+ ก้าวที่ 1 + "น่าถีบมากกว่าน่ารัก"
+ ก้าวที่ 1 + 
"น่าถีบมากกว่าน่ารัก"
 

          เมฆน้อยใหญ่ล่องลอยเทียบเคียงไปกับดวงอาทิตย์ บดบังแสงในยามบ่าย
ไม่ให้แรงจนเกินไป ใบไม้โบกไปมา เป็นร่มเงาให้กับสิ่งมีชีวิตซึ่งกำลังหลับตาพริ้ม
หัวแนบอิงเข้ากับรากไม้ขนาดพอดีที่เจ้าตัวใช้หนุนแทนหมอน อากาศอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ ทำหน้าที่สร้างลมพัดให้คนในชุดเสื้อแขนยาวสีเหลืองทับด้วยเอี๊ยมตัวเก่งสีเข้มรู้สึกสบายใจอย่างถึงที่สุด ส่วนหญ้านุ่มเขียวขจีนั้น ก็ทำหน้าที่เป็นเตียงนอนให้คนที่ตื่นยากเป็นเดิมทุนรู้สึกเหมือนได้หลับใหลในดินแดนแห่งสวรรค์

          "...อืม...กำลัง"
ริมฝีปากลมเล็กน่ารักสีระเรื่อเริ่มพึมพำ

          อ๊อบ!
เจ้านาฬิกาจำเป็น(และจำใจ) ยังคงห้อยหัวโตงเตงร้องตอบเธอ

          "จะตาม..."
          สีหน้าเจ้านาฬิกาลิงโลดทันที หลังได้ยินเสียงตอบแผ่ว  แม้เปลือกตาของเด็กสาวตรงหน้าจะยังไม่มีทีท่าเปิดขึ้นมาง่าย ๆ เลยก็ตาม

          อ๊อบ อ๊อบ!
เจ้านาฬิกาไม่ยอมแพ้ มันเพียรทำหน้าที่ต่อไปไม่หยุดยั้ง

          "ไป...ฮืม..."
เจ้าของกลุ่มเส้นผมสีดำสั้นประบ่าส่ายหัวไปมา ตอบรับในความมานะของมัน

          อ๊อบ อ๊อบ อ๊อบ!
          เธอเริ่มขยับ...หรือว่า มันใกล้จะถึงฝั่งฝัน บึงน้ำใสสะอาด ใบบัวใบโต ๆ เหล่าเพื่อนปลาที่รอการกลับมาของมัน

          "โธ่~~ ลุ๊งงง~ ต๊าย ปาย ล้าว ยาง จา มา หลอก หลอน ฉ้าน เอ๊กกกก~"
          แม้เจ้านาฬิกาจะฟังประโยคยาว ๆ ของเธอไม่เข้าใจ แต่การตอบกลับแสนยาวเหยียด คือ หนทางที่ใกล้สู่การหลุดพ้นและกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ดวงตาเจ้าสัตว์ตัวน้อยเปล่งประกาย ยิ่งเห็นคิ้วมนของสาวเจ้าขมวดเข้าหากันเป็นปม ก็ยิ่งรู้สึกถึงสัญญาณภารกิจใกล้สิ้นสุด ไม่รอช้ามันรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายสูบลมฮวบจนแก้มและท้องป่อง

          อ๊อบ อ๊อบ อ๊อบ อ๊อบบบบบบบบบบบบบบบ!!!!!!
         "ว๊ากกกกกกกก~ อ๊ากกกกกกกก~ ตาเถร ตาถัง กะละมัง ฝา หม้อ"
          เด็กสาวขี้เซาลืมตาโพลงขึ้นทันที ปากสีเชอร์รีร้องตะโกนโวยวาย มือเท้าปัดป่ายไม่รู้ทิศเหนือใต้ จนไปโดนเข้ากับมืออีกคู่ของเด็กหนุ่มที่กำลังถือเชือก ซึ่งห้อยเจ้านาฬิกาจำเป็นตัวน้อยโตงเตงไปมาอยู่ ทำท่าว่าจะหยุดมือให้ได้ แต่ท้ายที่สุด เขาก็เสียการทรงตัวให้กับแรงหมีควายของเธอ ล้มก้นจ้ำเบ้า ปล่อยให้เจ้าสัตว์ตัวน้อยเคราะห์ร้ายหล่นลงบนใบหน้าคนที่ยังโหวกเหวกไม่เลิก ช่างพอดิบพอดี ราวกับจงใจสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองล้ม เพื่อโยนมันใส่หน้าเธอโดยเฉพาะ

