+ ก้าวที่ 3 + "ฉันสัญญา"
+ ก้าวที่ 3 +
"ฉันสัญญา"  

          ร้านอาหารเรือนไม้กลับมาสงบอีกครั้ง เก้าอี้ ผ้าปูโต๊ะ ถูกเก็บเป็นระเบียบ ภายในห้องโปร่งที่ถูกตกแต่งด้วยต้นไม้ดูสะอาดเรียบร้อย ราวกับไม่เคยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงเสียงเก็บอุปกรณ์เช็ดถูช้า ๆ ตามด้วยเสียงบ่นว่า
          "วู่ แม่เจ้าโว้ย ทำไมวันนี้ คนเข้าออกร้านคนต่อคนอย่างกับมดขนน้ำตาล ฉันกับพี่ ๆ คนงานเดินกันจนเท้านี่ลากพื้นดังแครก ๆ" เสียงบ่นเรื่อยเฉื่อยดังมาจากฮาลิเม่
          "นั่นดิ เธอก็ด้วยหรอ" เจ้าของนัยน์ตาซุกซนสีฟ้าถาม
          "ไม่ต้องมาทำบ่น ฉันเดินเยอะกว่าแก แถมวิ่งวุ่นไปทั่วร้านรวมระยะทางได้เป็นสิบ ๆ กิโลฯ แล้วอย่านึกว่าฉันไม่เห็นว่าแกแอบอู้นะ ไมลส์" เด็กสาวดวงตาสีดำว่าด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ ตามนิสัย
          "ฉันเปล่าอู้ ก็มันเมื่อยจริง ๆ นิ" เด็กชายตอบตามความจริง สภาพสีหน้าเหนื่อยล้าไม่ต่างกัน ฮาลิเม่ปรายตามองไมล์ เชื่อสายตาแล้วว่าเขาต้องเมื่อยขนาดไหนในระหว่างการยืนทำอาหารที่ต้องรวดเร็ว แข่งกับรายการสั่งอันดุเดือด เธอได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นใหม่
          "ฉันไม่เข้าใจเลย ให้ตายเถอะ วันนี้แผ่นดินจะวิปโยครึไง แขกในร้านถึงสั่งเอา ๆ แบบไร้ปรานีขนาดนี้" เธอกระแทกตัวลงนั่งบนพื้นซึ่งตัวเองพึ่งถูเสร็จไปหมาด ๆ ทำท่าเหมือนอยากจะหยั่งรากให้งอกเสียตรงนั้น ฮาลิเม่ถอนหายใจยาวอีกครั้ง ความล้ากัดกินทุกอวัยวะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

          พนักงานทุกคนรวมถึงเหล่าพ่อครัวในร้านต่างมีสภาพราวกับนัดกันมา มันช่างเป็นวันที่สาหัสเอาการสำหรับทุกคนในร้านจริง ๆ ยิ่งใกล้เข้าช่วงเวลาสองทุ่มเท่าไร ก็ราวกับแขกที่มาจะสั่งอาหารกันจนคนในร้านแทบไม่ได้มองหน้ากัน แม้แต่เสียงแจ้ว ๆ ที่ควรจะกวนประสาทของไมลส์ ยังเงียบหายอย่างน่าประหลาด 

          แอนเจลิก้า ที่มีตำแหน่งเป็นทั้งเจ้าของร้านและครูสอนมารยาทของฮาลิเม่ มองมาอย่างเห็นใจ หล่อนเองระหว่างทำหน้าที่ควบคุมทั้งงานหน้าร้านและงานครัว ก็ยุ่งจนไม่มีเวลามองหน้าพนักงานร้านตัวเองเช่นกัน ถึงกระนั้นเธอก็รู้วิธีเยียวยาสองพี่น้องตระกูลรุสท์ดี หญิงสาววัยสามสิบต้น ๆ คว้ากล่องซิกาแรตออกมาจากกระเป๋ากางเกงขายาวสีดำรัดรูป พร้อมหยิบไฟแช็คที่ทำจากโลหะสีเงินแกะลาย จุดบุหรี่ตัวหนึ่งขึ้นมาสูบ แล้วเดินหายไปในห้องครัว

