นได้"
"ห้องครัว.." ผมคิ้วขมวด "..แล้วมันเกี่ยวอะไรยังไงกันแน่?"
นะลุกขึ้น ก่อนจะดึงตัวผมให้ลุกขึ้นตามมาด้วย เขาคล้องแขนผมไว้แล้วหันมากระซิบข้าง ๆ
"ฉัน.. นักสืบนะ จะบอกให้"

3.
ผู้กองเดินออกมาจากห้องพิสูจน์หลักฐานก็พยักหน้าให้ทันทีที่เห็นหน้าผมและนะ
"กระเป๋านั่นเป็นกระเป๋าที่ทนความร้อนได้สูง มันเลยไม่ถูกเผาตามไปด้วย"
"ของข้างในล่ะ?" นะถามทันที
"เงินสดจำนวนสามล้านบาท"
"สามล้านบาท?!" ผมทวนคำเสียงดัง พลางนึกย้อนไปถึงสถานที่เกิดเหตุ "ทำไมถึงมีกระเป๋าเงินมูลค่าสูงขนาดนั้นอยู่ในห้องครัวได้ล่ะ?"
นะสะกิดตัวผมให้หยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาผู้กองแล้วยิ้มกว้าง
"เอาเป็นว่า ผมขอบคุณผู้กองมากนะครับ"
นะกำลังจะลากผมออกไปจากตรงนั้น แต่ผู้กองกลับทักขึ้นเสียก่อน
"แล้วเรื่องเพลิงไหม้ล่ะ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
นะส่งเสียงอ้อขึ้นเบา ๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ผู้กองเล็ก ๆ
"จริง ๆ จะเรียกว่าวางเพลิงคงไม่ได้หรอกครับ เพราะเจ้าตัวน่าจะไม่ได้ตั้งใจทำ.. แต่ถ้าอยากรู้ความจริงจากปาก ลองไปถามคุณลุงอำนวยดูก็แล้วกันครับ"
ผู้กองคิ้วขมวดเล็กน้อยกับคำพูดของนะ ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วนะก็ลากผมออกมาจากสำนักงานตำรวจ และให้ผมพาจูงกลับบ้าน แต่นั่นทำให้ผมคิดไม่ตกเลย
"ให้เลือกหนึ่งเรื่อง"
นะพูดกับผมทันทีราวกับอ่านใจได้ ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจถามเรื่องลุงอำนวยไป
"เรื่องนั้นน่ะเหรอ ไม่ยาก.." นะพูดด้วยมบหน้าเรียบเฉย.. ซึ่งจริง ๆ ผมก็เริ่มชินใบหน้านี้ของเขาแล้วล่ะ "..เขาเป็นคนพูดเองใช่ไหมล่ะ ว่ากำลังสูบบุหรี่อยู่บนดาดฟ้า แล้วเผลอโยนบุหรี่ลงมาจากดาดฟ้าโดยไม่ทันตั้งตัวน่ะ"
ผมพยักหน้า.. แต่คิดว่าเขาคงไม่เห็น ผมจึงพูดแทน
"จำได้" ผมตอบ เขายิ้มเล็กน้อย
"และนายยังจำได้ใช่ไหม ว่าที่บ้านหลังนั้นมีกลิ่นของแก๊สอยู่"
"อือฮึ.." ผมเริ่มคิ้วขมวด ก่อนจะตีความอะไรบางอย่างได้ "..อย่าบอกนะว่า ก้นบุหรี่นั่นมันจะบังเอิญไปโดนแก๊สพอดี ก็เลยเกิดระเบิดขึ้นน่ะ!"
"เก่งมาก!" เขาพูดพลางยื่นมือมาลูบตรงหน้าอกของผมราวกับจะชื่นชม "นายนี่ก็เก่งไม่เบาเลยนี่นา"
แต่นั่นยังไม่ได้ไขข้อสงสัยของผมทั้งหมด
"โอเค มันเป็นไปได้ อาจจะ.." ผมพูด "..แต่ถ้าคุณลุงอำนวยแค่เป็นคนทำให้เกิดเพลิง แล้วใครคือคนที่ปล่อยแก๊สในบ้านหลังนั้นล่ะ?"
นะได้ยินผมพูดประโยคนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
"นี่ไง ข้อเสียของการใช้สายตามองรูปคดีมากเกินไป.." เขาพูดพลางเอื้อมมือมาลูบบริเวณแก้มของผม "..นายคงกำลังคิดสินะ ว่าชายคนที่ถือปืนกำลังคิดฆ่าตัวตาย.."