          แหมะ

          "นี่มัน...กบ! อ๊ากกกกกกก~"

          เร็วเท่าความคิด เธอสะบัดตัวเป็นเจ้าเข้า รีบกระโดดออกห่างจากเจ้ากบน้อย ทั้งที่มันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง แถมยังต้องพยายามร้องปลุกเธอ ไม่แม้แต่จะคิดสำนึกในบุญคุณที่มันทำให้เธอตื่นจากฝันแปลกประหลาด เธอรู้แค่ว่าตอนนี้ ขนทั้งกายรวมถึงเส้นผมประบ่าลุกตั้งได้ราวกับเห็นผี โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีชาวบ้านผ่านมา ไม่เช่นนั้น ชะตากรรมของเธอคงไม่พ้นถูกลากไปทำพิธีไล่ผีแน่ ๆ

          จะติดก็ตรงเสียงระเบิดหัวเราะด้วยความสาสมใจ เหมือนถ้ามันขาดใจตายได้ เด็กชายก็จะทำ หน้ายุ่ง ๆ ของคนจำใจฟังเสียงขำขัน บ่งบอกความไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด เธอมองตาเขียวใส่เจ้าคนที่แกล้งล้มได้สมจริง จนน่ามอบรางวัลเป็นถ้วยทองคำ หยิบขึ้นมากำให้มั่นแล้วปาใส่หัวมันด้วยความหมั่นไส้

          "ฉันโตเป็นสาวแล้วนะ แกเลิกแกล้งฉันแบบทโมน ๆ สักทีจะได้ไหม"
          "เธอเนี่ยนะ สาว สาวประเภทสองยังสวยน่ามอง ดูเป็นผู้หญิงมากกว่าเธออีก"
คนฟังคิ้วกระตุก
          " ไมลส์ แกเป็นน้องชายของลูกป้าข้างบ้านรึไง จะมองว่าฉันน่ารักบ้างไม่ได้
สาวแรกแย้มอายุ 16 น่ะ แกเข้าใจไหม"
          เธอเอามือปัดผมม้าที่กระเซอะกระเซิงไปด้านข้าง เรียกขวัญที่เสียไปหมาด ๆ ก่อนยืนกอดอก สวนกลับสำเนียงเรื่อย ๆ ดวงตาสีดำกลมโตที่ดูเหมือนจะน่ารักสดใส (เพราะความตื่นกลัว) ในตอนแรก กลับปรือลงตามนิสัยเอื่อยเฉื่อยของเธอ คล้ายคนกำลังใกล้หลับ คิ้วมนเลิกขึ้นข้างถามคนที่อายุน้อยกว่า แต่กำลังจะทำแต้มส่วนสูงนำห่างเธอไปหลายคืบ ปากอิ่มเล็กสีธรรมชาติที่ดูเหมือนจะสวยเบะออกเล็ก ๆ ราวกับขอความเห็น

          ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมกับกางเกงเอี๊ยมขาสั้นสีน้ำตาลพิจารณาสภาพโดยรวมของเด็กสาวที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาคู่สีฟ้าซุกซน ก่อนไมลส์จะจำใจลงความเห็นทั้ง ๆ ที่พยายามหนีความจริงแล้วว่า