          ทุกคนในร้านทยอยกลับบ้านกันจนหมด เหลือไว้แต่สองพี่สองตระกูลรุสท์ที่ยังนั่งเอกเขนกอยู่บนพื้น ซึ่งลงความเห็นได้ว่าน่าจะไม่มีแรงลุกแล้วมากกว่า ยังคงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้
          "แกว่าลุงมาที่ร้านทำไม" เด็กสาวผมประบ่าเอ่ยถามคนข้างตัว
          "ลุงไหน" เด็กชายถาม
          "ก็ ลุงรุสท์ พ่อแกน่ะสิ" เธอมองเขาอย่างเอื่อม ๆ
          "บ้าเล่า พ่อฉันชื่อ ฟลอยด์" ไมลส์ตอบทำท่าตกใจ
          "เอ๊ะ แกนี่ยังไง" เธอเริ่มยัวะเล็กน้อย
          "เรื่องจริง" ยังมีหน้ามาย้อนหน้าตาย ฮาลิเม่ส่ายหัวช้า ๆ ก่อนสวนกลับดัดเสียงหวาน
          "เจ้าข้า คุณชายไมลส์ รุสท์ วันนี้ อิฉันได้รับเกียรติให้ต้อนรับ ท่านลอร์ด ฟลอยด์ รุสท์ ที่เสด็จมาเยือนถึงร้านอาหารคุณแม่นางฟ้า แอนเจลิก้า เดล เลยนะเจ้าคะ" คำตอบของเธอคราวนี้เรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากเด็กชายอย่างง่ายดาย
          "เอ๊า ท่านลอร์ดเหรอ เออ ๆ นั่นพ่อฉันเองแหละ" เขาตอบพลางเอามือตบบ่าพี่สาวดังป้าบ จนเธอสะดุ้ง เล่นทำเธออยากเอากำปั้นต่อยพุงที่กระเพื้อมขึ้นลงอย่างขำขันสักรอบสองรอบ ถ้าไม่ติดตรงนี้เธอไม่อยากเสียงแรงไปมากกว่านี้โดยใช่เหตุ
          "เออ ท่านลอร์ด พ่อ แกกับฉันนี่แหละ"
เธอเน้นหนักคำว่าพ่อราวกับจงใจ ก่อนพูดเข้าเรื่อง
          "แถมได้บัตรเชิญแปลก ๆ ที่มีตราอะไรสักอย่างสวย ๆ ตรงกลาง แล้วลงชื่อใครสักคนที่ริมล่างขวา แค่นั้นเอง" เด็กชายเลิกคิ้วขึ้นข้างอย่างสงสัย พลางถามต่อไป
          "บัตรเชิญอะไร จากใคร"
          "ถ้าฉันรู้ ฉันจะมาถามแกไหม"
          "เออ จริง" เขาว่าขึ้นเหมือนพึ่งนึกได้ ทำให้เด็กสาวถึงกับส่ายหน้าปลงใจ ก่อนว่าขึ้นใหม่
          "แต่ที่เห็นแวบ ๆ จากบัตรเชิญเนี่ย...ชื่ออะไรน้า...." เธอหรี่ตาอย่างครุ่นคิด
          "น้า..." ไมลส์ต่อเสียงท้ายให้ระหว่างรอเธอคิดให้ออก
          "อะไร เวน ๆ เว้น ๆ ว๊า..." เธอลากเสียงยาว 
          "แว่นหรอ" ไมลส์ช่วย 
          "ไม่ใช่" เธอปฏิเสธ
          "เว้นวรรค" เขายังพยายาม
          "นั่นก็ไม่" แต่เธอก็ปฏิเสธ
          "แล้วอะไร" เขาถาม