ผมเริ่มคิ้วขมวดหนักขึ้น ฝีเท้าของผมเริ่มออกเดินช้ากว่าเดิม
"นายจะบอกว่า นี่เป็นการฆาตกรรมเหรอ?"
"ใช่" เขาตอบทันที "นี่เป็นการฆาตกรรม แต่ถูกจัดฉากให้ดูเหมือนฆ่าตัวตาย แต่กลับโชคร้ายด้วยอุบัติเหตุอีกทีหนึ่ง"
ซับซ้อนไปอีก.. ผมได้แต่คิดในใจและพยายามทบทวนเรื่องราว โดยมีนะที่คอยเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผมฟัง
"ถ้าศพนั้นกำลังคิดจะฆ่าตัวตายจริง ๆ แล้วทำไมถึงมีอีกศพหนึ่งถือกระเป๋าอยู่ล่ะ แถมในกระเป๋านั้นก็มีเงินจำนวนตั้งสามล้าน"
นั่นสิ อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าคิด
"เป็นไปได้ไหมว่า สองคนนี้ตายกันคนละเวลา?" ผมตั้งข้อสันนิษฐาน "สมมติว่าชายคนแรกยิงหัวตัวเองตายไปนานแล้ว แล้วมีชายอีกคนหนึ่งเข้ามาในบ้าน เพื่อมาขโมยเงินสามล้าน.."
ผมชะงักไปเล็กน้อยพลางคิดย้อนดูสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ แล้วก็ได้ข้อสรุปว่ามันช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ทำไมชายอีกคนถึงรู้ได้ว่าบ้านหลังนี้มีเงินอยู่สามล้านในห้องครัว
"เรื่องมันมีอยู่ว่า.." นะเริ่มเรียบเรียง "..ชายคนนี้เข้ามาในบ้านหลังนี้เพราะต้องการเงินสามล้านบาทในกระเป๋าใบนั้น แต่บังเอิญว่าพบชายคนหนึ่งอยู่ในบ้าน เขาจึงจัดการฆ่าปิดปากชายอีกคนซะ แต่โชคร้าย.. เขากลับถูกฆ่าตายอีกครั้งด้วยแมว"
"แมว?" ผมทั้งอึ้งและงง แมวเป็นฆาตกรเนี่ยนะ ฟังยังไงก็มหัศจรรย์เป็นบ้า และอีกอย่าง.. "นายรู้ได้ยังไงว่ามันมีซากแมวอยู่ตรงที่เกิดเหตุ"
"ไม่เห็นยาก ขนแมวลอยฟุ้งซะขนาดนั้น" นะยังคงพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย "และใช่ แมวนี่แหละที่เป็นฆาตกรตัวจริงในคดีนี้"
"ยังไง?"
"ก็แมวเป็นคนกระโดดมาเปิดวาล์วแก๊สไง"
มห้ศจรรย์! คดีนี้มันจะมหัศจรรย์เกินไปแล้ว!
"แล้วถ้าอย่างนั้น เรื่องเงินสามล้านบาทนั้นล่ะ มันเกี่ยวอะไรกับคดีนี้ด้วย?"
"ไม่เกี่ยวหรอก" นะยักไหล่ "เว้นเสียแต่ว่า เราจะรู้ว่าศพสองคนนั้นเป็นใคร และเกิดอะไรในบ้านหลังนั้นกันแน่"
SHARE
Writer
Doratong24
Troublemaker
Writer | Photographer | Programmer | Creator | Thinker

Comments

23rdHint
2 years ago
สุดยอด 👍 😀
Reply
Doratong24
2 years ago
เป็นไงบ้างฮะ?
23rdHint
2 years ago
คาดไม่ถึงและสมน้ำหน้าไปในตัวค่ะ :D
(รอลุ้นอยู่ว่าเป็นเรื่องยาวที่มีตอนต่ออีกไหม แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไรเพราะสาระสำคัญของตอนนี้ก็ได้อยู่)
ชอบค่ะ อ่านแบบไม่รู้สึกตัวเลยว่าจบ น่าติดตาม
Doratong24
2 years ago
จริง ๆ ก็ตั้งใจเขียนเป็นเรื่องยาวฮะ แต่เอามาลงสักตอนก่อนเป็นการทดสอบ5555 ขอบคุณที่ชอบนะครับบบ :)
adindarinii
2 years ago
👍🏼👍🏼👍🏼
Reply
Doratong24
2 years ago
ขอบคุณครับ