          "ก็ได้ ๆ ฉันยอมแพ้ ฮาลิเม่ เธอนี่มัน น่าถีบมากกว่าน่ารัก จริง ๆ นั่นแหละ"
เป็นคำตอบที่ทำให้คนฟังรู้สึกคอตก
          "แต่ฉันพยายามสุดชีวิตแล้วนะ ไมลส์ ฉันไปเรียนมารยาทกับคุณแม่นางฟ้ามาเชียวนะ" คนฟังส่ายศีรษะ เส้นผมสีดำระต้นคอของเขาปลิวไปตามแรงลม ก่อนว่าขึ้นเหมือนให้กำลังใจ
          "ไม่ต้องไปเรียนหรอก ยาก" เธอใจชื่นขึ้นทันที ยิ้มกว้างแม้ตาจะยังเซื่องซึมเหมือนจะหลับให้ได้ตามนิสัย อย่างน้อยก็มีน้องชายที่ยังเข้าใจเธอ
          "ใช่ไหมล่ะ ค่อยเป็นน้องฉันหน่อย" เธอตอบเสียงระรื่น
          "ฉันหมายถึง ถ้าเป็นเธอน่ะ ยาก สงสารคุณแม่นางฟ้า เธออย่าไปเรียนเลย"
โดนสวนทันทีด้วยน้ำเสียงยียวน แถมยิ้มได้กวนเป็นที่สุด
          "อีกอย่าง หน้าเธอตอนโดนฉันแกล้งน่ะ น่ามองกว่านี้เยอะ" สมทบอีกประโยคด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงใจ ที่คนฟังไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือซาบซึ้งไปกับมันดี
          "เห้ย มานี่เลยแก" ไม่ว่าเปล่า เมื่อเห็นอีกฝ่ายเผลอ แม่เจ้าประคุณก็คว้าหมับเข้าที่แก้มของคนเป็นน้องชายแล้วจัดการบิดเข้าบิดออก ยืดมันจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา หลายรอบอย่างเมามัน ระคนไปกับเสียงโอดครวญชักดิ้นชักงอ จนผิวสีน้ำผึ้งที่แก้มกลายเป็นสีเลือดฝาดเข้มจากการทารุณกรรมในแบบฉบับของเธอ

          "ยัยบ้า! แรงอย่างกับหมีควาย สักวันแก้มฉันต้องหลุดแน่ ๆ" โวยใส่พี่สาว ทำหน้าเหมือนเจ็บเสียเต็มประดา ยกมือขึ้นกุมแก้มทั้งสองข้าง ราวกับมันเป็นสมบัติที่ตนแสนจะหวงแหน เด็กสาวยืนยิ้มพอใจในผลงาน
          "ช่วยไม่ได้ แกอยากเผลอเองทำไม" เธอยักไหล่
          "ฉันเอาคืนแน่" ไมลซ์สายตามุ่งมั่น
          "ฉันไม่รอให้แกเอาคืนหรอกนะ ไมลส์" ฮาลิเม่สวนกลับ พร้อมฉีกยิ้มอารมณ์ดีไปให้ เดินผิวปากไม่ทุกข์ร้อนหนีไมลซ์ไปเสียเฉย ๆ ราวกับการเอาคืนของเขา มันช่างไร้สาระและเธอก็รับมือได้สบายมาก

          พื้นหินขัดเรียบเรียงตัวทอดยาวเป็นถนนหลักของตัวเมือง เสียงจอแจของผู้คนบอกได้ถึงความหนาแน่นของประชากรที่อยู่อาศัยในแถบนี้ ด้านข้างถนนที่ใช้สัญจรรายล้อมไปด้วยต้นไม้ที่แข่งกันผลิดอกออกผลตามฤดูกาล สลับกับร้านแผงลอยและบ้านเรือนที่เปิดเป็นร้านค้า บ้างก็เป็นร้านอาหาร ร้านเครื่องเพชร ร้านขายผ้า ไปจนถึงร้านขายของวิเศษหายากที่เคยเป็นอาวุธในตำนาน ไม่ว่าจะดาบที่ว่ากันว่าไม่มีวันหัก หรือจะคทาของพ่อมดผู้เกรียงไกร