          "ก็... โอ ๆ อู ๆ เว้น ๆ"
          "งั้น อู้เวร"
          "นั่นก็ผิด"
          "โอ้! เวร"
          "นั่นคำอุทานไหมละ"
          "ไอ้เวร!"
          "นี่แกหลอกด่าฉัน" เธอหันควับ
          "เอ๊า เวร! ฉันเปล่า ก็ช่วยคิดอยู่นี่ไง" น้ำเสียงเรื่อย ๆ เหมือนหวังดีแต่แววตากลับกระยิ้มกระย่องเสียนี่ ทำให้เธอไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจที่มันอุตส่าห์ช่วยคิดดี แต่แล้วขณะที่แอบด่าเด็กชายอยู่ในใจ ชื่อชื่อหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัว ก่อนเธอจะตะโกนลั่นเอามือชี้ไปข้างหน้าว่า
          "โอเวน!"
          "เธอเรียกใคร" ไมลส์ถาม
          "ก็โอเวนไง" ฮาลิเม่ตอบหน้าซื่อ หันมาสบตาไมลส์
          "ไหน ไม่มี เราอยู่กันสองคน เธออย่าทำฉันขนลุก" เขาหันซ้ายหันขวา ว่าขึ้นเสียงตื่น ๆ เอามือลูบแขนเบา ๆ
          "โอเวน เขามาที่นี่" เธอแน่นเสียงหนัก
          "ฮึ้ย มาที่ไหน ไม่มี๊" ไมลส์เริ่มขวัญเสีย
          "ที่่ร้านอาหารนี่ไง" เธอรู้จุดอ่อนเขาดี จึงแกล้งทำเสียงเครียด ก่อนพูดสมบทกลับไปว่า 
          "ฉันคิดว่าเขาจะไปสู่สุคติแล้วซะอีก คุณโอเวนที่ชอบแวะมาร้านของเล่น บ้านเราบ่อย ๆ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา แถมซื้อของทีแทบจะกวาดร้าน ขนาดคู่แข่งฝั่งตรงข้ามยังอ้างปากค้างไปเลย"
          ฮาลิเม่เปรยขึ้นช้า ๆ เสียงชวนสยองเกล้า ไมลส์ใจไม่ดีนั่งขยับเข้ามาหาพี่สาวราวกับต้องการที่พึ่งพิง
          "หนะ ไหนเธอว่าเขาหล่อไง คะ คนหล่อ ๆ จะตายง่าย ๆ ได้ไง" เด็กชายเริ่มพูดเสียงตะกุกตะกัก เด็กสาวรู้สึกได้ถึงเวลาที่จะต้องเอาคืน เธอว่าต่ออย่างใจเย็น
          "คนหล่อน่ะ มักเป็นเป้าสายตา ใคร ๆ ก็อยากฆ่ากันทั้งนั้น"
          "เธอมันโรคจิต" ไมลส์ว่าหน้าเหยเก ฮาลิเม่เห็นทีได้จังหวะจึงกล่าวต่อ
          "ไม่เชื่อ แกหันไปทางห้องครัวสิ..." สายตาจริงจังจากพี่สาว ทำให้เด็กชายที่กลัวผีขึ้นสมอง แต่ก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เธอบอก จำใจต้องหันไปมองที่ห้องครัวอย่างหวาด ๆ ก่อนบางอย่างที่ปรากฏต่อสายตาจะทำให้เขาตะโกนลั่นแล้วกระโจนเข้าหลบแผ่นหลังเล็ก ๆ ของฮาลิเม่