          เสียงรถม้าวิ่งผ่านเด็กสาวในชุดเอี๊ยมสีเข้ม ผมประบ่าสีดำไหวตามแรงลมจากการเคลื่อนผ่านของยานพาหนะ เธอใช้ดวงตาที่ดูเหมือนจะกลมโตสีเดียวกันกับผม กวาดมองของตามร้านแผงลอย เสียงรองเท้าบูทคู่เก่งของเธอดังเป็นจังหวะเชื่องช้าติดออกจะสบายเกินไปด้วยซ้ำ
 
          "อ้าว ว่าไง ฮาลี่ วันนี้จะไม่มาช่วยป้าขายดอกไม้หรอกหรอ" เสียงใจดีเอ่ยทักสดใส หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มเอ็นดูมาให้ ชุดกระโปรงพองสีกุหลาบแรกแย้มของหล่อนถูกทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีครีมระบายลูกไม้ ใบหน้าที่ดูเหมือนจะสาวเกินวัยไปมาก ถูกประทินด้วยเครื่องสำอางสีธรรมชาติเบาบาง เธอยืนอยู่หน้าร้านขายดอกไม้เรือนกระจกโปรงใส หน้าต่างและประตูเป็นรูปโค้งสูงใหญ่ตัดกับโครงเหล็กหนาสีเข้มถูกดัดอย่างสวยงาม

          "ป้า เป้อ อะไรกันละจ๊ะ คุณมาเรียมดูเด็กกว่าพ่อฉันไปเยอะโข" เสียงใสตอบ พร้อมสีหน้าเหมือนจะปลง ๆ ให้กับใบหน้าที่ดูชราภาพก่อนวัยอันควรของคนที่ขึ้นชื่อว่า พ่อ เรียกเสียงหัวเราะจากมาเรียมเหมือนเช่นทุกวัน

          "ป้าได้ยินว่า ตอนเย็นจะไปช่วยงานที่ร้านแองจี้ แล้ววันนี้คนแน่นร้านซะด้วยสิ ป้าต้องฝากให้ฮาลี่ช่วยเอาดอกไม้ร้านป้าไปตกแต่งโต๊ะอาหาร เป็นการโฆษณาร้านให้ป้าละกันนะ" หล่อนกุลีกุจอหอบช่อดอกไม้ใหญ่สองสามช่อที่ตนจัดเตรียมไว้ ส่งมอบให้เด็กสาวที่ดูลังเลใจ

          "อีกแล้วหรอจ๊ะ นี่ถ้าคุณแม่นางฟ้าไล่ให้ฉันเอาเงินมาส่งคืนที่ร้านดอกไม้คุณมาเรียมอีก ฉันเก็บใส่กระเป๋าตัวเองจริง ๆ ละนะ" ก็ระยะทางจากร้านมาเรียมไปจนถึงร้านอาหารของแองจี้มันไกลเอาเรื่อง แถมรายนั้นยอมรับของคนอื่นมาแบบฟรี ๆ เป็นเสียที่ไหน ได้มาทีไรเป็นต้องใช้เธอให้วิ่งเอาของตอบแทนไปคืน เป็นเงินบ้าง อาหารบ้าง อย่างกับเด็กส่งของ ทำเอาคนถูกยัดเยียดของฟรีจากหญิงสาววัยกลางคนเป็นต้องคิดหนัก มาเรียมเห็นท่าทางก็หัวเราะชอบใจ เอามือที่ดูเหมือนสาววัยทำงานประมาณสามสิบต้น ๆ เท่านั้น ลูบเส้นผมสีดำของเด็กสาว

          "งั้นก็เก็บไว้เสียสิ ถือว่าป้าให้ แล้วก็เราน่ะ โตเป็นสาวแล้ว หัดทำหน้าให้มันสวยใสสมวัยหน่อยจะเป็นไรเสีย พ่อกับแม่อุตสาห์ให้ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มออกขนาดนี้ หัดดูแล แล้วเอามาใช้เสียบ้างเถอะ ประเดี๋ยวจะขายไม่ออกกันพอดี" ใบหน้าสวยยิ้มให้ มองคนกลืนไม่เขาคายไม่ออกที่รู้สึกไม่ชินกับการโดนชมว่าตนน่ารัก

          "จะมีก็แต่คุณมาเรียมคนเดียวนั่นแหละ ที่คิดแบบนั้นน่ะ ฉันไปละนะจ๊ะ"
          "ระวัง ๆ ด้วยนะ ล้มลงไปละเสียโฉมกันพอดี" มาเรียมตะโกนไล่หลัง
          "ฉันไม่มีโฉมให้เสียหรอกจ้า" ฮาลิเม่ตะโกนกลับ แขนเล็กกอดช่อดอกไม้ที่แทบจะท่วมหัวตนไว้แน่ ออกตัววิ่งตรงไปยังร้านอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเลิศรสที่สุดประจำ เมืองเอเวอร์กรีน ชาวเมืองทุกคนรู้จักดี แถมชื่อเสียงยังกระฉ่อนไปยังเมืองละแวกนอกอีกด้วย

          "หวังว่าจะไม่มีตัวอะไรน่ากลัว ๆ รออยู่ที่ร้านหรอกนะ"
ฮาลิเม่พึมพำเสียงหอบขณะวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามทาง มีหรือเธอจะไม่รู้จักน้องชายตัวดี
หมอนั่นขึ้นชื่อว่าพูดแล้วไม่เคยคืนคำ โดยเฉพาะเรื่องการแกล้งเธอที่ดูเหมือนจะเป็นความบันเทิงชั้นยอด แถมวันศุกร์ยังถือเป็นวันครอบครัว ลูกค้าจึงเยอะกว่าปกติมากในช่วงหลังสี่โมงเป็นต้นไป ถ้าเจ้าไมลส์ไม่วางแผนทำอะไรเธอระหว่างนั้นมันก็ดี ช่วงนี้เธอยิ่งชอบฝันแปลก ๆ เสียด้วยสิ
ฮาลิเม่จำเป็นต้องหยุดความคิดไว้เท่านั้น เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิด เธอต้องรีบทำเวลาแล้ว

 
Quelle Pic : lord-kitschener.tumblr.com
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


สวัสดีค่าาา ผู้อ่านที่น่ารักของ NATA >///<

เริ่มบทแรกด้วยวันเบา ๆ ของน้องฮาลี่กันค่ะ 
ยังมีวีรกรรมแผลง ๆ ของสองพี่น้องตระกูลนี้ยังมีให้ติดตามอีกเป็นขบวนเลยค่ะ
ชอบไม่ชอบ หรืออยากให้เพิ่มเติมตรงไหน บอกไรเตอร์ได้น้าาาา

ปล. ไรเตอร์ชอบความสวยและความเก่งของสาว ๆ ประเภทสองมากเลยนะคะ
ไม่เจตนาจะเปรียบเทียบเพื่อดูถูกใด ๆ ทั้งสิ้น บอกรีดเดอร์ไว้ก่อนเดี๋ยวจะเข้าใจผิด 555
 
แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ! 
 
Chaos!

ติมตามงานได้ที่ https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1647004
SHARE
Written in this book
HALIME'
นิยายสารพัดรับจ้าง Love Comedy Fantasy ส่งตรงถึงบ้านจ้า
Writer
NATA-P
PLOY
^_______^ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนักแต่งนิยายสารพัดรับจ้างน้าาา~

Comments

Varich
2 years ago
ฮือออ ชอบความกวนส้นของน้อง 5555555
Reply
NATA-P
2 years ago
อร๊ายยยยยยยยยยยยย เพื่อนรักในที่สุดชั้นก็ได้ตอบเม้นเธอออออออ 5555555