          "อ๊ากกกกกก~ ผี ๆๆๆๆๆๆๆๆ มายืนถือถ้วยซุปสูบบุหรี่ทำไมในห้องครัวอ๊าาาาาาาาา~" ได้ยินเพียงเท่านั้น เด็กสาวก็ระเบิดหัวเราะจนตัวโยน เอามือเล็ก ๆ ของตัวเองทุบพื้นดังสนั่น จนคนที่ถูกหาว่าเป็นผีกระชับมือที่ถือถ้วยซุปไว้มั่น พลางคิดว่า 'ไม่น่าทำของให้พวกมันกินเลย' ดวงตาสีเขียวมรกตมองสองพี่น้องสลับกันไปมา อีกคนทำท่ากลัวจนหัวหด ส่วนอีกคนนั่งตัวขดเอามือทุบพื้นขำราวกับคนบ้า ดูท่าว่าจะไม่มีทางอยู่กันแบบสงบ ๆ ได้เลยแม้แต่วันเดียว

          "พวกเธอเป็นบ้าอะไรห๊ะ ไปนั่งทำอะไรกันบนพื้น แล้ว เฮ้ สาวน้อย เลิกขำแล้วเอามือทุบเสียงดังสักที แล้วนั่นเป็นอะไรไปอีกคน ทำหน้าอย่างกับเห็นผี ร้านอาหารฉันไม่มีผี เด็กน้อย" เสียงพูดคุ้นหูจากหญิงสาว ทำให้ไมลส์เริ่มเงยหน้าขึ้นมามองผลงานชิ้นงามที่พี่สาวแกล้งหลอกเขาได้อย่างแนบเนียน
          "เธอทำฉันหัวใจจะวาย!"
          "ฮ่า ๆๆ ก็แกอยากกลัวผีเองทำไม"
          "ฉันเอาคืนแน่" เขาส่งสายตาเคือง ๆ ไปให้เด็กสาว
          "ฉันไม่รอให้แกมาเอาคืนหรอกนะ" เธอพูดกลั้นขำ ดวงตาที่เคยปรือตามนิสัยเรื่อยเฉื่อย กลับสว่างกลมโตดูสดใสน่ามองฉับพลัน มันทำให้เธอดูน่ารักอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งมองเขาก็ยิ่งเจ็บใจที่เผลอคิดชมเธอทุกครั้ง เวลาที่เธอเผลอตัวยิ้มและหัวเราะแบบนั้น คนเป็นน้องได้แต่กัดริมฝีปากแน่น จะด่าก็ด่าไม่ออก จะชมก็ไม่มีคงไม่มีวันนั้นหรอก ทำได้แต่เก็บความขุ่นเคืองไว้ในอก รอวันที่จะได้ทบต้นทบดอกเธอในอนาคต

          "เอา ๆ จะกินกันไหม ของฟรีน่ะ ฉันอุตสาห์ลงมือทำด้วยตัวเองเลยนะ" 
          เสียงดังมาจากห้องครัวอีกครั้ง หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมออกสองสามเม็ดเผยให้เห็นลำคอระหง ริมฝีปากแดงสดคาบซิกาแรตตัวโปรด ผมสีน้ำตาลเข้มถูกเกล้าม้วนขึ้นเป็นมวย ท่ายืนและมือเรียวที่กำลังคนซุปในหม้อดูทะมัดทะแมง ดวงตาสีเขียวมรกตเข้มเหลือบมามองเด็กทั้งสองเล็กน้อย คราวนี้ประสาทรับกลิ่นของสองพี่น้องกลับมาทำงานอย่างเต็มที่ ยิ่งพอได้ยินว่าเป็นของฟรีและแอนเจลีก้าลงแรงทำทั้งที มีหรือพวกบูชาอาหารอย่างฮาลิเม่และไมลส์จะปฏิเสธลง ในที่สุดเสียงท้องร้องและเสียงพูดประสานก็ดังขึ้นอย่างไม่ต้องนัดหมาย
          "ของฟรีฝีมือคุณแม่นางฟ้า~" หลังจากนั้นก็มีเพียงช้อนกระทบชาม ไม่ได้ยินเสียงการสนทนาจากสองพี่น้องตระกูลรุสท์อีกเลย 

          "ถ้าจะกลับมานอนเอาป่านนี้ แกสองคนไม่ไปขอเขาเป็นแม่ แล้วกินนอนมันที่นั่นเลยล่ะ"
          เสียงบ่นเรื่อย ๆ ดังมาจาก ฟลอยด์ รุสท์ เจ้าของร้านขายของเล่นที่แอบเส้นใหญ่ มีคนแวะเวียนมาอุดหนุนอยู่เป็นประจำ ทำเอาร้านคู่แข่งเจ้ากรรมอยู่ยากขึ้นทุกที 
          โดยเฉพาะช่วงหนึ่งปีมานี้ ที่มีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอาการ ใบหน้ายิ้มแย้มบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยอารมณ์ดี มาคอยเล่นมุกตบท้ายกับฟลอยด์และฮาลิเม่อยู่เสมอ ถึงการแต่งตัวจะดูพื้นเพ แต่ข้อสังเกตบางอย่างทำให้ฟลอยด์รู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา ซึ่งฟลอยด์ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เห็นแก่ที่เขาชอบกว้านซื้อของ จนพ่อค้าของเล่นอย่างฟลอยด์จวนจะกลายเป็นเศรษฐี พ่อค้าคนนี้จะยอมมองข้ามเรื่องนั้นไปก็ได้
          "ฉันควรจะถามลุงมากกว่าไหม ว่าไปทำอะไรที่ร้านของคุณแม่นางฟ้าเขาน่ะ"
ฮาลิเม่ถามเสียงเอื่อยเฉื่อย ขณะกำลังปิดประตูร้านซึ่งเป็นบ้านของพวกเขาสามพ่อลูก แล้วลงกลอนประตู
          "พ่อ ไม่ใช่ลุง" ฟลอยด์ยังยืนยัน
          "ก็เหมือนลุงนั่นแหละ" เธอเองก็ไม่ยอมแพ้
          "ลุงใช้เรียกพี่ชายของพ่อ" ฟลอยด์ตอบ
          "ก็ลองส่องกระจกดูสิ หน้าแก่กว่ารุ่นพ่อไปหลายขุม" เธอตอบน้ำเสียงจริงจัง
          "เออ ๆ ยอม ๆ" ผู้เป็นพ่อถอดใจยอมแต่โดยดี
          "แล้วจะตอบฉันได้รึยังที่ถามน่ะ" เธอถามย้ำ
          "จ้า คุณลูกสาว ก็แค่ลูกค้าเจ้าประจำของแก เขาชอบของที่ซื้อไป เลยอยากเลี้ยงตอบแทนมันก็เท่านั้นเอง" ฟรอยด์ตอบเสียงเรื่อย ๆ ทำให้รู้เลยว่าเด็กสาวได้นิสัยเอื่ิอยเฉื่อยมาจากใคร
          "แค่นั้น?" ฮาลีเม่สวนกลับทันควันแต่ยังไม่ทันที่ฟลอยด์จะได้ตอบ เสียงเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น
          "ตกลง คุณโอเวนอะไรนั้น ยังไม่ตายใช่ไหมลุง" คราวนี้กลายเป็นเด็กชายที่ยืนทำหน้ามุ่ย หันมาถามคนเป็นพ่อเสียเอง ฟลอยด์ที่กำลังใช้ตะเกียบม้วนเส้นสปาเกตตีใส่ปากถึงกับชะงัก
          "อะไรทำให้แกถามฉันแบบนั้นล่ะ" เขาเลิกคิ้วถาม
          "ก็ลูกสาวตัวดีของลุงน่ะ บอกว่าเห็นเขายืนเป็นผีอยู่ที่ร้านอาหารน่ะสิ ถามได้" ไมลส์ว่า
          "ลูกสาวตัวดีของฉัน มันก็พี่สาวแกไม่ใช่รึ" ฟลอยด์กลั่วหัวเราะ
          "เถียงไม่ออก แต่ขอบอกว่าหลอนมาก ๆ" เด็กชายทำหน้าเหยเก
          "ผีคุณโอเวน?" ฟลอยด์ถาม
          "ไม่ ฮาลิเม่ ต่างหาก" เด็กชายตอบ
          "ฮ่ะ ๆ ก็แค่เอาคืนนิด ๆ หน่อย ๆ ทำเป็นฟ้องพ่อตัวเองไปได้" ในที่สุดเด็กสาวก็หัวเราะแทรกการสนทนาของสองพ่อลูก
          "ไม่ได้ฟ้อง ก็ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าเขายังมีชีวิตอยู่รึเปล่า เอาให้ชัวร์ ๆ เข้าใจ๊" ไมลส์ถามเสียงสูง แต่ฮาลิเม่กลับหันหน้าไปถามฟลอยด์แทน
          "ฉันถามจริง ไอ้โรคกลัวผีขึ้นสมองของไมลส์ มันแก้ไม่หายจริง ๆ หรอลุง"
          "นั่นดิลุง ฉันละเบื่อไอ้อาการแบบนี้มาก พับผ่า กลายเป็นจุดขายให้ฮาลเลยเห็นมะ" เด็กชายกล่าวเสียงขุ่น แต่ยังไม่ทันที่ฟลอยด์จะได้ตอบคำถามของลูกคนไหน เขาก็จิ้มตะเกียบหมุนสปาเกตตีเข้าปากอย่างเมามัน เป็นภาพที่ทำให้ไมลส์และฮาลิเม่ต้องพูดขึ้นพร้อมกัน
          "แล้วเมื่อไรจะเลิกใช้ตะเกียบกินสปาเกตตีสักที ลุง!"
          "โธ่ ก็ฉันถนัดแบบนี้ ส้อมกับช้อนอะไรฉันใช้ไม่ค่อยจะได้หรอก พวกแกก็ปล่อย ๆ คนแก่ไปบ้างเถอะ" ฟลอยด์ว่าสำเนียงเอื่อย ๆ ปากก็เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
          "นั่นน่ะสิ หน้าแก่เกินวัยไปซะขนาดนี้" ไมลส์ว่าอย่างปลง ๆ ชายผู้เป็นพ่อจุปาก ก่อนเอ่ยไล่สองพี่น้อง มือข้างที่ถือตะเกียบโบกไหว ๆ เป็นสัญญาณจบการสนทนา
          "ไปเข้านอนได้แล้ว ไอ้พวกคุณลูกเทวดาทั้งสองพระองค์ ได้ทีละแหม เถียงคำไม่ตกฟาก"
ก่อนเขาจะลงมือกินอาหารจานโปรดตรงหน้า แม้มันจะดึกมากแล้วก็ตาม

          เสียงฝีเท้าเดินลงบันไดดังขึ้นเป็นจังหวะ เรียกให้ชายร่างสูงไว้หนวดยาวเฟอะฟะที่กำลังนั่งแกะสลักของเล่นไม้ ต้องหันกลับไปมอง
          "ลุง" เสียงฮาลิเม่ดังขึ้นเรียบ ๆ
          "อ่าว ฉันคิดว่าแกหลับไปแล้วซะอีก ฮาล" ฟลอยด์ตอบ
          "โธ่ ใครจะไปหลับลง ยิ่งเป็นตอนกลางคืนด้วย ลุงก็รู้อาการฉัน ฉันถึงได้ชอบหนีไปนอนใต้ต้นไม้ตอนกลางวันแสก ๆ ไง" เด็กสาวกล่าวเอื่อยเฉื่อย
          "แล้วไมลส์?" เขาถามพลางนั่งแกะสลักของเล่นต่อไป
          "นอนหลับตกเตียงไปแล้วมั้ง" เธอเข้ามานั่งข้าง ๆ มองดูของเล่นไม้ที่เริ่มจะเป็นรูปร่าง
          "อืม" ฟลอยด์ตอบรับง่าย ๆ ทำงานตรงหน้าต่อไป

          บรรยากาศในบ้านร้านของเล่นเงียบไปพักใหญ่ จนได้ยินเสียงนกกลางคืน เสียงลมพัดหน้าต่าง และกระดิ่งเสียงใสหน้าบ้านได้อย่างชัดเจน เมื่อตอไม้เล็ก ๆ ถูกทำให้กลายเป็นตุ๊กตารูปหมีจนเสร็จ ฟลอยด์ก็วางอุปกรณ์พร้อมหยิบพู่กันและจานสีมาเติมชีวิตให้กับเจ้าหมีไม้ 
          "ฮาล แกฝันบ่อยหรอ ช่วงนี้" ฟลอยด์พูดขึ้นสียงอ่อน
          "ก็ติด ๆ ถี่ ๆ กันมาหลายวันแล้ว" ฮาลิเม่ตอบดวงตายังคงมองที่เจ้าหมีไม้
          "ในฝันแกยังเห็นฉันยืนตายอยู่ไหม" เขาถามพลางกลั่วหัวเราะ
เด็กสาวเงียบไป เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เธอชอบฝันซ้ำ ๆ กัน ในหลายวันมานี้ ทุกอย่างที่เธอเห็น ทุกสิ่งที่ได้ยินและสัมผัส ทุกกลิ่นได้รับรู้ มันช่างเหมือนจริงราวกับไม่ใช่ความฝัน เหมือนจริงจนน่ากลัว... กลัวว่าเธอจะได้ลิ้มรสเหตุการณ์นั้นในชีวิตจริงเข้าสักวัน... 
          "ลุง...ร้องเพลงให้ฉันฟังหน่อยสิ" เธอเลี่ยงที่จะตอบ
          "โตขนาดนี้ ยังจะให้พ่อร้องเพลงกล่อมอีกเหรอ" ฟลอยด์รู้ความหมายของเธอดี
          "ถึงมันจะไม่เพราะ แต่ฉันว่าเสียงแย่ ๆ ของลุง ช่วยให้ฉันหลับโดยไม่ต้องฝันได้ดีทีเดียว" เธอว่าอย่างยิ้ม ๆ สบเข้ากับดวงตาสีฟ้าแข็งกระด้างของชายร่างสูงหนาสมส่วนที่นั่งระบายสีเจ้าหมีไม้อยู่ ก่อนเขาจำใจต้องวางพู่กันกับหมีน้อยลง ลุกขึ้นไปนั่งที่โซฟาเก่า ๆ แล้วกวักมือเรียกเธอ
          "เด็กน้อย มานี่มะ" เขาตบลงบนพื้นที่ว่างของโซฟา
          "ก็น่าจะน้อยจริง ทำไมฉันไม่สูงอย่างไมลส์บ้างล่ะลุง" ฮาลิเม่เดินมาหย่อนตัวลงอย่างว่าง่าย ก่อนเอาหัวทุย ๆ วางบนตักอุ่นของคนเป็นพ่อ
          "แกตัวเล็ก ๆ มันก็น่ารักดีออก เหมือนแม่แกไง"
          "แม่คงจะภูมิใจอยู่หรอก ที่คนอย่างฉันได้ทั้งส่วนสูง แล้วก็สีตามาแบบนี้" เธอว่าปลง ๆ
          "ฮ่า ๆๆ นั่นสิ คงน่าภูมิใจตายเลย" ฟลอยด์ว่าหัวเราะ
          "ลุงนี่ก็มาประชดอีก เป็นพ่อฉันจริง ๆ ใช่รึเปล่าเนี่ย ไม่เคยเข้าข้างเลย" เด็กสาวบ่น
          "ก็พ่อแกน่ะสิถามได้" ฟลอยด์เอามือวางลงบนหน้าผากมนของเธอ กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เด็กสาวรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเมื่อได้ยิน
          "แล้วถึงฉันไม่ใช่พ่อแก ฉันก็ยังจะรักแกเท่าลมหายใจของฉัน ฉันสัญญา..."
          "พูดอะไรน้ำเน่ากับเขาก็เป็นนิ รีบ ๆ ร้องเพลงเลยลุง ฉันอยากนอนหลับแบบไม่ต้องฝันสักที ง่วงจะแย่เล่า" เธอบ่นเบา ๆ
          "ได้ ฉันขอให้งวดนี้ เสียงแย่ ๆ ของฉันทำให้แกหลับสบายสักที" เขายกยิ้มขึ้นข้าง ก้มลงมองเด็กสาวที่หนุนตักเขาแทนหมอนพลางหลับตาสบายใจ ฝามือใหญ่หนาลูบลงช้า ๆ บนกลุ่มผมสีดำนิ่ม ฟลอยด์สูดลมหลายใจลึกแล้วหลับตาลง เสียงที่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องการขับร้อง ก็เปล่งออกเป็นเนื้อเพลงที่เขาจำได้ไม่มีวันลืม

"ยามรพีลับลา
แสงจันทราทาบส่อง
ดวงดาราจ้องมอง
เจ้าประคองรักไป" 

          ทันใดนั้นเอง ควันสีทองเบาบางก็ลอยออกมาจากฝามือหนา ดวงตาของเขาหลับนิ่งคล้ายเพ่งสมาธิไปที่เด็กสาวซึ่งนอนนิ่งไม่รับรู้เหตการณ์ที่เกิดขึ้นเลย เสียงทุ้มของเขายังคงดังกังวานราวกับเสียงระฆังใบใหญ่

"ณ ที่แห่งหนใด
ใจข้ายังเฝ้าดู
ด้วยรักแลอุ้มชู
เคียงคู่ไม่เสื่อมคลาย" 

          ไอสีทองค่อย ๆ ลอยตัวฟุ้งกระจายไปรอบ ๆ เด็กสาว สีหน้าของเธอดูผ่อนคลาย 

"ยามเมื่อต้องเดียวดาย
ขอเจ้าอย่าอาดูร
ข้าจักคอยเกื้อกูล
แม้นข้าอยู่แสนไกล" 

          ความรู้สึกสุดท้ายที่เธอรับรู้คือ เสียงทุ้มของคนเป็นพ่อคล้ายกับจะมีเสียงก้องกังวานใสของใครคนหนึ่ง เปล่งเสียงร้องประสานปะปนมาแผ่วเบาอ่อนโยน ก่อนที่เธอจะดำดิ่งสู่ห่วงนิทราอันสงบโดยสมบูรณ์ ไม่รับรู้สิ่งที่เกิดโดยรอบอีกต่อไป

"ทุกข์โศกแลภัยร้าย
อย่ากล่ำกรายฤดี
มนตราศักดิ์สิทธิ์นี้
นำรวีสู่นภา..." 

          เมื่อแน่ใจแล้วว่าเด็กสาวตรงหน้าหลับสนิท ฟลอยด์ก็ลืมตาขึ้น ควันสีทองค่อย ๆ จางหาย เหลือไว้เพียงชายร้านขายของเล่นธรรมดา ๆ และลูกสาวที่เขาเฝ้าฟูมฟัก ดวงตาสีฟ้าอ่อนแสงลงยามจ้องมองเธอที่หลับใหล มันสื่อถึงความในใจมากมายจนบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำไม่ได้ มือใหญ่หนาที่ลูบหัวทุยสั่นน้อย ๆ กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

          "พ่อจะปกป้องแกไปได้ถึงเมื่อไรกัน ฮาล"



Talk with NATA <มีบทเพลงมาฝาก>
 
คำศัพท์เพิ่มเติมค่ะ
รวี/รพี = ดวงอาทิตย์
ฤดี = ใจ
นภา = ท้องฟ้า
ส่วนคำอื่น ๆ น่าจะเดากันได้เนอะ ^^

          สวัสดีวันฝนตกนะคะ ผู้อ่านที่น่ารักของไรเตอร์ TvT /// สภาพหมดแรง
มีนักอ่านบอกว่าชื่อตัวละครนั้นจำยาก ไรเตอร์เลยหาวิธีการทำเป็นตัวอย่างไปกับชื่อโอเวนเป็นที่เรียบร้อย 5555 ขอโทษนะโอเวน เดี๋ยวจะพยายามหามุกใส่จะได้จำขึ้นใจเลยงานนี้ 5555

          เพลงที่คุณพ่อฟลอยด์ร้องนั้น
ตอนไรเตอร์แต่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงเรื่องราพันเซลค่ะ นี่เลย
https://www.youtube.com/watch?v=OEoDtzyTQuQ

          ยอมรับว่าแต่งยากจริง ๆ ค่ะ เข้าใจเลยว่าการแต่งกลอนกับการแต่งเนื้อร้องมันคนละอารมณ์ก็งานนี้แหละ 5555 แต่ตอนแต่งไรเตอร์กลับฟังเพลงนี้เพื่อบิวอารมณ์ตัวเองซะงั้น 55555
https://www.youtube.com/watch?v=9NHnF2Bp4Hw
          ขอบคุณองค์หญิงลูน่าเฟยย่าจากไฟนอลแฟนตาซีด้วยน้าาาา~
บทเพลงสั้น ๆ แต่งดงามจริง ๆ ค่ะ ว่าง ๆ ลองเสียบหูฟังดูกันนะ 5555

          สุดท้ายนี้ ขอบคุณอาจารย์ภาษาไทยทุกคนที่สอนหนูแต่งกลอน55555
ขอบคุณผู้อ่านจริง ๆ ที่ติดตาม ทิ้งคอมเมนต์ติชมได้นะคะ ไรเตอร์จะเอาไปปรับปรุง 

แล้วเจอกันตอนหน้านะค่าาาาา~ 

รักกกกกกกกกกกกกก~
>/////////////////<~

NATA

Quelle Pic : flickr.com

หรือติดตามผลงานทางเด็กดีได้ค่ะ
https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1647004&chapter=5


SHARE
Written in this book
HALIME'
นิยายสารพัดรับจ้าง Love Comedy Fantasy ส่งตรงถึงบ้านจ้า
Writer
NATA-P
PLOY
^_______^ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนักแต่งนิยายสารพัดรับจ้างน้าาา~

Comments